- หน้าแรก
- ชาติใหม่นี้ข้าขอเขียนชะตาเอง
- บทที่ 47 - คนหน้าด้าน
บทที่ 47 - คนหน้าด้าน
บทที่ 47 - คนหน้าด้าน
บทที่ 47 - คนหน้าด้าน
เมืองหัวซาน
ในฐานะเมืองเอกของเขตหัวซาน ที่นี่เจริญรุ่งเรืองสมกับเป็นเมืองใหญ่ในโลกมนุษย์
บนถนนสายหลักกลางเมือง ปรากฏคู่หูสุดแปลกประหลาด
คนเดินนำ สวมจีวรระคนเก่าคร่ำครึเปื้อนคราบน้ำมัน ไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นตุๆ ลอยมาแต่ไกล
พระวิปลาสรูปนี้มือหนึ่งถือพัดใบลานที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ อีกมือดึงแขนเสื้อของคนที่เดินตามหลัง
คนข้างหลังเป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหก แต่ตัวสูงโปร่งพอๆ กับพระวิปลาส
เด็กหนุ่มสวมชุดนักพรตสีแดงสด นอกจากความหล่อเหล่าเกลี้ยงเกลาแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเจ้าเล่ห์นิดๆ บอกไม่ถูก แต่ก็ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอดเหลียวมองไม่ได้
คู่หูประหลาดคู่นี้เดินไปทางไหน ก็เรียกสายตาชาวบ้านร้านตลาดได้ตลอดทาง
แต่ไม่ว่าจะเป็นพระวิปลาสชุดเน่า หรือนักพรตหนุ่มชุดแดง ก็หาได้แคร์สายตาใครไม่
ทั้งสองเดินดุ่มๆ ฝ่าสายตาฝูงชนเข้าไปในร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดบนถนน
"เหลาถงฝู?"
เจียงฉีกระตุกมุมปาก ยังไม่ทันจะถอนหายใจ ก็โดนพระวิปลาสลากเข้าไปข้างใน
"คุณลูกค้าทั้งสอง สวัสดีขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจพระวิปลาสที่เดินนำเข้ามาเลยสักนิด
เปิดร้านต้อนรับลูกค้าจากทั่วทิศ ทำการค้า ไม่ได้มาหาเรื่อง
ต่อให้เป็นขอทานข้างถนน ถ้ามีเงินจ่าย ก็ต้องยิ้มต้อนรับ
แถมแม้พระรูปนี้จะดูไม่เต็มบาท แต่คุณชายน้อยด้านหลังดูทรงแล้วไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
แค่รัศมีความผู้ดีที่แผ่ออกมา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปจะมีได้
"คุณลูกค้าจะรับอาหารหรือจะพักแรมดีขอรับ"
พระวิปลาสไม่เกรงใจ กวาดตามองรอบๆ แล้วพุ่งตรงไปที่โต๊ะชั้นสองโซนวีไอพี
นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ทำเลดีที่สุดริมหน้าต่าง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาเหยียบเก้าอี้ เอานิ้วแคะขี้มูก แล้วตะโกนลั่น "เอาเหล้าดีกับกับแกล้มเด็ดๆ มา! เนื้อสัตว์อย่าให้ขาด ดนตรีบรรเลงอย่าให้เงียบ! จัดมา! จัดมาให้หมด!"
"ได้เลยขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อร์รับคำแข็งขัน แต่สายตาเหลือบมองเจียงฉีที่นั่งตรงข้ามพระวิปลาส
นายน้อยท่านนี้ต่างหากคือกระเป๋าตังค์
"จัดมาตามนั้นแหละ"
เจียงฉีโยนใบทองคำให้ ไม่ต้องเดาก็รู้ ใบทองที่ให้พระวิปลาสไปก่อนหน้านี้ อย่าหวังว่าจะได้เอามาจ่ายค่าข้าวมื้อนี้
"ชั้นสองโต๊ะวีไอพี! ลูกค้าสองท่าน! อาหารเหล้าชั้นเลิศ! ดนตรีไพเราะเสนาะหู~~"
เสี่ยวเอ้อร์ลากเสียงยาว วิ่งตื๋อไปเตรียมของ
ไม่นาน อาหารเรียกน้ำย่อยตามฤดูกาลก็ถูกยกมาวาง พร้อมเหล้าสองไห
แค่ดูดินพอกไหเหลืองอ๋อยก็รู้ว่าเป็นเหล้าเก่าเก็บ ราคาย่อมแรงตามอายุ
พระวิปลาสคว้าไหเหล้ามาเปิดซีลอย่างชำนาญ สูดกลิ่นเหล้าเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วยิ้มอย่างฟินสุดขีด
"เยี่ยม เหล้าดี!"
พูดจบ พระวิปลาสก็ยกไหเหล้าที่ใหญ่กว่าหัวตัวเองขึ้นซด
อึก อึก อึก~~
"ฮ้า~"
เสียงเรอเหม็นกลิ่นเหล้าดังลั่น พระวิปลาสวางไหเปล่าลง
"นี่ไม่ใช่เหล้าดีอะไรหรอกครับ"
เจียงฉีพูดเรียบๆ "บ่มนานจนกลิ่นเพี้ยน วัตถุดิบตอนหมักก็ใช้ข้าวเก่า"
"เป็นเหล้าดี"
พระวิปลาสยิ้มตาหยี "เหล้านี้ ต่อให้เอาสุราทิพย์มาแลก อาตมาก็ไม่ยอม"
พูดจบ พระวิปลาสก็เปิดเหล้าอีกไห แต่คราวนี้ไม่ดื่ม ใช้ตะเกียบคีบหัวหมูพะโล้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
"แล้วถ้ามีสุราทิพย์จริงๆ ล่ะ"
คนพูดไม่ใช่เจียงฉี แต่เป็น "แขกไม่ได้รับเชิญ"
ชายหนุ่มรูปงามองอาจสวมชุดสีฟ้าน้ำทะเล ค่อยๆ นั่งลงข้างเจียงฉี พร้อมยกมือกดไหล่เจียงฉีไว้ ไม่ให้ลุกขึ้นทำความเคารพ
เจียงฉีนั่งลงตามเดิม หลุบตาลงต่ำ ไม่พูดไม่จา
จากนี้ไปเป็นบทสนทนาของขาใหญ่ เจียงฉีแค่ทำหน้าที่ "เอาหูมาด้วย" ก็พอ
"ไท่ซั่งเอ้อร์หลางเจินจวิน"
พระวิปลาสทักทายยิ้มแย้ม ไม่แปลกใจเลยที่หยางเจี่ยนโผล่มา
เจียงฉีรู้สึกเหมือนพระวิปลาสรอให้หยางเจี่ยนมาอยู่แล้วด้วยซ้ำ
แต่ก็นะ เจียงฉีแค่มีหูไว้ฟังก็พอ
"กึก"
หยางเจี่ยนไม่ตอบ แค่วางขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กคอยาวลงบนโต๊ะ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังเบาๆ
"อุ๊ยตาย!"
ตาพระวิปลาสลุกวาว รีบยื่นมือจะไปคว้า
"เพียะ"
หยางเจี่ยนกดมือทับขวดไว้ มองหน้าพระวิปลาสแล้วถาม "เมื่อกี้ท่านบอกว่า ต่อให้เอาสุราทิพย์มาแลกก็ไม่ยอมไม่ใช่รึ"
"เมื่อกี้ก็คือเมื่อกี้สิ"
พระวิปลาสทำหน้าทะเล้น "มีสุราทิพย์จากสระเหยาฉือของแท้มาวางตรงหน้า ใครจะไปสนเหล้าโลกมนุษย์กันเล่า?"
"เร็วๆๆ พี่ชายหยางเจี่ยน เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน แบ่งสุราทิพย์ให้อาตมาจิบสักคำเถอะนะ"
พระวิปลาสตีซี้หน้าตาเฉย
"สหายเก่าของหยางเจี่ยนชื่อ อรหันต์ปราบมังกร ไม่ทราบว่าท่านคือ?"
หยางเจี่ยนยังไม่ปล่อยมือ ถามเสียงเรียบ
"อาตมานี่แหละ อรหันต์ปราบมังกร!"
พระวิปลาสตอบสวนทันควัน
"อรหันต์ปราบมังกรจุติไปเกิดใหม่แล้ว ทิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวตนนั้น ทั้งแท่นดอกบัว ผลมรรค กุศล และพระธาตุ ไว้ที่เขาหลิงซานหมดแล้ว ท่านจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าเป็นอรหันต์ปราบมังกร?"
หยางเจี่ยนไล่ต้อนถามต่อ
"ท่านก็บอกเองว่าอรหันต์ปราบมังกรจุติไปเกิดใหม่หมดจด งั้นใครก็เป็นอรหันต์ปราบมังกรได้สิ ในเมื่อใครก็เป็นได้ ทำไมจะเป็นอาตมาไม่ได้ล่ะ?"
พระวิปลาสเถียงข้างๆ คูๆ อย่างมั่นใจ
"แล้วทำไมต้องเป็นท่าน?"
หยางเจี่ยนไม่ยอมปล่อย
"ข้าบอกว่าเป็นก็เป็นสิ ไม่เชื่อท่านไปเรียกอรหันต์ปราบมังกรมายืนยันต่อหน้าเลยป่ะล่ะ!"
พระวิปลาสพูดพลางทำท่าจะอ้าปากกัดมือหยางเจี่ยนที่กดขวดเหล้าอยู่
หยางเจี่ยนที่ไม่ทันตั้งตัวเจอมุกกัดมือเข้าไป ก็เผลอชักมือกลับ
"ฮู่ว"
พระวิปลาสได้ทีคว้าขวดมากระดกม้วนเดียวหมดเกลี้ยง แล้วเดาะลิ้นอย่างเสียดาย
"ดูท่านสิ ไม่เจอกันตั้งหลายร้อยปี ให้ของขวัญเจอกันแค่นี้ ไม่พออาตมากลั้วคอด้วยซ้ำ"
พระวิปลาสสาธิตคำว่า "เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หยางเจี่ยนถึงกับพูดไม่ออก นึกไม่ถึงว่าอรหันต์ปราบมังกรที่เคยเที่ยงตรงแต่ไม่คร่ำครึ แข็งกร้าวแต่มีเมตตา พอไปเกิดใหม่แล้วจะกลายเป็นคนแบบนี้
เขาปรับสีหน้าจริงจัง "กินก็กินแล้ว ดื่มก็ดื่มแล้ว ควรจะพูดอะไรหน่อยไหม"
"พูดอะไรอ่ะ?"
พระวิปลาสกำลังแทะไก่ต้มอย่างเมามัน ปากมันแผล็บ ถามเสียงอู้อี้ทั้งที่ไก่ยังเต็มปาก
"ท่านไม่อยู่ในที่ที่ควรอยู่เพื่อผ่านด่านเคราะห์ มาทำอะไรที่หัวซาน?"
นี่คือประเด็นสำคัญที่หยางเจี่ยนอยากรู้
ไอ้ที่คุยมาทั้งหมด ก็เพื่อปูทางมาคำถามนี้
หยางเจี่ยนต้องแน่ใจก่อนว่า พระวิปลาสโดนสั่งให้มา หรือมาเองเพราะทนดูพฤติกรรมบางคนไม่ไหว
ในจุดนี้ ความคิดของศิษย์อาจารย์ เจียงฉีกับหยางเจี่ยน ตรงกันเป๊ะ
ต้องรู้ก่อนว่า พุทธศาสนานั้นใหญ่มาก และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด
ข้างในนั้นมีคลื่นใต้น้ำลึกซึ้ง
ที่หยางเจี่ยนถามย้ำๆ ว่าท่านใช่อรหันต์ปราบมังกรไหม
จริงๆ คือการเช็คจุดยืน
เจียงฉีฟังออก พระวิปลาสย่อมฟังออก
และคำตอบของพระวิปลาสก็น่าสนใจมาก...
[จบแล้ว]