- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 10: ช่วยเลิกเอาของกินมาส่งสักทีได้ไหม?
บทที่ 10: ช่วยเลิกเอาของกินมาส่งสักทีได้ไหม?
บทที่ 10: ช่วยเลิกเอาของกินมาส่งสักทีได้ไหม?
เช้าวันรุ่งขึ้น
ณ บ้านหลังหนึ่งในเมืองจินหลิง
"คุณย่าขา"
สวีชิงหนิงแวะมาหาคุณย่าช่วงเที่ยง
ช่วงนี้คุณย่ากำลังพักฟื้นจากอาการป่วย ถ้าคุณพ่อไม่ว่าง สวีชิงหนิงก็จะแวะมาเยี่ยมเอง
คุณย่านั่งอยู่บนเก้าอี้ ยิ้มแก้มปริทันทีที่เห็นหลานสาวเดินเข้ามา
"สุขภาพคุณย่าเป็นยังไงบ้างคะ?"
"ก็ดีจ้ะ ยิ่งได้เห็นหน้าหนูก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก"
สวีชิงหนิงเข้าไปคล้องแขนคุณย่า แล้วซบหัวลงบนไหล่อย่างออดอ้อน
"เมื่อก่อนหนูมาหาย่าทุกวัน ช่วงนี้ทำไมหายเงียบไปเลยล่ะลูก?"
คุณย่าลูบหัวสวีชิงหนิงด้วยความเอ็นดู
สวีชิงหนิง: "อ้อ จริงสิคะคุณย่า หนูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง หนูว่าหนูกำลังมีความรักค่ะ"
"หือ?????"
ใบหน้าที่มีริ้วรอยของคุณย่าอยู่แล้ว ยิ่งยับย่นมากขึ้นด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าเป็นรอยยิ้มแบบดีใจปนอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนแก่
"จริงเหรอลูก?"
ตลอดหลายปีมานี้ หลานสาวไม่เคยพูดเรื่องทำนองนี้เลย ไม่เคยบอกว่าชอบใครด้วยซ้ำ
จู่ๆ มาบอกแบบนี้ แสดงว่าคงไม่ได้ล้อเล่นแน่ๆ
"แต่เป็นรักข้างเดียวนะคะ เขาไม่มองหนูเลย" สวีชิงหนิงถูแก้มแก้เขิน ทำตัวเหมือนสาวน้อยแรกแย้มจริงๆ
คุณย่าตกใจ
หลานสาวของนางทั้งสูง สวย หุ่นดี การศึกษาก็ดี ชาติตระกูลก็เลิศ
จะมีใครที่ไม่สนใจนางได้ยังไงกัน???
สวยขนาดนี้ยังต้องแอบรักเขาข้างเดียวอีกเหรอ
เด็กสมัยนี้มาตรฐานสูงจริงๆ ขนาดคนระดับนี้ยังต้องอกหักรักคุด
"ย่าชักอยากจะเห็นหน้าพ่อหนุ่มคนนั้นซะแล้วสิ ว่าจะวิเศษวิโสมาจากไหนถึงทำให้เสี่ยวชิงหนิงของย่าไปแอบชอบได้"
"เขาก็... วิเศษจริงๆ นั่นแหละค่ะ"
สวีชิงหนิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พึมพำเสียงเบา "ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง สง่างาม จบโทจากมหาลัยดัง งานการก็ดี ที่สำคัญคือบุคลิกเย็นชามาก... แบบว่านิ่งๆ ขรึมๆ หนูชอบคนแบบนี้แหละค่ะ"
คุณย่า: "..."
คุณย่าสังเกตเห็นว่าตอนที่สวีชิงหนิงพูดถึงเขา แววตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ ชัดเจนว่าเป็นอาการของคนมีความรัก
ดูท่าจะมีคนที่ชอบจริงๆ เข้าแล้ว
"แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายตามจีบผู้ชาย..."
คุณย่าชะงักไป อยากจะบอกว่าผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนมันดูไม่ค่อยงามตามค่านิยมคนรุ่นเก่า
"ผู้หญิงจีบผู้ชายไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่คะ ถ้าชอบก็ต้องลุยสิ ชีวิตคนเรามีแค่ครั้งเดียว ถ้าพลาดไปอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ นานๆ ทีหนูจะเจอคนที่ทำให้ใจเต้นแรงขนาดนี้ อีกอย่าง เขาเคยช่วยหนูจากแก๊งค้ามนุษย์ด้วยนะคะ..."
"...อ๋อ คนที่เคยช่วยหนูไว้ตอนนั้นนั่นเอง"
"ใช่ค่ะ พรหมลิขิตชัดๆ เลยใช่ไหมคะ? ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันอีก"
ประโยคนี้ทำเอาคะแนนความนิยมในตัวเจียงจื่อโม่ของคุณย่าพุ่งปรี๊ดจากติดลบขึ้นมาแตะ 80 ทันที!!
ตอนนี้เหลือแค่รอดูตัวจริงว่าจะเป็นคนดีมีอนาคตสมคำคุยของหลานสาวหรือเปล่า
"แต่ย่าขอบอกไว้อย่างนะลูก" คุณย่าใช้มือเหี่ยวย่นตบแก้มหลานสาวเบาๆ "เป็นผู้หญิงต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว อย่ารุกแรงเกินงามนัก"
"อื้อ รู้แล้วค่ะ"
สวีชิงหนิงรับคำอย่างหนักแน่น
แต่ในความเป็นจริง เธอไม่ได้เก็บคำสอนนั้นมาใส่ใจเลยสักนิด... เพราะพอตกเที่ยง เธอก็แจ้นไปส่งข้าวให้เจียงจื่อโม่ที่บริษัทอีกแล้ว
สีหน้าของเจียงจื่อโม่ตอนนี้คือ (;一_一)
สวีชิงหนิง: "แท่นแท๊น! เอาข้าวมาส่งอีกแล้วค่า"
"เอากลับไป"
ทิ้งคำพูดสั้นๆ ห้วนๆ ไว้แค่สองคำ แล้วเจียงจื่อโม่ก็หันหลังเตรียมเดินหนี
"จิ๊"
แต่คราวนี้คนขวางไม่ใช่สวีชิงหนิง แต่เป็นลุงยามคนเดิม
ลุงยามรูปร่างท้วม พอมายืนขวางทางปุ๊บ เจียงจื่อโม่ก็มองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย
เจียงจื่อโม่: "ลุงทำไรครับ?"
ลุงยาม: "แม่หนูนี่ยืนรอพ่อหนุ่มอยู่ข้างนอกตั้งนานสองนาน อุตส่าห์เอาข้าวปลามาส่ง ทำไมใจร้ายใจดำนัก? คิดซะว่าเห็นแก่ของกิน อย่าให้เสียของเลยน่า รับๆ ไปเถอะ"
เจียงจื่อโม่: "..."
เจียงจื่อโม่เหลือบมองสวีชิงหนิงที่ยืนอยู่ข้างหลัง แล้วหันมาบอกลุงยาม "ให้เธอเอากลับไปกินเองเถอะครับ"
ลุงยาม: "..."
จนปัญญาจริงๆ ไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันหัวรั้นขนาดนี้
"พี่จื่อโม่"
"บอกแล้วไงว่าเราไม่สนิทกัน อย่าเรียกแบบนั้น"
"เจียงจื่อโม่"
เห็นเจียงจื่อโม่ทำท่าจะเดินกลับเข้าตึก น้ำเสียงของสวีชิงหนิงก็เริ่มร้อนรน
เจียงจื่อโม่แพ้น้ำเสียงเว้าวอนน่าสงสารแบบนี้ที่สุด
แม้ภายนอกจะดูเฉยชา แต่ในใจเขากระตุกวูบเพราะน้ำเสียงนั้น
พอรู้ตัวอีกที ขาก็หยุดเดินไปซะแล้ว
"ฉันทำเมนูใหม่มาด้วยนะ อยากชิมไหมคะ?"
สวีชิงหนิงเดินอ้อมมาดักหน้าเจียงจื่อโม่ ตายิ้มเป็นสระอิ รอยยิ้มเจิดจ้าราวกับแดดอุ่นในฤดูหนาวที่ละลายหิมะได้
เจียงจื่อโม่ใจกระตุก สายตาค่อยๆ เลื่อนไปโฟกัสที่กล่องข้าวสีส้มในมือเธอ
"เธอ... เธอนี่มันจริงๆ เลยนะ... เฮ้อ" ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงจื่อโม่ก็จำใจรับกล่องข้าวมาจากสวีชิงหนิงอย่างเสียไม่ได้ "ไม่ต้องเอามาแล้วนะ นี่เป็นครั้งสุดท้าย"
แล้วเขาก็ถือกล่องข้าวสีส้มเดินเข้าลิฟต์ไป
ขณะที่สวีชิงหนิงยืนมองแผ่นหลังเขา ลุงยามก็เดินเข้ามาตบไหล่เธอ "แม่หนู คนที่หนูชอบน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องความหัวรั้นที่สุดในบริษัทเลยนะ"
สวีชิงหนิง: "หือ? หัวรั้นเหรอคะ?"
ลุงยาม: "ลุงจำหน้าพนักงานทุกคนในตึกนี้ได้ พ่อหนุ่มคนนี้หล่อสุด แล้วก็น่าจดจำสุดด้วย ลุงเคยเห็นสาวๆ มาสารภาพรักกับเขาบ้าง บางคนโดนปฏิเสธจนร้องไห้กลับไปก็มี"
หลักๆ คือในบรรดาโปรแกรมเมอร์ หาคนผมดกดำหนาแน่นแบบเจียงจื่อโม่ยาก... เลยเป็นที่จดจำง่ายเป็นพิเศษ
สวีชิงหนิง: "ร้องไห้เลยเหรอคะ?"
ลุงยามกอดอก ทำท่าเหมือนพวกขามุงชอบดูเรื่องชาวบ้าน
"กับคนพวกนั้นพ่อหนุ่มนั่นปากจัดกว่าที่ทำกับหนูเยอะ หนูยังไม่เจอของจริงหรอก เชื่อลุงเถอะ ลองเปลี่ยนไปจีบคนอื่นดูมั้ย?"
"..."
สวีชิงหนิงละสายตากลับมามองประตูลิฟต์ที่เพิ่งปิดลง
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอก็ยิ้มกว้างแล้วพูดว่า "ถ้าหนูปักใจชอบใครแล้ว หนูไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ หรอกค่ะ"
"หนูนี่ก็ดื้อพอกัน หัวรั้นเหมือนพ่อหนุ่มนั่นเปี๊ยบ"
"เส้นทางแห่งความรักย่อมโรยด้วยขวากหนาม หนูรู้ดีค่ะ หนูไม่กลัวหรอก"
"..."
ลุงยามจนปัญญาจริงๆ แกส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปประจำจุด
สวีชิงหนิงเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมราวกับเจ้าหญิงในกองเงินกองทอง
เธอมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ไม่เว้นแม้แต่เรื่องความรักและการจีบผู้ชาย
เธอมั่นใจว่าจะเอาชนะใจเจียงจื่อโม่ได้ แค่ต้องใช้เวลาหน่อยเท่านั้น
ก็อย่างที่เขาว่ากัน ผู้ชายจีบผู้หญิงเหมือนปีนเขา แต่ผู้หญิงจีบผู้ชายเหมือนแหวกม่าน
แค่ผ้าบางๆ กั้นกลาง แค่นี้ทำไมจะแหวกไม่ได้?
ในขณะเดียวกัน เจียงจื่อโม่กำลังขึ้นลิฟต์
เพื่อนร่วมงานสาวข้างๆ เห็นเขากอดกล่องข้าวสีส้มก็แซว "แหม ได้รับข้าวกล่องจากน้องสาวคนนั้นอีกแล้วเหรอ? ข้างในมีอะไรกินบ้างล่ะ?"
เจียงจื่อโม่ปรายตามองกล่องข้าวสีส้มแล้วทำหูทวนลม
ยังไงซะ นี่ก็เป็นเรื่องระหว่างเขากับสวีชิงหนิง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น