- หน้าแรก
- ไม่มีงานเสริมแล้วจะอยู่ยังไง
- ตอนที่ 12 ก้าวแรกสู่รางวัลเหรียญฟิลด์ส
ตอนที่ 12 ก้าวแรกสู่รางวัลเหรียญฟิลด์ส
ตอนที่ 12 ก้าวแรกสู่รางวัลเหรียญฟิลด์ส
การมีเป้าหมายและความท้าทายคือแรงผลักดันชั้นดี ในช่วงเวลาต่อจากนั้นจึงกลายเป็นเวลาที่โนอาห์ทุ่มเทสมาธิให้กับการค้นคว้าอย่างหนัก ในตอนแรกเขายังออกจากห้องมาทักทายครอบครัวตามปกติ แต่หลังจากที่โนอาห์ยกระดับการพิสูจน์ข้อสมมติฐานของปวงกาเรไปสู่มิติที่สูงขึ้น เขาก็แทบไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องเลยยกเว้นเวลาทานอาหาร
เขาราวกับคนโดนสิง โชคดีที่เขามีครอบครัวที่รักและคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ โนอาห์จึงไม่เคยพลาดมื้ออาหารจนต้องทนหิว นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์ดีดที่คุณยายคอนนี่ส่งมาให้หลังจากทราบเรื่อง ยังช่วยเร่งกระบวนการบันทึกการพิสูจน์และการอธิบายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว โนอาห์ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อย เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้าจากการทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้น พลังจากวิหารแห่งแสงก็ช่วยพยุงเขาไว้ อย่างมากเขาก็แค่รู้สึกอ่อนล้าทางจิตใจอย่างรุนแรงเท่านั้น
สาเหตุที่เขาเลือกลงมือทำถึงขนาดนี้ ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ในชาติก่อน โนอาห์เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน เขาจึงต้องเรียนอย่างหนักเพื่อหวังจะหางานที่มั่นคงทำ เขาเคยเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่สามารถแม้แต่จะรวบรวมเงินบริจาคก่อนตายได้ นั่นคือเหตุผลที่เขาหวงแหนครอบครัวในชาตินี้มาก เขาไม่อยากให้น้องๆ ในอนาคตต้องไปนั่งอิจฉาใคร แต่อยากให้คนอื่นต่างหากที่ต้องมาอิจฉาครอบครัวของเขา
นั่นคือเหตุผลที่โนอาห์ยอมเข้าสู่สภาวะทุ่มเทสุดตัว
อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ข้อสมมติฐานของปวงกาเรอย่างต่อเนื่องหลายวันส่งผลดีต่อโนอาห์เช่นกัน เขารู้สึกว่าจิตสำนึกของเขาเฉียบคมขึ้นและสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแต่ก่อน เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า "หากไม่ใช้ก็มีแต่จะเสื่อมถอย" นั่นเอง
แน่นอนว่าจอร์จ แมรี่ และคอนนี่ ต่างก็เคยพยายามจะหยุดเขา แต่โนอาห์มักจะโต้กลับไปว่า "ในฐานะครอบครัว พวกคุณอยากจะหยุดยั้งผมบนเส้นทางแห่งความจริงงั้นเหรอครับ?"
เมื่อเจอคำพูดนี้เข้าไป ทั้งสามคนก็ได้แต่ยอมจำนนและสลับกันมาดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าโนอาห์ได้ทานอาหารและนอนหลับอย่างเพียงพอ แต่บ่อยครั้งที่โนอาห์อาศัยจังหวะที่ทุกคนหลับหมดแล้ว แอบใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ควบคุมเครื่องพิมพ์ดีดเพื่อสานต่องานใหญ่ของเขาบนเตียง
อันที่จริง สำหรับโนอาห์แล้ว การพิสูจน์ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ความท้าทายที่แท้จริงคือจะทำอย่างไรให้อธิบายออกมาได้ง่ายที่สุด โนอาห์เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมในอนาคตเชลดอนถึงได้ต่อต้านการสอนระดับบัณฑิตวิทยาลัยที่แคลเทค เพราะสำหรับผู้ที่มีสติปัญญาฉลาดล้ำ การค้นพบความจริงนั้นไม่ยาก แต่การอธิบายความจริงเหล่านั้นให้คนธรรมดาทั่วไปเข้าใจสิคือความยากลำบากที่แท้จริง
หากไม่ใช่เพราะโอกาสที่จะได้เงินรางวัลหนึ่งล้านดอลลาร์จากเหรียญฟิลด์ส โนอาห์คงไม่อยากทำภารกิจที่น่าเบื่อและเหนื่อยเปล่าแบบนี้ เขาอยากจะแค่โยนผลการพิสูจน์ปวงกาเรในมิติที่สูงกว่าใส่หน้าเหล่านักคณิตศาสตร์และคณะกรรมการ แล้วก็เก็บกระเป๋าเดินจากไปโดยไม่สนว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการตรวจสอบ เพราะเขามั่นใจว่าเขาถูกต้องเสมอ
โชคดีที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ของการทำงานล่วงเวลาอย่างหนัก โนอาห์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนข้อสมมติฐานของปวงกาเรให้กลายเป็น "ทฤษฎีบทของปวงกาเรในมิติที่สูงกว่า" ได้สำเร็จ แต่เขายังทำให้มันเข้าใจง่ายขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการตัดสินรางวัลตรวจสอบได้สะดวกขึ้นมาก
โนอาห์พิมพ์ตัวอักษรตัวสุดท้ายลงบนกระดาษ การพิสูจน์ทฤษฎีบทที่สมบูรณ์แบบเสร็จสิ้นลงในวินาทีนี้ เขาตื่นเต้นมาก โนอาห์ดึงกระดาษแผ่นสุดท้ายออกจากเครื่องพิมพ์ดีดแล้ววิ่งพรวดออกจากห้องไปยังห้องนั่งเล่น เสียงเด็กน้อยของเขาดังระงมด้วยความดีใจ
"ผมทำได้แล้ว! ผมทำได้แล้ว! ฮ่าๆๆ~"
คอนนี่ที่กำลังงีบหลับอยู่บนโซฟาสะดุ้งตื่นทันที เธอมองโนอาห์ที่กำลังตื่นเต้นพลางลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย "อะไรนะ? เกิดอะไรขึ้น โนอาห์น้อย? ในที่สุดหลานก็ยอมออกจากห้องแล้วเหรอ?"
โนอาห์พุ่งเข้าไปหาคอนนี่อย่างตื่นเต้น "คุณยายครับ! ผมทำได้แล้ว! ทฤษฎีบททางทอพอโลยีคณิตศาสตร์! สิ่งนี้จะช่วยให้มนุษยชาติศึกษาโครงสร้างของพื้นที่สามมิติได้ดีขึ้น และเข้าใจเรื่องแมนิโฟลด์ได้ลึกซึ้งกว่าเดิมครับ"
คอนนี่รับตัวโนอาห์ไว้ในอ้อมแขนพลางทำหน้ามึนงง "อะไรนะ? ทฤษฎีทอพออะไรนะ? พื้นที่สามมิติคืออะไร?"
จากนั้น คอนนี่ก็ต้องทนฟังคำอธิบายฉบับย่อจากหลานชายร่วมยี่สิบนาที ทั้งน้ำเสียงและท่าทางของเขาช่างเหมือนกับสามีนักวิทยาศาสตร์ผู้ล่วงลับของเธอไม่มีผิด เพิ่งรู้ว่าสามีที่โนอาห์ไม่เคยเห็นหน้านั้นก็ชอบพูดเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เธอไม่เข้าใจแบบนี้เหมือนกัน แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ เมื่อโนอาห์เป็นคนอธิบาย คอนนี่กลับเข้าใจมันได้นิดหน่อย
แน่นอนว่าโนอาห์ไม่ได้ลงรายละเอียดกระบวนการพิสูจน์ที่ซับซ้อน เขาเพียงแค่อธิบายให้คุณยายฟังว่าข้อสมมติฐานของปวงกาเรคืออะไร และเขาพิสูจน์มันจนกลายเป็นทฤษฎีบทได้สำเร็จอย่างไร
หลังจากฟังจบ คอนนี่ก็เริ่มเข้าใจ "โนอาห์น้อย หลานกำลังจะบอกว่าหลานได้ทำการผ่าตัดจักรวาล เปลี่ยนโครงสร้างที่ซับซ้อนทั้งหมดให้กลายเป็นทรงกลมสามมิติได้งั้นเหรอ? นี่คือสิ่งที่หลานยุ่งอยู่หลายวันใช่ไหม? 'ทฤษฎีบทของโนอาห์ในมิติที่สูงกว่า' สินะ?"
"ใช่ครับคุณยาย! คุณยายเข้าใจแล้ว! คุณยายฉลาดที่สุดเลย!"
คอนนี่หน้าบานทันทีที่ได้รับคำชมจากหลานชาย แม้เธอจะจำได้แค่บทสรุปส่วนเดียว และไม่เข้าใจเรื่องอุณหภูมิหรือเอนโทรปีที่โนอาห์อธิบายแทรกเลยก็ตาม เธอหอมหน้าผากโนอาห์อย่างมีความสุข "แล้วหลานพยายามสร้างทฤษฎีพวกนี้ไปเพื่ออะไรกันล่ะ?"
โนอาห์ไม่ปิดบัง "ก็เพื่อเตรียมฐานะทางการเงินให้พร้อมหลังจากที่คุณแม่คลอดน้องๆ ไงครับ"
คอนนี่ชะงักไปทันที "เดี๋ยวก่อน! น้องชายหรือน้องสาวอะไร? หลานพูดเรื่องอะไรเนี่ย?"
โนอาห์เอียงคอ มองคุณยายด้วยสายตาไร้เดียงสา "คุณแม่กำลังท้องครับคุณยาย คุณยายไม่รู้เหรอ?"
คอนนี่ทำหน้าช็อก "อะไรนะ! ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
โนอาห์ตอบตามตรง "ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนครับ"
เมื่อโนอาห์เตือนความจำ คอนนี่ก็เริ่มนึกออก "วันที่พ่อพาหลานไปโรงเรียนมัธยมเมดงั้นเหรอ? พลาดง่ายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?" คอนนี่ทำท่าทางไม่อยากจะเชื่อ "ไม่น่าจะใช่นะ"
อันที่จริงแมรี่เริ่มตั้งท้องก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน แต่ตอนนั้นพลังชีวิตยังอ่อนเกินไป สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของโนอาห์เลยยังตรวจจับไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง คอนนี่ก็เริ่มยอมรับความจริงที่ว่าแมรี่กำลังจะมีลูกอีกคน
คอนนี่ที่เริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของโนอาห์ทั้งสองข้าง "เดี๋ยวเจ้าตัวเล็ก หลานรู้ได้ยังไง? ถ้าแมรี่รู้ว่าตัวเองท้อง เธอไม่มีทางปิดบังยายแน่ๆ!"
โนอาห์จับมือคุณยายไว้ "ผมสัมผัสได้ถึงสายเลือดที่ใกล้ชิดอีกสายหนึ่งในตัวคุณแม่ครับ ผมเลยเดาว่าเธอน่าจะท้อง"
คอนนี่มองเขาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ "หลานไม่บอกไปเลยล่ะว่าตัวเองคือพระเยซูกลับชาติมาเกิด?"
โนอาห์ทำท่าทางไม่ค่อยพอใจ "คุณยายลองพาคุณแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลดูก็ได้ครับ"
ในที่สุดคอนนี่ก็ยอมปล่อยมือ "โอเค ยายจะเชื่อหลานไปก่อนก็ได้ แต่บอกยายที ทฤษฎีบทนี้มันเกี่ยวอะไรกับน้องๆ ในอนาคตของหลาน?"
โนอาห์ลูบแก้มตัวเอง "รางวัลเหรียญฟิลด์สครั้งที่สองกำลังจะเริ่มขึ้นครับ พร้อมเงินรางวัลหนึ่งล้านดอลลาร์ ถ้าเราชนะได้ มันจะช่วยให้ฐานะทางการเงินของครอบครัวเราดีขึ้นมากในอนาคตครับ"
"อะไรนะ?" คอนนี่ตาโตเท่าไข่ห่าน "หลานจะบอกว่าไอ้ทฤษฎีมิติสูงอะไรนั่นของหลาน จะทำเงินรางวัลได้ถึงล้านดอลลาร์เลยเหรอ?"
โนอาห์พยักหน้าอย่างจริงจัง "ใช่ครับ!"
"ทำยังไงล่ะ?" คอนนี่เริ่มตื่นเต้น ไม่ว่าในอนาคตจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มหรือไม่ แต่เงินล้านดอลลาร์นั้นช่างเย้ายวนเหลือเกิน "หลานอยากให้ยายช่วยอะไร?"
โนอาห์ชูนิ้วเล็กๆ ขึ้นมา "อันดับแรก เราต้องโทรหาคุณน้าคอนเนอร์ครับ ให้เธอพานักคณิตศาสตร์เก่งๆ มาที่นี่"
"ได้เลย! ยายไม่ขอ... เดี๋ยวก่อน!" คอนนี่เริ่มระแวดระวังทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น "ทำไมต้องโทรหายัยผู้หญิงนิสัยเสียคนนั้นด้วย?"
"คุณยายครับ อย่าพูดคำหยาบสิ" ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างคอนนี่กับคอนเนอร์จะเกินเยียวยาจริงๆ โนอาห์จึงอธิบายต่อ "เพราะผมอายุแค่สองขวบครึ่ง ผมจึงต้องการคนรับรองครับ และคุณน้าคอนเนอร์ก็เป็นถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยคอร์เนล ถ้ามีเธออยู่ ผลงานของผมก็จะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นครับ"
คอนนี่ไม่อาจโต้แย้งเหตุผลของโนอาห์ได้ เมื่อเห็นคุณยายเงียบไป โนอาห์จึงรุกต่อ "สรุปว่าคุณยายจะโทรเอง หรือจะให้ผมโทรครับ?"
"หลานโทรเถอะ" คอนนี่พูดอย่างไม่แยแส "ยายไม่อยากได้ยินเสียงยัยนั่น"
ครั้งนี้โนอาห์ไม่ได้ตำหนิเรื่องคำพูดของคุณยาย เขาตรงไปยังโทรศัพท์บ้านแล้วกดหมายเลขที่เขาจดเตรียมไว้ทันที...