- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 9: สำรวมหน่อย!
บทที่ 9: สำรวมหน่อย!
บทที่ 9: สำรวมหน่อย!
"อ๊าย!!! ขอโทษค่ะ! ฉันตั้งใจ... เอ้ย ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ ขอโทษนะคะพี่จื่อโม่!"
...
น่าอายชะมัด อยากจะมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด!
เจียงจื่อโม่ยืนแข็งทื่อราวกับโดนสาดด้วยน้ำที่เพิ่งตักมาจากขั้วโลกเหนือ!
สวีชิงหนิงรีบถอยหลังกรูดไปสองก้าว
แก้มเธอแดงระเรื่อ พยายามควบคุมตัวเองอย่างหนัก
ชั่วขณะหนึ่งเธอเหมือนลืมวิธีหายใจไปเสียดื้อๆ
ความร้อนพุ่งพล่านไปทั่วร่าง!
นักศึกษาสาววัย 22 ปีที่ไม่เคยมีแฟนและใสซื่อบริสุทธิ์ จะไม่ให้เขินได้ยังไงกับสถานการณ์แบบนี้?!!!
เจียงจื่อโม่: "สวีชิงหนิง!"
พอตั้งสติได้ เจียงจื่อโม่ก็รู้ตัวว่าเขาควรจะโกรธ
ความโกรธของเขามาจากความไม่รู้จักกาลเทศะของสวีชิงหนิง พวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ
ที่สำคัญ ดูจากสีหน้าเธอแล้ว เหมือนจงใจทำชัดๆ!
คนอะไรแปลกประหลาด ทำอะไรก็ไม่มีเหตุผล
"พรุ่งนี้เธอกลับไปได้แล้ว ฉันบอกไปตั้งนานแล้วว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะให้เธอค้างที่นี่"
สีหน้าของเจียงจื่อโม่เคร่งเครียด
เดิมทีเขาก็เป็นคนเข้าถึงยากอยู่แล้ว พอโกรธขึ้นมา ยิ่งดูน่าเกรงขามเข้าไปใหญ่!
สวีชิงหนิงขมวดคิ้วด้วยความตกใจ ค่อยๆ ถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วรวบรวมความกล้าพูดว่า "ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ..."
หลังจากขอโทษอย่างจริงใจไปสามวินาที เธอก็แกล้งดัดเสียงเล็กเสียงน้อย "เค้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะคะพี่จื่อโม่ พี่คงไม่คิดจะแก้แค้นเค้าหรอกใช่มั้ย? อ๊าย ยาเมเตะ!"
เจียงจื่อโม่พูดไม่ออก -_-
แต่ก็นะ สาวสวยมักทำให้ความโกรธหายไปได้อย่างรวดเร็ว
แค่ก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำตาคลอเบ้า ทำเสียงออดอ้อน แค่นี้ทุกอย่างก็คลี่คลาย
ถ้ายิ่งเพิ่มคำว่า... "พี่จื่อโม่ขา~" เข้าไปอีก
นั่นคือท่าไม้ตายชัดๆ!
เจียงจื่อโม่สูดหายใจเข้าลึกๆ
มองดูเด็กสาวตรงหน้า เขาพลันรู้สึกเหมือนหัวใจโดนขนนกปัดเบาๆ
แค่ครั้งเดียวยังพอทน แต่นี่ขนนกเจ้ากรรมดันปัดไปปัดมาไม่หยุด!
ความรู้สึกคันยิบๆ ที่หัวใจทำให้เขาถอนตัวไม่ขึ้น
ความโกรธที่พุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา
เพียงเพราะลูกอ้อนของสวีชิงหนิง
คิ้วที่ขมวดแน่นของเจียงจื่อโม่คลายออก กลับสู่สภาวะปกติ
ทว่า ลมหายใจที่ยังถี่กระชั้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเขายังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่
"เราเพิ่งรู้จักกัน ฉันหวังว่าเธอจะรู้จักขอบเขตบ้าง พูดง่ายๆ คือ ช่วยสำรวมกิริยาหน่อย"
ผ่านไปสักพัก เจียงจื่อโม่กลับมานั่งหลังตรงบนโซฟา ราวกับกำลังจะอบรมสวีชิงหนิง
สวีชิงหนิง: "แต่ถ้ามัวแต่สำรวม ฉันก็จีบใครไม่ติดสิคะ โดยเฉพาะคนอย่างพี่"
สายตาของเธอร้อนแรงและจริงใจ ใสกระจ่างราวกับน้ำในทะเลสาบ สว่างไสวราวกับพระจันทร์เต็มดวง
เจียงจื่อโม่กุมขมับอย่างกลัดกลุ้ม "ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าเราเป็นไปไม่ได้ เธอไม่ใช่สเปกฉัน ฉันไม่ได้ชอบเธอ ไม่เข้าใจหรือไง?"
สวีชิงหนิง: "..."
เธอรู้สึกเศร้า
สวีชิงหนิงรู้สึกเศร้าจริงๆ ที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น
อาจเป็นเพราะสีหน้าของเจียงจื่อโม่เย็นชากว่าเดิม... แต่ด้วยนิสัยร่าเริงโดยธรรมชาติ ความเศร้าเล็กน้อยนี้จึงถูกขจัดออกไปอย่างรวดเร็ว
"ฉันพูดอะไรหน่อยได้มั้ยคะ?"
เธอเปลี่ยนเรื่องอย่างแข็งทื่อ
เจียงจื่อโม่: "พูดมา ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอคิดอะไรอยู่"
เขาทำท่าทางสุขุมราวกับกำลังสอบสวนผู้ต้องหา
แต่นั่นเป็นเรื่องปกติ เจียงจื่อโม่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก
ตั้งแต่ประถม ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับท็อปเสมอ เป็นเด็กดีในสายตาครูบาอาจารย์ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เก่งรอบด้านทั้งวิชาการ กีฬา ศิลปะ และจริยธรรม
เขาเน้นย้ำความยุติธรรมในทุกสิ่งที่ทำ เป็นตัวแทนสภานักเรียนตัวอย่าง!
เพอร์เฟกต์รอบด้าน แถมยังหน้าตาดี เลยดูหยิ่งยโสไปบ้าง
หลังจบปริญญาโทและเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ความแข็งกร้าวบางอย่างก็เริ่มลดลงตามกาลเวลา
แต่บางสิ่งที่ฝังลึกในกระดูกดำก็ยากจะเปลี่ยนแปลง
"เรื่องเมื่อกี้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะคะ ไม่ได้เจตนา"
...ชิ เข้าใจที่ฉันพูดมั้ยเนี่ย? ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อกี้สักหน่อย
แต่เชื่อเถอะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสื่อแบบนั้นจริงๆ
ถึงตั้งใจ ก็คงไม่รุกแรงขนาดนี้หรอก เรื่องแบบนั้นมันต้องไปคุยกันบนเตียง
อะแฮ่ม... ออกทะเลไปไกลละ
พอนึกถึงตรงนี้ หน้าของสวีชิงหนิงก็แดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง... "สวีชิงหนิง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียงว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ"
เจียงจื่อโม่กระแอมสองทีแล้วพูดต่อ "ฉันกำลังจะบอกว่าฉันปฏิเสธเธอ อย่ามาเสียเวลากับฉันเลย โอเคมั้ย? เธออยู่ปีสี่แล้วไม่ใช่เหรอ? ไม่ต้องเตรียมตัวฝึกงานหรือไง?"
สวีชิงหนิงส่ายหน้า "เตรียมทำวิทยานิพนธ์ค่ะ"
เจียงจื่อโม่: "งั้นยิ่งต้องรีบทำวิทยานิพนธ์สิ มาเสียเวลากับฉันทำไม?"
"แน่นอนค่ะ ฉันแบ่งเวลาว่างจากการทำวิทยานิพนธ์มาหาพี่ การเรียนไม่เสีย ความรักก็ไม่เสีย—"
"หยุดๆๆ ระหว่างเราไม่มีความรัก คนสองคนรักกันถึงเรียกว่าความรัก ของเธอเรียกว่ารักข้างเดียว"
เจียงจื่อโม่ตัดบทอย่างเย็นชา
"ฉันจำได้ว่าตอนทำวิทยานิพนธ์ฉันยุ่งหัวหมุนเลยนะ ทำไมเธอดูชิลจัง?"
"ฉันก็ไม่ได้ชิลนะคะ" สวีชิงหนิงพูดพลางขยับมานั่งข้างเจียงจื่อโม่หน้าตาเฉย เหมือนเรื่องน่าอายเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น
เจียงจื่อโม่แค่นหัวเราะ "ฉันเห็นเธอชิลจะตาย มีเวลามาตามติดฉันทุกวัน"
สวีชิงหนิง: "ก็พี่ไม่เห็นตอนฉันยุ่งนี่คะ เห็นแค่ตอนฉันว่างก็เหมาว่าฉันว่างงาน เหมือนพวกพ่อแม่แย่ๆ ที่เห็นลูกเล่นโทรศัพท์แป๊บเดียวก็ด่าว่าเล่นทั้งวันนั่นแหละ"
"จิ๊" เจียงจื่อโม่ยืดหลังตรงทันที ดูไม่พอใจนิดๆ "การเปรียบเทียบของเธอ... ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่"
"จะเห็นด้วยหรือไม่ ฉันก็แค่พูดความจริง ถ้ามีเวลา ฉันก็อยากอยู่ใกล้ๆ พี่ทุกวัน เพราะฉันชอบพี่จริงๆ แค่ได้มองหน้าพี่ ฉันก็อารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว"
...
ทำไมยัยนี่ถึงพูดคำหวานเลี่ยนได้คล่องปากขนาดนี้นะ?
คนปกติกว่าจะรวบรวมความกล้าบอกชอบใครได้สักคน ต้องใช้ความพยายามมหาศาล
โดยเฉพาะคนจีนอย่างเราๆ การแสดงความรักมักจะอ้อมค้อมเหนียมอาย เก็บความรู้สึกไว้นานแสนนานกว่าจะกล้าสารภาพ
หรือบางทีอาจจะไม่กล้าบอกให้เขารู้เลยด้วยซ้ำ
แต่สวีชิงหนิงไม่เหมือนใคร เธอแตกต่างจริงๆ!
ตั้งแต่เจอกัน เธอก็พร่ำบอกเรื่องรักแรกพบไม่หยุด
การที่เด็กสาวจะรู้สึกขอบคุณคนที่เคยช่วยชีวิต เป็นเรื่องปกติ
การเข้าใจผิดคิดว่าความขอบคุณคือความรัก ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
เจียงจื่อโม่จึงพยายามเตือนสติสวีชิงหนิง ให้เธอรู้ใจตัวเองจริงๆ
แต่ดูเหมือนยิ่งเตือน สวีชิงหนิงจะยิ่งถลำลึก... "ฉันทนเธอไม่ไหวแล้ว ไปนอนดีกว่า"
เจียงจื่อโม่รู้สึกจนปัญญา
เขาคิดว่าพูดอะไรไปก็คงหยุดสวีชิงหนิงไม่ได้ เลยทำได้แค่ลุกหนีกลับห้องไปนอนพักผ่อน