- หน้าแรก
- มือปราบระบบอัปเกรด
- บทที่ 29 - ส้มหล่นหรือ ไม่มีทาง
บทที่ 29 - ส้มหล่นหรือ ไม่มีทาง
บทที่ 29 - ส้มหล่นหรือ ไม่มีทาง
บทที่ 29 - ส้มหล่นหรือ ไม่มีทาง
วันที่หนึ่งของเดือน
เช้าตรู่ มุมหนึ่งของตลาดตะวันออกกลับคึกคักกว่าปกติ พื้นที่ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดเล็กๆ ที่ซื้อขายสัตว์ปีกและไข่รวมถึงของป่า แต่ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือนก็จะถูกเว้นที่ไว้สำหรับของอย่างอื่น
หยางเชียนสวมชุดรัดกุมผ้าเนื้อหยาบ บนไหล่พาดผ้าพาดไหล่ไว้ผืนหนึ่ง เดินมองซ้ายทีขวาที ทำท่าทางเหมือนคนขี้สงสัยที่มาเดินดูของเล่น รูปลักษณ์เช่นนี้ของเขาในตลาดเล็กๆ แห่งนี้ เรียกเสียงหัวเราะในใจจากบรรดาเจ้าของแผงได้เป็นอย่างดี
เด็กหนุ่มที่ไม่รู้อะไรเลยมาเดินอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับแกะอ้วนตัวหนึ่ง อยู่ที่ว่าใครจะมีปัญญาจูงแกะไปเชือดเนื้อได้เท่านั้น
"มาดูเร็ว มาดูเร็ว ของที่หลุดออกมาจากวังหลวงยุคก่อน"
"ไม่ขายของปลอม มีแต่ของแท้ล้วนๆ"
"รอผู้มีวาสนา คนไร้วาสนาให้เงินเท่าไหร่ก็ไม่ขาย"
หยางเชียนเดินผ่านไปได้ไม่กี่แผงก็แทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว ไม่ใช่ว่าเขาเส้นตื้น แต่ภาพที่เห็นตรงหน้านี้มันช่างกระตุ้นต่อมหัวเราะของเขาเสียจริง
"พี่ชาย ช้างหยกตัวนี้สภาพแย่ไปหน่อย ถ้าไม่ใช่ของจากยุคก่อนล่ะก็ไม่มีราคาเลยนะ ลดให้อีกหน่อยเถอะ"
"น้องชาย ไม่ได้จริงๆ ของชิ้นนี้สภาพมันอาจจะด้อยไปหน่อย แต่เจ้ารองดูตัวอักษรสองสามตัวที่ท้องช้างหยกนี่สิ นี่คือปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่ฮ่องเต้ยุคก่อนทรงสลักไว้ด้วยลายมือพระองค์เองตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์เชียวนะ คุณค่ามันจะเหมือนกันได้อย่างไร"
"ไม่ได้หรอก นี่มันแพงเกินไป ลดหน่อย"
"ไม่ได้ ลดให้อีกไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่เชื่อ เจอลองให้พ่อหนุ่มข้างๆ นี่ช่วยดูหน่อยเป็นไร ว่าของชิ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง"
มันเหมือนกับละครสถานการณ์ฉากหนึ่ง ที่สอดคล้องกับพล็อตเรื่อง "ส้มหล่น" อย่างสมบูรณ์แบบ จุดประสงค์มีสองอย่าง หนึ่งคือต้องการให้หยางเชียนรู้ว่าช้างหยกหน้าตาธรรมดาๆ ตัวนั้นเป็นของจากยุคก่อน และยังเป็นของที่มี "ความหมายลึกซึ้ง" สองคือต้องการดึงหยางเชียนเข้าไปใน "ธุรกิจ" ชิ้นนี้ด้วย
การพัฒนาต่อไปโดยทั่วไปแบ่งเป็นสองแบบ แบบหนึ่งคือ "ผู้ซื้อ" มีเงินไม่พอ บอกว่าจะให้หยางเชียนช่วยสมทบทุนซื้อของชิ้นนี้ด้วยกัน จากนั้นเพราะเชื่อใจหยางเชียนจึงฝากของไว้ที่เขา ส่วนตัวเองจะไปหาเงินเพิ่ม แล้วก็หายตัวไปเลย
อีกแบบหนึ่งคือ "ผู้ซื้อ" กับ "ผู้ขาย" ตกลงกันไม่ได้ในที่สุดก็แยกย้ายกันไปอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ขาย" ก็จะหันมาเสนอขายให้หยางเชียนแทน ด้วยราคาที่ "จริงใจที่สุด" เพื่อให้หยางเชียนรับช้างหยกตัวนั้นไป
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ล้วนต้องการสร้าง "สถานการณ์" และ "คำพูด" เพื่อสร้างภาพความหายากและล้ำค่าของช้างหยกตัวนั้น รวมถึงกระตุ้นความโลภต่อลาภลอยที่ซ่อนอยู่ในใจคนส่วนใหญ่ และทำให้พวกเขาค่อยๆ ขาดสติเมื่ออยู่ต่อหน้า "ลาภลอย"
หรือที่เรียกกันว่าผีบังตา
และ "ผู้ซื้อกับผู้ขาย" ใน "ละครสถานการณ์" ฉากนี้ก็คือ "ผี" สองตัวที่เตรียมจะเชือดแกะอ้วนอย่างเอร็ดอร่อย
เรื่องแบบนี้ในตลาดเล็กๆ แห่งนี้มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย หรือจะเรียกว่ามีให้เห็นอยู่ทุกที่เลยก็ได้
ส้มหล่นหรือ จะมีของดีที่ไหนหลุดมาให้เจ้าเก็บ ที่นี่มีแต่เฒ่าเก๋าที่หากินกับเรื่องนี้ทั้งนั้น ต่อให้ตาบอดกันทั้งตลาดก็ยังไม่ถึงตาเจ้ามาเก็บของถูกหรอก
ที่เรียกกันว่าส้มหล่น มันก็แค่เรื่องที่จงใจปั้นน้ำเป็นตัวเล่าลือออกไป ให้คนเอาไปเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารเท่านั้น ใครเชื่อจริงก็โง่แล้ว
แต่หยางเชียนมาที่นี่ก็เพื่อจะมาสวมบทเป็นคนโง่แบบนี้สักครั้ง
ดังนั้นหยางเชียนจึงไหลตามน้ำไป เล่นตามบทละครฉากนี้จนตัวเองติดกับ ในที่สุดก็ถูกหลอกเงินไปก้อนใหญ่ ทั้งหมดสามสิบเอ็ดตำลึงเงิน
จากนั้นหยางเชียนก็อุ้มช้างหยกตัวหนึ่งเดินจากไปท่ามกลางสายตาหัวเราะเยาะของคนในตลาดเล็กๆ ไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม เพียงแค่ในวงเล็กๆ ของพวกเขาจะอิจฉา "ผู้ซื้อและผู้ขาย" ที่เชือดแกะได้สำเร็จเมื่อครู่นี้
แต่หยางเชียนไม่ได้จากไปไหน เขายังคงเดินเล่นอยู่ในตลาดเล็กๆ ต่อไป และก็ยังคงทำตัวโง่ๆ ถูกเชือดไปอีกสองครั้ง ในมือนอกจากช้างหยกแล้ว ยังมีงานแกะสลักรากไม้หนึ่งชิ้น กับสร้อยข้อมือไม้อีกหนึ่งเส้น
ของสามชิ้นรวมกันถูกเชือดไปเกือบเก้าสิบตำลึงเงิน
พูดตามตรง หยางเชียนกลับรู้สึกว่าพวกพ่อค้าที่นี่ใจไม่ถึงพอ เขาอุตส่าห์แกล้งโง่ได้ขนาดนี้แล้ว แต่กลับไม่มีใครกล้าโก่งราคาสูงๆ เลย อย่างน้อยก็น่าจะเริ่มที่หนึ่งหรือสองตำลึงทองสิ ถึงจะคุ้มกับความเสี่ยงในอาชีพต้มตุ๋นหลอกลวงนี้
ของสามชิ้น หยางเชียนรู้สึกว่าน่าจะเพียงพอแล้ว กำลังเตรียมจะจากไป แต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นดาบหักเล่มหนึ่งบนแผงลอยแผงหนึ่งเข้า ทำให้เขาต้องหยุดชะงักฝีเท้า
"โอ้ พ่อหนุ่ม เจ้าสนใจชิ้นไหนรึ บอกได้เลย ของที่นี่ล้วนเป็นอาวุธที่ยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงทิ้งไว้ทั้งนั้น แต่ละชิ้นล้วนมีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา"
เมื่อเทียบกับแผงลอยก่อนหน้านี้ แม้ว่าเจ้าของแผงนี้จะพยายามแนะนำและโอ้อวดอย่างเต็มที่ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มี "ละครสถานการณ์" ให้ดู น่าจะยังระดับไม่สูงพอ
"เถ้าแก่ ขวานเล่มนี้ดูดุมาก มีที่มาอย่างไรหรือ"
"พ่อหนุ่มตาถึงจริงๆ ขวานเล่มนี้ข้าจะบอกให้ว่าไม่ธรรมดาเลยนะ เจ้ารู้จักวังห้าอสนีบาตหรือไม่ ขวานเล่มนี้เป็นของที่เซียนซือแห่งวังห้าอสนีบาตสืบทอดกันมา"
ขวานไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือดาบหักเล่มนั้น ในที่สุดหยางเชียนก็พูดจาหว่านล้อมจนได้ดาบหักเล่มนี้มาเป็นของแถมพ่วงกับขวาน รวมแล้วจ่ายไปยี่สิบตำลึงเงิน ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหยั่งเชิงดูว่าดาบหักเล่มนี้เป็นของที่เจ้าของแผงจงใจจัดฉากไว้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือไม่ใช่
เจ้าของแผงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดาบหักเล่มนี้มีอะไรผิดปกติ
จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็มีความสุข
ยี่สิบตำลึงเงินหยางเชียนได้ของที่ต้องการ ส่วนเจ้าของแผงก็ดีใจที่ได้เชือดแกะอ้วนไปหนึ่งตัว
อันที่จริงหยางเชียนก็ไม่ได้มองออกว่าดาบหักเล่มนี้มีที่มาอย่างไร แต่บนดาบหักเล่มนี้มีกลิ่นอายที่แปลกประหลาดมาก มันทำให้เขานึกถึง [แสงแห่งความรู้แจ้ง] ที่มักจะวาบขึ้นในสมองของเขาระหว่างที่ฝึกดาบ ดูเหมือนว่าบนดาบหักเล่มนี้ก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันอยู่
แต่นี่ถือเป็นโชคที่ไม่คาดคิด จุดประสงค์ที่แท้จริงที่หยางเชียนแกล้งโง่ในครั้งนี้ ก็คือการทำให้คำว่า "ต้มตุ๋นหลอกลวง" ทั้งสี่คำนี้ มันตอกย้ำฝังแน่นอยู่ในตัวของพวกเจ้าของแผงที่เชือดแกะอ้วนเหล่านั้น
ดังนั้น ทันทีที่หยางเชียนเพิ่งจะเดินออกจากตลาดเล็กๆ ไป พวกเจ้าของแผงและ "เหยื่อล่อ" ของพวกเขาที่ยังไม่ทันจะได้แบ่งเงินกัน ก็ถูกเจ้าพนักงานที่จู่ๆ ก็โผล่มาลากตัวไปจนหมด
ตอนแรกยังร้องโวยวายว่า "จับคนดีมั่วซั่ว" แต่พอเห็น "ของล้ำค่า" แต่ละชิ้นถูกวางลงตรงหน้า คนเหล่านี้ก็ร้องไม่ออกในทันที
ต่อให้โง่แค่ไหนก็เข้าใจได้ว่าตัวเองไม่ได้เชือดแกะ แต่กลับถูกคนอื่นวางกับดักซ้อนแผนแล้ว
ไม่ต้องเดาเลย แกะอ้วนที่ตัวเองเพิ่งเชือดไปเมื่อครู่ต้องเป็นคนของทางการแน่นอน เป็นเหยื่อล่อที่มาตกปลา
และเมื่อได้เห็นหยางเชียนเปลี่ยนกลับไปสวมชุดคลุมยุทธสีดำลายแดงของหัวหน้ามือปราบปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขา คนเหล่านี้ก็ยิ่งตกใจจนหน้าซีดเผือด
ตัวเองดันไปเชือดหัวหน้ามือปราบคนหนึ่งเป็นแกะอ้วนหรือนี่
"ช้างหยกที่แกะสลักอย่างหยาบๆ ก็กล้าเอามาหลอกขายว่าเป็นของล้ำค่าในวังหลวงยุคก่อน แถมยังกุเรื่องตัวอักษรบนนั้นอีก
ตามกฎหมาย การต้มตุ๋นหลอกลวงมีมูลค่าเกินสิบตำลึงเงินก็มีโทษหนักแล้ว เกินสามสิบตำลึงเงินก็ยิ่งต้องเพิ่มโทษหนักขึ้นไปอีก พวกเจ้าสองคนยังเป็นการสมรู้ร่วมคิดหลอกลวง ยิ่งต้องเพิ่มโทษเป็นทวีคูณ ส่งพวกเจ้าไปยกหินที่ชายแดนสักห้าปีก็ไม่ถือว่าหนักเกินไปใช่หรือไม่"
"ท่านเจ้าพนักงาน ท่านเจ้าพนักงานผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกเราหน้ามืดตามัวไปชั่ววูบถึงได้คิดการชั่วร้าย"
ทั้งสองคนตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ไปยกหินที่ชายแดนหรือ ยังต้องไปถึงห้าปี พวกเขาไปที่นั่นจะมีชีวิตรอดถึงสามเดือนก็ปาฏิหาริแล้ว ห้าปี... กระดูกคงไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
"ไม่อยากไปยกหินหรือ"
"ไม่อยากขอรับ ขอท่านเจ้าพนักงานโปรดไว้ชีวิตหมาๆ ของพวกเราด้วย"
"เช่นนั้นพวกเจ้าลองค้นดูสิ ว่าในหีบใบนี้มีของชิ้นไหนที่พวกเจ้าคุ้นตาบ้างหรือไม่" หยางเชียนไม่คิดอธิบาย และไม่พูดจาไร้สาระ การจับคนเหล่านี้มาก็เพื่อบีบให้ตาย จากนั้นก็ทำให้พวกเขาลืมกฎเกณฑ์ของวงการที่ควรจะยึดมั่นไปให้หมดสิ้น ถามอะไรก็ต้องตอบ
และหีบที่หยางเชียนให้คนวางไว้ตรงหน้าคนทั้งสอง ก็คือหีบที่ใส่ของสะสมไม้ที่เหยาฟางรวบรวมไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั่นเอง
[จบแล้ว]