เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 - รักสามเส้าของแท้ (แม่เจ้าโว้ย)

บทที่ 40 - รักสามเส้าของแท้ (แม่เจ้าโว้ย)

บทที่ 40 - รักสามเส้าของแท้ (แม่เจ้าโว้ย)


บทที่ 40 - รักสามเส้าของแท้ (แม่เจ้าโว้ย)

สรุปว่า สุดท้ายแล้วหม่าเหวินไฉก็ยังต้องหมั้นหมายกับจู้ยิงไถ

และตำนานเหลียง-จู้ ก็ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมรักที่ไม่สมหวังเหมือนเดิม?

เจียงฉีถอนใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปแทรกแซงแก้ไขอะไร

คนเรามีกรรมเป็นของตัวเอง พูดกันตามตรง ในเรื่องนี้ เจียงฉีเป็นแค่คนดู

"คนแซ่หม่าคนนั้น บนตัวมีกลิ่นอายของฝ่ายพุทธ"

หยางฉานเห็นเจียงฉีเงียบไป จึงเอ่ยถึงอีกเรื่องหนึ่ง

"นี่ก็เป็นเรื่องที่หลานจะเรียนท่านอาพอดี"

เจียงฉีพยักหน้า ล้วงหยกพกชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า บนนั้นมีไอปราณฌานกามปิติของฝ่ายพุทธเข้มข้น

หยางฉานสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น รับหยกพกจากมือเจียงฉีไปพิจารณาอย่างละเอียด

"เป็นไอปราณฌานกามปิติสายตรงของฝ่ายพุทธจริงๆ เป็นวิชามรรคผลที่ชี้ตรงสู่ระดับฮุ่นหยวน"

เจียงฉีถามว่า "ทำไมของแบบนี้ถึงไปอยู่บนตัวมนุษย์ธรรมดาได้"

เหตุผลเจียงฉีรู้อยู่แล้ว แต่พูดไม่ได้ ได้แต่ถามอ้อมๆ

"ทำไมต้องมาอยู่ข้างกายข้า ในเขตเขาหัวซาน?"

หยางฉานฟังคำถามเจียงฉีแล้ว ครุ่นคิดอยู่นาน ส่ายหน้าว่า "เกรงว่าจะมีพวกระดับโพธิสัตว์ของฝ่ายพุทธกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง"

"จะเป็นภัยต่อเขาหัวซานไหมครับ"

เจียงฉีขมวดคิ้ว "ไอปราณฌานกามปิติที่บริสุทธิ์ขนาดนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังต้องไม่ธรรมดา และคนระดับนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าอาหญิงดูแลเขาหัวซานอยู่"

"แต่ถึงอย่างนั้น ไอปราณนี้ก็ยังมาโผล่ที่นี่ มาโผล่ข้างกายข้า..."

หยางฉานฟังแล้วก็วิเคราะห์ต่อว่า "ไม่ก็คนบงการไม่สนหัวข้า ไม่ก็เรื่องที่ไอปราณนี้ไปยุ่งเกี่ยวจะไม่ก่อความวุ่นวายใหญ่โตจนทำให้ข้าไม่พอใจ"

"หรือไม่ก็ หม่าเหวินไฉคนนี้สำคัญมาก คนบงการไม่มีทางเลือกอื่น"

เจียงฉีแย้งว่า "ถ้าเป็นข้อแรก คนบงการต้องเก่งขนาดไหน?"

"ถ้าเป็นข้อสอง ทำไมไม่มาบอกกล่าวท่านอาสักคำ?"

"ข้อสามยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ หม่าเหวินไฉเมื่อกี้ท่านอาก็เห็นแล้ว ไม่มีอะไรพิเศษเลย"

"มีอยู่อย่างหนึ่ง"

หยางฉานพูดขึ้นมาดื้อๆ

"อะไรครับ?"

เจียงฉีงง

"เพื่อนร่วมชั้นของเจ้ากลุ่มนี้ มีกรรมสัมพันธ์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย"

หยางฉานยิ้ม แล้วไล่เรียงทีละคน "เหลียงซานปั๋วกับจู้ยิงไถ คือกุมารทองกุมารีหยก (เทพบริวารชายหญิง) จุติลงมา ต้องผ่านเคราะห์รักเก้าชาติ ชาตินี้เพิ่งจะเป็นชาติแรก"

"ถูกลิขิตให้ไม่ได้ครองคู่ ตายจากกันคนละภพ ต้องวนเวียนแบบนี้เก้าชาติ ถึงจะบรรลุผลมรรค ได้เป็นเทพแห่งบุพเพสันนิวาส"

"โหดไปไหมเนี่ย?"

เจียงฉีขมวดคิ้ว บ่นอุบ

จากตอนจบที่เหลียง-จู้กลายเป็นผีเสื้อ เจียงฉีก็พอเดาได้ลางๆ ว่าสองคนนี้ไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าเบื้องหลังจะมีเงื่อนไขยุ่งยากขนาดนี้

เคราะห์รักเก้าชาติ...

"เทพกับมนุษย์ห้ามรักกัน แต่ความรักระหว่างเทพด้วยกัน ก็มีอุปสรรคและความยากลำบากไม่น้อย"

หยางฉานถอนหายใจ "ถ้าเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ก็ยังพอทำเนา อย่างมากก็มัดมือชกเล่นบทข้าวสารเป็นข้าวสุก"

"แต่พวกเทพผู้น้อยอย่างกุมารทองกุมารีหยก อุปสรรคมันเยอะจริงๆ"

ฟังหยางฉานอธิบาย เจียงฉีก็เข้าใจเงื่อนไขการมีความรักของเทพ

สวรรค์มีกฎว่า ถ้าเทพจะครองคู่กัน ต้องพิสูจน์ความรักให้เพื่อนฝูงชาวสวรรค์เห็น

เพราะเทพสวรรค์ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไร ขอแค่มีชื่อในทำเนียบเทพ ตราบใดที่ทำเนียบไม่ถูกทำลาย ก็จะเป็นอมตะ

ดังนั้น คู่รักเทพ จึงไม่มีคำว่า "หย่าร้าง"

กฎนี้สำหรับพวกผู้บริหารระดับสูงมันง่าย พวกเขามักจะเลือกแอบมีลูกด้วยกันเงียบๆ ก่อน

ดูสิ ลูกก็มีแล้ว ยังรักกันไม่พออีกเหรอ?

แบบนี้ก็เลี่ยงกฎได้ แถมองค์มหาเทพก็ยังยินดีปรีดา

เพราะลูกหลานเทพ มักจะมีพรสวรรค์สูงส่ง และเพราะเกิดบนสวรรค์ ไม่ว่าพ่อแม่จะมีพื้นเพยังไง เด็กคนนี้ก็ถูกประทับตราว่าเป็นคนของสวรรค์โดยกำเนิด

ดังนั้น ในทางทฤษฎี นี่ถือเป็นการพิสูจน์ความรักของเทพทั้งสองได้จริงๆ

แต่ถ้าเป็นเทพชั้นผู้น้อย ก็ลำบากหน่อย

ไม่มีจวนส่วนตัว วันๆ ต้องทำงานงกๆ เงิ่นๆ ไม่มีเวลาและโอกาสจะไปปั๊มลูก

ก็เลยต้องใช้วิธีทื่อๆ พิสูจน์รักแท้

เช่น จุติลงมาผ่านด่านเคราะห์ เคราะห์รักเก้าชาติ

"แล้วหม่าเหวินไฉล่ะ? เป็นตัวขัดขวางเคราะห์รักเหรอครับ?"

เจียงฉีเข้าใจแล้วก็ถามต่อ

"ใช่และไม่ใช่"

หยางฉานยิ้ม "หม่าเหวินไฉไม่ใช่ตัวขัดขวางในความหมายปกติ เขาเองก็จุติลงมาเหมือนกัน"

พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหยางฉานเริ่มแปลกไป

"ห๊ะ?"

เจียงฉีกระพริบตาปริบๆ เริ่มตามไม่ทัน

"ไม่มีใครกำหนดนี่นา ว่ากุมารทองกุมารีหยกต้องมีแค่สองคน"

หยางฉานนึกถึงเรื่องเม้าท์มอยที่ได้ยินมาจากสระสวรรค์ น้ำเสียงยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่

"งั้น หม่าเหวินไฉก็เป็นกุมารทองอีกคนที่มาหลงรักกุมารีหยกคนเดียวกัน?"

เจียงฉีลองเดา

"เปล่า"

มุมปากของหยางฉานยกยิ้มเจ้าเล่ห์และสยดสยองเป็นครั้งแรก

"เขาเป็นกุมารีหยก"

เจียงฉี: "??????"

วันรุ่งขึ้น ณ สำนักศึกษา ห้องเรียน

เจียงฉีมองดูแก๊งสามคนเพื่อนเกลอที่ "นัวเนีย" กันอยู่ไม่ไกล ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

หรือจะพูดให้ถูกคือ ตั้งแต่เมื่อวานที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าสามคนนี้ สีหน้าเจียงฉีก็แปลกประหลาดมาตลอด

มองดูหม่าเหวินไฉคุยกับเหลียงซานปั๋วอย่างถูกคอ เห็นได้ชัดว่าเจอคนที่คุยภาษาเดียวกัน ทั้งสองคนยิ้มให้กันด้วยรอยยิ้มของคนรู้ใจที่เหมือนกันเปี๊ยบ

จู้ยิงไถกลายเป็นคนนอกไปซะงั้น

พี่ตลกคาเฟ่ พี่มาผิดเรื่องแล้วครับ

เจียงฉีรำพึงในใจ

เหลียงซานปั๋วกับจู้ยิงไถเป็นคู่กุมารทองกุมารีหยก อันนี้ไม่มีปัญหา สมเหตุสมผล

แต่ทำไมหม่าเหวินไฉถึงเป็นเทพจุติด้วย แถมยังเป็นกุมารีหยกอีก??

นี่มันอะไรกันเนี่ย?

ข้าไม่ได้ตัวเจ้าเหลียงซานปั๋ว ข้าก็จะแย่งเจ้ามาให้ได้??

ข้าไม่ได้คู่กับเจ้า แต่ข้าจะคู่กับคนรักของเจ้า!

โรคจิตเกิ๊น

พวกเทพนี่เล่นอะไรพิเรนทร์จริงๆ

เจียงฉีได้แต่ถอนหายใจ

ตอนนี้ เจียงฉีตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะกอดอกดูเฉยๆ

ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่โศกนาฏกรรมรักธรรมดา ที่ไหนได้ นี่มันรักสามเส้าข้ามภพข้ามชาติจากสวรรค์ลงมาดิน แถมยังต้องเล่นกันเก้าชาติ

ไม่ยุ่งดีกว่า ไม่ยุ่งดีกว่า พวกท่านเล่นกันแรงเกิน

เจียงฉีทนดูสามคนนี้ไม่ได้แล้วจริงๆ

จะรักจะเลิกยังไงก็เชิญ ตามสบาย

เจียงฉีพลิกตำราอ่านแก้เบื่อ ทนเรียนจนหมดช่วงเช้า

พอถึงตอนเที่ยง หม่าเหวินไฉกับเหลียงซานปั๋วนัดกันไปถกคัมภีร์จงยงที่ศาลากลางป่าไผ่

ส่วนจู้ยิงไถกลับเดินมาหาเจียงฉี

"พี่เจียง ข้ามีเรื่องอยากไหว้วาน หวังว่าท่านจะช่วย"

จู้ยิงไถดูเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว

"เรื่องอะไร? ข้าจะช่วยเต็มที่"

เจียงฉีพอเดาได้ลางๆ ว่าจู้ยิงไถจะพูดอะไร

จู้ยิงไถยังไม่พูดทันที แต่พาเจียงฉีไปที่ลับตาคน

จากนั้น ก็ล้วงแหวนหยกวงหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างลับๆ ล่อๆ

"รบกวนพี่เจียง ช่วยไปสู่ขอให้ข้าที!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 40 - รักสามเส้าของแท้ (แม่เจ้าโว้ย)

คัดลอกลิงก์แล้ว