- หน้าแรก
- เกิดใหม่พร้อมบงกชวิเศษ ยิ่งฆ่าคนเลวข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 14 - เหตุพลิกผันยามวิกาล คำเตือน และคุณชายเจ้าสำราญ
บทที่ 14 - เหตุพลิกผันยามวิกาล คำเตือน และคุณชายเจ้าสำราญ
บทที่ 14 - เหตุพลิกผันยามวิกาล คำเตือน และคุณชายเจ้าสำราญ
บทที่ 14 - เหตุพลิกผันยามวิกาล คำเตือน และคุณชายเจ้าสำราญ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ข้อตกลงเป็นอันเรียบร้อย
จี้หลิงย้ายเข้ามาพักในจวนตระกูลอวิ๋นอย่างถูกต้องชอบธรรม
"บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ อยู่กันแค่สองคนเองเหรอ?" จี้หลิงทัก "เงียบเหงาแย่เลย! งั้นข้าพักที่นี่แหละ"
"ชายหญิงอยู่ร่วมชายคา ใต้ต้นหลิวในดงแตง ย่อมมีเรื่องไม่เหมาะสม แม่นางจี้พักที่โรงเตี๊ยมจะดีที่สุด" อวิ๋นหยางเอามือกุมเบ้าตาขวาที่เขียวช้ำ นี่คือราคาที่ต้องจ่ายจากการพูดจาแทะโลมไปหนึ่งประโยคเมื่อครู่
"ข้าจะไปบอกพี่ๆ น้องๆ ว่าเจ้ามีญาณวิเศษกับสัตว์อสูร..."
"ตกลง เจ้าจะพักห้องไหน?"
...
อวิ๋นหยางนั่งกินข้าวไปถอนหายใจไป
ตรงข้ามเขา คุณหนูใหญ่จี้หลิงทำหน้าเหมือนเห็นผี จ้องมองอวิ๋นหยางกินข้าวตาค้าง
"จะ... เจ้า... กินคนเดียวเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?" จี้หลิงมองกองเนื้อสัตว์อสูรพะเนินเทินทึกถูกอวิ๋นหยางสวาปามเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่นางกลับรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอม
นี่มัน... สี่สิบชั่ง? ห้าสิบชั่ง? หรือว่า...
"รีบกินเถอะ" ลุงเหมยรีบคว้าเนื้อชิ้นโตยัดเข้าปาก "อีกเดี๋ยวก็หมดแล้ว..."
"..."
จี้หลิงทำหน้าเอ๋อรับประทาน
...
อวิ๋นหยางไม่ได้สนใจเรื่องการแข่งขันของเหล่าคุณหนูพวกนี้หรอก แต่ว่า...
"การประลองของเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่พวกนั้นสิ ถึงจะน่าสนใจ" ดวงตาของอวิ๋นหยางฉายแววลึกล้ำวูบหนึ่ง "ตอนนี้ข้าต้องการเล่นงานหอคอยสี่ฤดู แต่กลับมืดแปดด้านไม่รู้จะเริ่มตรงไหน... ใจอยากทำแต่ไร้กำลัง หรือต่อให้มีกำลังก็ไม่รู้จะไปลงที่ไหน ไม่สู้ลองเริ่มจากตระกูลใหญ่พวกนี้ดู..."
ยิ่งคิด แววตาของอวิ๋นหยางก็ยิ่งสว่างไสว
"ถ้ามาผิดทางก็ค่อยปรับเปลี่ยน แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยย่อมไม่ได้การ" เมื่อคิดได้ว่าจะทำอย่างไร แววตาของเขาก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ประหลาด
อวิ๋นหยางครุ่นคิดในใจ หากเป็นการประลองสัตว์อสูร งั้นช่วงเวลานี้ พวกคุณชายเจ้าสำราญทั้งหลายก็น่าจะมาถึงกันเยอะแล้วสินะ?
จี้หลิงแอบดีใจ นึกในใจว่า 'สมน้ำหน้า อยากยั่วโมโหข้าดีนัก อยากไล่ข้าดีนัก หึ สุดท้ายก็ต้องยอมช่วยข้าอยู่ดี' หารู้ไม่ว่า อวิ๋นหยางได้มองนางเป็นบันไดหินไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้วางแผนแค่จะจัดการนาง แต่รวมถึงพวกคุณชายตระกูลใหญ่ที่กำลังจะตบเท้าเข้ามาทั้งหมดด้วย
หรือแม้กระทั่งตระกูลเหล่านั้น... นับจากวันนี้ไป ก็จะต้องเริ่มสั่นคลอน
สำหรับคำขู่ของจี้หลิง จริงๆ แล้วอวิ๋นหยางแก้ได้ด้วยประโยคเดียว "ช่างปะไร เจ้าจะไปบอกใครก็เชิญ ข้าแค่ทำให้เจ้าแพ้ก็สิ้นเรื่อง"
แต่อวิ๋นหยางไม่มีทางทำแบบนั้น
ถ้าจี้หลิงไม่มา อวิ๋นหยางก็คงคิดเรื่องนี้ไม่ออก แต่การมาของนาง กลับเปิดถนนสายใหญ่เส้นใหม่ให้อวิ๋นหยางได้เดิน
ยืมดาบฆ่าคน!
พลังจากภายนอก แม้แต่ศัตรูก็คงคิดไม่ถึงว่าพลังจากภายนอกนี่แหละ คือภัยคุกคามที่แท้จริง
ดูท่าช่วงนี้เขาต้องออกไปเดินเล่นในเมืองเทียนถังให้บ่อยขึ้นเสียแล้ว
"พรุ่งนี้ ไปเลือกสัตว์อสูรกัน" อวิ๋นหยางกล่าว
"ตกลง"
...
ดึกสงัด
ณ จวนแม่ทัพชิวเจี้ยนหาน
แม่ทัพเฒ่านั่งเหม่อมองภาพวาดบนผนังในห้องหนังสือ
ภาพนั้นวาดสมรภูมิรบแห่งหนึ่ง มีสีสันเก้าสี กำลังอาละวาดกลางสนามรบ แผ่นดินพลิกคว่ำ สายฟ้าฟาดฟัน เปลวเพลิงเสียดฟ้า คลื่นยักษ์ถาโถม พายุคลั่งโหมกระหน่ำ เมฆาปกคลุมทั่วหล้า...
เก้าจอมราชันย์
"เจ้าเด็กทั้งเก้า..." ขอบตาของแม่ทัพเฒ่าเริ่มชื้นแฉะ "ระวังตัวกันมาตลอดแท้ๆ... ทำไมครั้งนี้ถึง..."
ภาพวาดไร้เสียง คนชุดดำปิดหน้าทั้งเก้าในภาพยังคงองอาจสะท้านฟ้าดิน
แม่ทัพเฒ่าถอนหายใจยาวเหยียด
ฉับพลัน
เสียงหวีดหวิวดังลั่นกลางเวหา
ด้านนอกมีเสียงตะโกนก้อง "ใคร!?"
จากนั้นทั่วทั้งจวนก็โกลาหล
แสงกระบี่สว่างวาบ พุ่งมาจากนอกกำแพงไกลหลายสิบวาอย่างดุดัน ตูม! หลังคาเรือนรองของจวนแม่ทัพถูกระเบิดกระจุยกระจายปลิวว่อน
แสงสีขาวพุ่งปักเข้าที่กรอบประตู บนนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวไสว
เสียงเยือกเย็นน่าขนลุกดังขึ้น "ชิวเจี้ยนหาน! เรื่องอู๋เหวินยวนถือว่าแล้วกันไป พวกข้าจะเห็นแก่หน้าเจ้าสักครั้ง แต่คนเรารู้จักกาลเทศะบ้าง หากเจ้ายังดื้อดึงระวังคนข้างหลังเจ้าจะรักษาชีวิตแก่ๆ ของเจ้าไว้ไม่ได้!"
แสงกระบี่วูบวาบ องครักษ์หลายคนครางฮือ ล้มคว่ำ แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ห่อหุ้มเงาร่างสีดำสายหนึ่ง ด้านล่างมีองครักษ์นับไม่ถ้วนกระโดดไล่ตาม
แสงกระบี่หักเลี้ยวกลางอากาศ โปรยปรายดุจพายุฝน แสงสว่างเจิดจ้าราวกับดาวตกนับร้อยระเบิดออก เหล่าองครักษ์แตกตื่นรีบยกดาบปัดป้อง เมื่อแสงกระบี่จางหาย เห็นเพียงทางช้างเผือกทอดตัวและจันทร์กระจ่างฟ้า คนผู้นั้นได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ชิวเจี้ยนหานยืนอยู่ที่ประตูตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าสงบนิ่ง แววตาคมกริบ ยืนไพล่หลังอย่างทระนง
"เอามาให้ข้าดู"
กระดาษแผ่นนั้นตกมาอยู่ในมือชิวเจี้ยนหาน เมื่อคลี่ออกดู มีเพียงประโยคเดียว เขียนด้วยเลือดสดๆ
"เก้าจอมราชันย์ตายสิ้น ไร้แค้นไร้อาฆาต!"
ปัง!
ชิวเจี้ยนหานฉีกกระดาษขาวจนละเอียดเป็นผุยผง ตวาดลั่น "หนี้เลือดเก้าจอมราชันย์ ต้องชดใช้! อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!"
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดดังก้องไปไกล จนอากาศสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
"เฮอะ เฮอะ เฮอะ..."
เสียงหัวเราะเยือกเย็นลอยมาจากที่ไกลๆ อย่างจับทิศทางไม่ได้ "ดื่มสุรามงคลไม่ชอบ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ งั้นก็คอยดูเถอะ!" สิ้นเสียงก็เงียบหายไป
แม่ทัพเฒ่าแหงนหน้าคำรามก้อง นัยน์ตาแทบถลน "ไม่ตายไม่เลิกรา!"
ครึ่งค่อนเมืองหลวง แทบจะสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนี้!
แม่ทัพเฒ่าโกรธจนพูดไม่ออก
ไอ้คนบงการเบื้องหลัง แค่โดนข้าตรวจสอบคนไม่กี่คน ก็ร้อนตัวขนาดนี้แล้ว? แล้วความตายของเก้าจอมราชันย์ ใครจะมาทวงคืนความยุติธรรมให้!
...
บ้านของอวิ๋นหยางอยู่ห่างจากจวนแม่ทัพไม่ไกลนัก เสียงตะโกนก้องที่อัดแน่นด้วยลมปราณอันบริสุทธิ์ของแม่ทัพเฒ่า สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเมืองหลวง อวิ๋นหยางย่อมได้ยินชัดเจน
เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง มือวาดวาดแสงลึกลับกลางอากาศ เขียนอักษรไม่กี่ตัวอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรเหล่านั้นเปล่งแสงแห่งลมปราณ ก่อนจะเลือนหายไปในอากาศอย่างน่าอัศจรรย์
"สืบเรื่องคืนนี้ที่จวนแม่ทัพ!"
...
รุ่งเช้า
ตลาดซื้อขายสัตว์อสูร
อวิ๋นหยางสวมชุดยาวสีม่วงเข้ม เดินทอดน่องราวกับมาเดินเล่นในสวน แม้ดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจมานัก แต่ท่วงท่าสง่างามสูงศักดิ์กลับไม่ลดน้อยลงเลย
รอบด้านเต็มไปด้วยร้านรวง
ตลาดซื้อขายสัตว์อสูร แตกต่างจากตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วไปโดยสิ้นเชิง ที่นี่สะอาดสะอ้าน แทบไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ และที่ซื้อขายกันล้วนเป็นสัตว์อสูรระดับสองขึ้นไป
สัตว์อสูรระดับสองขึ้นไป เริ่มมีสติปัญญา และทนความสกปรกไม่ได้เช่นกัน
จี้หลิงเดินตามหลังอวิ๋นหยาง หยอกล้อกับวานรวิญญาณพันมายาที่เกาะอยู่บนไหล่เขา ทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่อวิ๋นหยางรู้ดีว่าแม่สาวน้อยคนนี้ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน
แค่ดูจากการที่นางหาจุดอ่อนของเขาเจอและข่มขู่เขาได้ ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนธรรมดา
เจ้าลิงน้อยตอนนี้ดูไร้พิษสง เขาบนหัวหดหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ หางก็เหลือแค่หางเดียว ดูเหมือนลูกลิงธรรมดาทั่วไป
ตลอดทางดวงตาสีแดงของมันมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นเต้น แต่ไม่ว่าจะเห็นของน่าสนใจแค่ไหน มันก็ไม่ยอมลงจากอ้อมกอดของอวิ๋นหยางเด็ดขาด
"ฟ่อ ฟ่อ..."
เสียงประหลาดดังขึ้น
ตอนเดินผ่านร้านแรก จู่ๆ งูสีเหมือนทองคำแกะสลักหลายตัวในกรงหน้าร้านก็ชูคอขึ้น แลบลิ้นใส่อวิ๋นหยาง เอาตัวกระแทกกรง พยายามจะออกมาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
อวิ๋นหยางลอบถอนหายใจ การดึงดูดสัตว์อสูร แม้จะไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ถ้าแสดงออกมาบ่อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องดี! ต้องหาวิธีปกปิดความสามารถนี้ให้ได้
ดวงตาคู่สวยของจี้หลิงเป็นประกายวาววับ
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ...
แม้อวิ๋นหยางจะไม่ได้โคจรลมปราณ แต่กลิ่นอายความสดชื่นเฉพาะตัวและพลังชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์อสูรนั้น ปิดบังอย่างไรก็ไม่มิด
"งูแส้แดงข้อทอง" อวิ๋นหยางเบ้ปาก เดินผ่านไปอย่างไม่แยแส
งูแส้แดงข้อทอง มีพิษร้ายแรง สัตว์อสูรระดับสาม แต่สำหรับอวิ๋นหยางแล้ว เขาไม่สนใจเลยสักนิด
ต่อมาเป็นร้านที่สอง ร้านที่สาม...
แค่อวิ๋นหยางเดินผ่าน ก็ทำให้เหล่าสัตว์อสูรแตกตื่นโกลาหล
อวิ๋นหยางกำลังครุ่นคิดในใจ
เงื่อนไขในการเลือกสัตว์อสูรค่อนข้างสูง หนึ่ง ต้องฝึกง่ายเชื่อฟัง สอง ต้องเข้ากับเจ้านายได้ดี สาม ต้องสอนความสามารถใหม่ได้ สี่ ต้องพึ่งพาเจ้านาย...
แถมต้องระดับไม่เกินห้า
เท่ากับมีห้าเงื่อนไข สัตว์อสูรระดับไม่เกินห้าที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขเหล่านี้... ช่าง... หาได้ยากยิ่ง
และในมุมมองของอวิ๋นหยาง จริงๆ แล้วควรมีอีกเงื่อนไขหนึ่ง คือ... ต้องเหมาะกับผู้หญิงเลี้ยง เงื่อนไขนี้ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วสำคัญมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นหยางมาตลาดซื้อขายสัตว์อสูร เมื่อก่อนเขาไม่เคยมาที่แบบนี้ เนื้อสัตว์อสูรระดับต่ำที่กิน ลุงเหมยก็เป็นคนไปซื้อมาให้ เขาไม่ต้องจัดการเอง
พอมาเห็นครั้งนี้ กลับคึกคักอย่างยิ่ง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ราวกับตลาดนัดขนาดใหญ่
ข้างหน้ามีชายหนุ่มชุดขาวราวหิมะสองคน โบกพัดจีบ เดินคุยโวโอ้อวดเสียงดังไม่เห็นหัวใคร
อวิ๋นหยางเห็นแล้วแทบหลุดขำ
คนกันเองนี่นา
เห็นคุณชายม้ากับคุณชายฉิน ต่างพากันพาผู้ติดตามมา เดินหน้าบานเป็นกระด้ง มองซ้ายมองขวา สายตาลอกแลก แปดสิบส่วนของสายตาไม่ได้มองสัตว์อสูร แต่กลับสอดส่องหาหญิงสาวที่เดินไปมา
ในอ้อมแขนของคุณชายม้าผู้นี้กอดลูกสัตว์อสูรตัวหนึ่ง ดวงตาใสแจ๋วกำลังมองไปรอบๆ อย่างไร้เดียงสา...
เอ๊ะ... อวิ๋นหยางตาเป็นประกาย
"โอ๊ะ แม่นางน้อย ข้าเหมือนเคยเจอเจ้าที่ไหนมาก่อน..." คุณชายม้าขวางทางหญิงสาวรูปร่างดีคนหนึ่ง ทำหน้าครุ่นคิด "ที่ไหนน้า? ขอข้าคิดก่อน..."
หญิงสาวถ่มน้ำลาย "ถุย" ทำหน้าขยะแขยงแล้วหันหลังหนี ฝ่าวงล้อมไปอีกทาง
"เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไปสิ... ข้านึกออกแล้ว นึกออกแล้ว... อ้าว ไปซะแล้ว เซ็งเป็ด สาวๆ สมัยนี้ทำไมเป็นแบบนี้กันหมด... น่าเบื่อชะมัด..."
คุณชายม้าทำหน้าเซ็ง
"โอ๊ะ แม่นาง วันนี้ข้าเห็นหน้าเจ้าปุ๊บ จู่ๆ ก็เกิดแรงบันดาลใจ แต่งกลอนได้บทหนึ่ง... เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป..." คุณชายฉินหน้าแตกยับเยิน "ให้ข้าแสดงความสามารถทางวรรณศิลป์หน่อยสิ... เดี๋ยว เดี๋ยว..."
สองเดรัจฉานในคราบมนุษย์ต่างผายมือ ยักไหล่ ไม่ใส่ใจ แล้วมองหาเป้าหมายต่อไป
อวิ๋นหยางเกือบหลุดขำออกมา
ไอ้สองตัวนี้!
สมกับคำว่า "คุณชายเจ้าสำราญ" จริงๆ!
"ไอ้สองคนนี้น่ารังเกียจชะมัด" จี้หลิงขมวดคิ้วเรียวสวย มองดูสองคนนั้น
พูดไม่ทันขาดคำ คุณชายฉินกับคุณชายม้าหันมาเห็นจี้หลิงพอดี จี้หลิงยืนหันข้างให้ มองไม่เห็นหน้า เห็นแต่รูปร่างที่งดงามสมบูรณ์แบบ
ทันใดนั้น ดวงตาของสองเดรัจฉานก็ลุกวาว พุ่งเข้าใส่แบบสามก้าวรวมเป็นก้าวเดียว
สองคนนี้หน้ามืดตามัว จนมองไม่เห็นอวิ๋นหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจี้หลิง "แม่นาง ฮิๆๆ... แม่นาง ข้าดูหน้าเจ้าคุ้นๆ..."
"อะแฮ่ม!" อวิ๋นหยางกระแอม
ขืนไม่ขัดจังหวะ สองคนนี้คงโดนจี้หลิงซัดตายคาที่แน่
"เอ่อ... คุณชายอวิ๋น?" คุณชายม้าหันขวับ ร้องเสียงหลงเหมือนเห็นผี อีกด้านหนึ่ง คุณชายฉินที่กำลังทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่จี้หลิงได้ยินเสียงก็หันมา หน้าเปลี่ยนเป็นมะระขี้นก ร้องเสียงหลงว่า "พี่อวิ๋น... แฮะๆๆ... โลกกลมจังเลยนะครับ..."
อวิ๋นหยางแค่นเสียง "พวกเจ้าสองคนดูมีความสุขดีนะ"
คุณชายม้าผงกหัวขอประจบ "พี่อวิ๋นล้อเล่นแล้ว พวกเราสองคนจะมีความสุขแค่ไหน ก็สู้พี่อวิ๋นไม่ได้หรอก... พาสาวงามมาเดินเที่ยว ช่างสมเป็นวีรบุรุษเจ้าสำราญจริงๆ ฮิๆๆ..."
คุณชายฉินก็ปั้นหน้ายิ้ม "ใช่ๆ พี่อวิ๋นมีวาสนาเรื่องสาวๆ จริงๆ..."
จังหวะนั้นเอง จี้หลิงหันกลับมาด้วยสีหน้าเย็นชา สายตาคมกริบราวกับมีดมองไปยังคุณชายฉินและคุณชายม้า
คุณชายฉินกับคุณชายม้ากำลังจะฉีกยิ้มประจบ แต่จู่ๆ ก็ชะงักค้าง
ใบหน้าแข็งทื่อไปทันที
หญิงสาวผู้นี้ดูรูปร่างงดงามปานนั้น บุคลิกโดดเด่นปานนั้น กลิ่นอายความงามบริสุทธิ์ดุจเซียนแทบจะทำให้คนเมามาย แต่ไหง... หน้าตาถึงได้ขี้เหร่ขนาดนี้?
คำชมจำพวก "โฉมงามล่มเมือง" หรือ "งดงามปานบุปผา" ที่เตรียมไว้เต็มท้อง จู่ๆ ก็เน่าคาไส้ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
[จบแล้ว]