- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 46 - พระวิปลาส
บทที่ 46 - พระวิปลาส
บทที่ 46 - พระวิปลาส
บทที่ 46 - พระวิปลาส
เจียงฉีชะงักไปครู่หนึ่ง หันขวับไปมองทางต้นเสียง
ตรงนั้นมีคนยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เจียงฉีสัมผัสถึงการมีตัวตนของเขาไม่ได้เลย
แม้แต่ท่านลุงกระเรียนขาวเมื่อครู่ก็ไม่ได้เตือน แสดงว่าท่านลุงเองก็คงไม่ทันสังเกตเหมือนกัน
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่านลุงส่งมาแค่ร่างจำแลงจากความคิด
แต่ไม่ว่าจะยังไง การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของคนผู้นี้ ก็ทำให้เจียงฉีต้องระวังตัวแจ
เพราะคนตรงหน้าคือ... พระสงฆ์?
ที่ต้องใส่เครื่องหมายคำถาม ก็เพราะสภาพของท่านผู้นี้ ถ้าจะเรียกว่าพระ ก็ดูจะเป็นการลบหลู่วงการสงฆ์ไปหน่อย
คนผู้นี้ตัวสูงกว่าเจียงฉีนิดหน่อย สวมจีวรระคนสีตุ่นๆ ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันและรอยเปื้อนปริศนา ดูสกปรกมอมแมมจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นผ้า
สิ่งเดียวที่พอยืนยันสถานะนักบวชได้ คือหมวกพระเก่าๆ ที่มีรอยปะชุน แถมยังดูเล็กเกินหัวจนเผยให้เห็นหนังศีรษะด้านหลัง
พอมองดีๆ จะเห็นว่าไม่ใช่หัวโล้นเกลี้ยงเกลา แต่มีตอผมขึ้นดำๆ เป็นหย่อมๆ แถมโคนผมยังมันแผล็บแนบไปกับหนังหัว
อายุน่าจะราวห้าสิบหกสิบปี ใบหน้ามีริ้วรอยจางๆ เครื่องหน้าดูดีใช้ได้ แต่พอมาอยู่ในสภาพการแต่งตัวแบบนี้ กลับดูบ้าๆ บอๆ ไม่น่าเคารพศรัทธาเอาซะเลย
ถ้าจะให้จำกัดความ นี่มัน "พระวิปลาส" ชัดๆ
พอเจียงฉีเห็นสภาพนี้ โดยเฉพาะพัดใบลานขาดๆ ที่เสียบอยู่ตรงคอเสื้อด้านหลัง เขาก็พอจะเดาตัวจริงของคนผู้นี้ได้ลางๆ
สามโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล แต่พระที่บ้าได้มีเอกลักษณ์ขนาดนี้ มีอยู่แค่องค์เดียวเท่านั้น
"เสียดาย เสียดายจัง..."
พระวิปลาสยังคงเดินวนเวียนรอบศพของ "สือเหนียง" ที่คืนร่างเดิม
หอยกาบยักษ์ขนาดมหึมา กว้างเกือบหนึ่งวา
เจียงฉีเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มรอยสักที่แขน ส่งกระแสจิตถามพัวซัว "ท่านอาวุโส ตรงนี้มีพระอยู่รูปหนึ่ง แถมดูทรงแล้วน่าจะเก่งมากด้วย ท่านไม่คิดจะลงมือเหรอครับ"
จำได้ว่าองค์หญิงแห่งสวรรค์ชั้นต้าจื้อไจ้ผู้นี้ เคยประกาศกร้าวไว้ว่า เจอพระที่ไหนจะซัดให้ร่วงที่นั่น
ตอนนี้ตัวเป็นๆ ยืนอยู่ตรงหน้า ทำไมพัวซัวถึงเงียบกริบ?
หรือว่าพัวซัวเองก็ไม่ทันสังเกตเห็นพระวิปลาสรูปนี้มาก่อน?
เป็นไปได้สูงมาก ขนาดเฉินถวนระดับไท่อี่เจินเซียนนางยังมองไม่เห็น
ถ้าพระวิปลาสตรงหน้าคือท่านผู้นั้นจริงๆ พัวซัวจะมองไม่เห็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
"ข้าก็ไม่ได้จะไล่ตีพระทุกรูปที่เห็นสักหน่อย..."
เสียงของพัวซัวดังขึ้นในใจเจียงฉี น้ำเสียงเจือความจนใจ และแฝงความนับถือจางๆ
"แม้แต่ข้าก็ต้องยอมรับว่า พระบางรูปสมควรได้รับคำยกย่องว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งจริงๆ"
"ขนาดนั้นเลยเหรอครับ"
เจียงฉีกระพริบตาปริบๆ สีหน้าภายนอกยังคงเรียบเฉย
แต่ในใจมั่นใจเต็มร้อยแล้วว่า พระวิปลาสตรงหน้าคือใคร
คนที่ทำให้ชาวสวรรค์ชั้นต้าจื้อไจ้ที่จ้องจะลากพุทธศาสนาลงจากหิ้ง ยอมเอ่ยปากชื่นชมได้ ในสามโลกนี้มีไม่กี่คนหรอก
และในบรรดาคนเหล่านั้น ผู้ที่มีภาพลักษณ์อินดี้หลุดโลกแบบนี้ มีแค่คนเดียว
เจียงฉีคิดพลางมองพระวิปลาสที่ยังคงเดินวนรอบศพปีศาจหอยกาบ พร่ำบ่นด้วยความเสียดาย
แต่ว่า ขาใหญ่ระดับนี้มาทำอะไรที่หัวซาน?
คิดแล้ว เจียงฉีก็ก้าวเข้าไปหา ประสานมือคารวะ "ท่าน... ผู้อาวุโส หากท่านอยากฉันอาหารทะเล ก็ไม่จำเป็นต้องกินศพปีศาจหรอกมั้งครับ"
"ดูทรงแล้วเจ้าหนูนี่คงเป็นพวกกินดีอยู่ดีสินะ"
พระวิปลาสยอมเงยหน้ามองเจียงฉีแวบหนึ่ง ยิ้มตาหยี "พวกข้ามันพวกมื้อนี้อิ่ม มื้อหน้าอด เจออะไรกินได้ก็อยากกินไปหมดแหละ"
"ถ้าผู้อาวุโสหิว ผู้น้อยพอจะมีทรัพย์ติดตัวอยู่บ้าง"
เจียงฉีเดาจุดประสงค์ของขาใหญ่ท่านนี้ไม่ออก เลยไหลตามน้ำไปก่อน
ไม่ใช่ว่าเจียงฉีกลัวท่านผู้นี้
แต่เป็นเพราะในสามโลกนี้ คนที่ได้รับการยอมรับและให้เกียรติจากเทพเซียนเกือบทุกฝ่ายมีไม่มาก และท่านผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ต่อให้เป็นศิษย์นิกายฉานเจี้ยวหรือเจี๋ยเจี้ยวมาเจอ ก็ยังต้องทักทายอย่างสุภาพ ไม่กล้ามีความคิดล่วงเกิน
ไม่มีเหตุผลอื่น เพียงเพราะท่านผู้นี้คือ อรหันต์ปราบมังกร
อัจฉริยะแห่งพุทธศาสนาที่โดดเด่นที่สุดในยุคหลังสงครามเทพเจ้า
ถ้าไม่ใช่เพราะหลังจบศึกเทพเจ้า มีการล้างไพ่ขั้วอำนาจในสามโลก พุทธศาสนาแจกจ่ายตำแหน่งโพธิสัตว์และพุทธะไปเยอะจนโควตาเต็ม ไม่อย่างนั้นอรหันต์ปราบมังกรคงได้เลื่อนขั้นเป็นโพธิสัตว์ปราบมังกรไปนานแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ในบรรดาอรหันต์สิบแปดองค์ที่อยู่เหนืออรหันต์อีกห้าร้อยองค์ อรหันต์ปราบมังกรก็นั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้ภายหลังจะมีซาอู๋จิ้ง ที่อาศัยกุศลจากการอัญเชิญพระไตรปิฎก ได้รับการแต่งตั้งจากพระศากยมุนีโดยตรงให้เป็นอรหันต์กายทอง ก็ยังสั่นคลอนตำแหน่งของอรหันต์ปราบมังกรไม่ได้
ในจุดสูงสุดของชีวิต อรหันต์ท่านนี้ยอมทิ้งทุกอย่าง ทั้งพระธาตุ แท่นดอกบัว และสมณศักดิ์ ไว้ที่เขาหลิงซาน เหลือเพียงจิตวิญญาณแท้ ลงมาจุติยังโลกมนุษย์แบบตัวเปล่าเล่าเปลือย
เพื่อผ่านด่านเคราะห์ และเพื่อโปรดสัตว์
หลังจากบรรลุธรรม อรหันต์ท่านนี้ก็ไม่ยุ่งทางโลก มุ่งเน้นปฏิบัติธรรม ชักนำคนทำความดี แม้จะมีพลังระดับไท่อี่จินเซียน ก็ไม่เคยใช้กำลังข่มเหงใคร
ตอนนี้ อรหันต์ปราบมังกรได้อวตารมาเป็นพระวิปลาสเดินดิน
เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ
แค่เจียงฉีนึกไม่ถึงว่า ขาใหญ่ที่ควรจะจำวัดอยู่ที่วัดหลิงอิ่นเมืองหางโจว ไหงมาโผล่ที่เขตหัวซานได้?
"ในเมื่อโยมพูดแบบนี้ งั้นอาตมาไม่เกรงใจละนะ"
พระวิปลาสได้ยินเจียงฉีเสนอตัว หน้าตาก็เบิกบานทันที รีบยื่นมือดำเมี่ยมออกมาอย่างไม่เกรงใจสักนิด
"ผู้อาวุโสพูดเกินไปแล้ว"
เจียงฉีล้วงใบทองคำออกมาวางบนมือพระวิปลาส แล้วชวนคุยเหมือนถามสารทุกข์สุกดิบ "ผู้อาวุโสไปมาไร้ร่องรอย ทำไมวันนี้ถึงมีอารมณ์มาเที่ยวหัวซานได้ล่ะครับ"
"มาหัวซาน ก็ต้องมาปีนเขาสิ"
พระวิปลาสเก็บใบทองคำเข้ากระเป๋าอย่างไว ยิ้มร่า "ได้ข่าวว่าช่วงนี้หัวซานมีศาลเจ้าใหม่ ชื่อศาลเจ้าเทพธิดา ศักดิ์สิทธิ์นักหนา ขออะไรก็สมหวัง"
"อาตมาฟังแล้วคันหัวใจยิบๆ เลยตั้งใจมาจุดธูปสักดอก"
"โอ้? มาไหว้พระที่หัวซาน?"
เจียงฉีกระพริบตาทำหน้าแปลกใจ "บังเอิญจัง ผู้น้อยเป็นคนดูแลศาลเจ้าเทพธิดาพอดี ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสอยากขอพรเรื่องอะไรครับ"
"ขอเรื่องคู่ครอง"
พระวิปลาสตองเสียงใส
"คู่ครอง??"
เจียงฉีอึ้งไปเลย "แต่ผู้อาวุโสเป็นพระ..."
"เฮ้ย เจ้าหนูเข้าใจผิดแล้ว"
พระวิปลาสชี้ตัวเอง "อาตมาก่อนบวชก็เป็นคนธรรมดานะ"
"คนที่มาขอคู่คือ นายหลี่ซิวหยวน คนธรรมดา เกี่ยวอะไรกับพระเต้าจี้เล่า?"
เลิกแสดงแล้วสินะ?
เจียงฉีถึงกับทึ่งในตรรกะนี้
หน้าด้านได้โล่จริงๆ
แต่ก็ชัดเจนแล้วว่า พระวิปลาสรู้ว่าเจียงฉีรู้ตัวจริงของเขา
เลยขี้เกียจจะเล่นละคร บอกออกมาโต้งๆ เลย
"ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า"
พระวิปลาสเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ "ในเมื่อเจ้าหนูเป็นคนดูแลศาลเจ้า งั้นเห็นแก่ความจริงใจที่อาตมาอุตส่าห์ดั้นด้นมาไกล..."
เจียงฉีรอฟังต่อ
"ไม่เลี้ยงข้าวอาตมาสักมื้อ มันจะดูใจดำไปหน่อยมั้ง"
พระวิปลาสยิ้มแฉ่ง
เจียงฉีหรี่ตาลง พระวิปลาสเปิดเผยตัวตน บอกจุดประสงค์ แถมยังรู้ฐานะของเจียงฉี
มาเพื่อเตือน?
หรือมาเพื่อวางหมาก?
หรือว่าทั้งสองอย่าง?
อาจจะเพราะติดขัดบางอย่าง หรือโดนบีบให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำ เลยต้องมาเตือนเจียงฉีทางอ้อม?
"เรื่องกินข้าวไม่ใช่ปัญหาครับ เพียงแต่... ถ้าผู้อาวุโสอิ่มหนำสำราญแล้ว ช่วยไขข้อข้องใจผู้น้อยสักนิดได้ไหมครับ"
"คุยง่าย คุยง่าย"
"มาๆๆ เจ้าหนูตามมา"
"ในเมืองหัวซานมีเหลาอยู่เจ้าหนึ่ง เปิดมาเป็นร้อยปี สุรานารีแดงเด็ดดวงนัก อาตมาน้ำลายไหลมานานแล้ว"
[จบแล้ว]