- หน้าแรก
- โลกาวินาศ : เกมวิวัฒน์สังหาร
- บทที่ 40 - ดวงตาที่จ้องมองจากความมืด
บทที่ 40 - ดวงตาที่จ้องมองจากความมืด
บทที่ 40 - ดวงตาที่จ้องมองจากความมืด
“แน่นอนว่าไม่ ฉันไม่ได้เคาะประตูห้องเขาเลยสักครั้ง”
“ฉันยืนยันว่าไม่ได้ทำ แต่เขาก็ไม่พูดอะไรอีก ปิดปากเงียบ ไม่ว่าจะถามยังไงก็ไม่ยอมตอบ”
“พอเห็นท่าไม่ดี ฉันกับพี่เขยก็ปรึกษากันว่าจะพาไปโรงพยาบาล แต่เขาไม่ยอมสุดชีวิต ตะโกนว่าเขาไม่ได้ป่วย”
“ฉันกับสามีเฝ้าสังเกตอยู่หลายคืน ก็ไม่เคยได้ยินเสียงเคาะประตูเลย ไม่มีแม้แต่เสียงผิดปกติ แต่เขากลับยืนกรานว่ามีคนมาเคาะประตู มีคนคิดร้ายจะทำร้ายเขา…”
จ้าวเหม่ยเซียงถอนหายใจยาว สีหน้าแลดูอ่อนล้า
กู้เหมียนถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ผมได้ยินมาว่าสุดท้ายจ้าวเวิ่นถูกพบที่โรงแรม”
จ้าวเหม่ยเซียงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง “หลังจากเขากลับมาอยู่บ้าน นิสัยก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ช่วงแรกปิดประตูอยู่แต่ในห้อง ออกมาแค่กินข้าวกับเข้าห้องน้ำ”
“แต่ต่อมา…”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ เธอก็สั่นสะท้าน “แต่ต่อมาเขากลับออกมาอยู่บ่อยๆ…”
ชิงฮวนถามอย่างแปลกใจ “ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่” จ้าวเหม่ยเซียงส่ายหัว “เขาออกมาเฉพาะตอนดึกจัด เงียบสงัดเท่านั้น”
“คืนนั้น… ฉันกับสามีนอนหลับไปแล้ว แต่ดึกดื่นฉันปวดจะเข้าห้องน้ำ พอกำลังจะลุกจากเตียง ก็… ก็เห็นว่า…”
“เห็นว่าประตูห้องไม่รู้ถูกแง้มไว้ตั้งแต่เมื่อไร เขานั่งยองอยู่ตรงนั้น เอาหน้าทั้งใบแนบกับช่องแง้ม ดวงตาไม่กะพริบจ้องมาที่ฉัน”
“ตอนนั้นฉันตกใจสุดขีดจนกรี๊ดลั่น สามีก็ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงฉัน เขาเองก็เห็นว่ามีคนกำลังนั่งยองอยู่หน้าประตู”
“ฉันกลัวมาก ถามว่าเขามาทำอะไร เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร แล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป…”
ชิงฮวนสะท้านวูบ สีหน้าชักหวาดหวั่น
จ้าวเหม่ยเซียงเล่าต่อ “แต่หลังจากนั้น ฉันก็พบว่าเขาเอาแต่จ้องมองเรา…”
“ฉันอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาก็จะดึงประตูเปิดแง้มไว้แล้วจ้องฉันอยู่อย่างนั้น…”
“ฉันอยู่ในครัว เขาก็จะนั่งยองอยู่หลังประตูครัว ก้มหน้ามองลอดช่องใต้ประตูขึ้นมา…”
“แม้แต่เวลาฉันกลับมาจากข้างนอก เขาก็จะก้มหน้าส่องตาผ่านช่องตาแมว มองฉันอย่างไม่กะพริบ…”
“กระทั่งครั้งหนึ่ง เขาไปแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างเตียงเรา กลางดึกฉันได้ยินเสียงผิดปกติ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าประตูตู้ถูกแง้มออกเล็กน้อย ศีรษะของเขาโผล่ออกมาเหนือหัวฉัน จ้องเขม็งลงมา…”
จ้าวเหม่ยเซียงตัวสั่นอย่างรุนแรง “ท้ายที่สุดสามีก็ทนไม่ไหว ตะโกนไล่เขาออกไป แต่เขากลับบอกว่าพวกเราคิดจะทำร้ายเขา”
“พูดจบเขาก็วิ่งพรวดออกไป… ไล่ตามก็ไม่ทัน หลังจากนั้น… หลังจากนั้นตำรวจก็ไปพบเขาที่โรงแรม…”
“บอกว่าตอนพบ ร่างก็เน่าแล้ว อยู่ในตู้เสื้อผ้าของโรงแรม”
“พนักงานทำความสะอาดหาเขาไม่เจอ ก็เลยคิดจะเก็บกวาดห้องเพื่อปล่อยเช่าต่อ แต่พอเปิดตู้เสื้อผ้า เขาก็ร่วงลงมาจากข้างใน ดวงตายังเบิกกว้างจ้องเขม็งอยู่…”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ จ้าวเหม่ยเซียงก็กลั้นไม่อยู่ สะอื้นไห้เบาๆ
ชิงฮวนตัวสั่นอีกครั้ง… ถ้าเจอกับผีที่เคาะประตู เข้าไปพัวพันกับมัน… สุดท้ายก็จะต้องแตกสลายจนเสียสติ กลายเป็นแบบนี้กระมัง
กู้เหมียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ชิงฮวนเห็นท่าทางก็เอ่ยถาม “เป็นอะไรหรือหมอกู้?”
กู้เหมียนหันมองจ้าวเหม่ยเซียง “เมื่อครู่คุณพูดว่าน้องชายคุณ จ้าวเวิ่น… ช่วงหลังอาการของเขาเป็นการชอบลอบมองผู้อื่นใช่ไหม?”
“อาการช่วงหลัง…” ชิงฮวนกลืนน้ำลาย ไม่เสียแรงที่เป็นหมอ แม้แต่ซักถามเรื่องวิญญาณก็เหมือนกำลังวินิจฉัยโรค
จ้าวเหม่ยเซียงพยักหน้า “ใช่ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม อยู่ๆ เขาก็เป็นแบบนั้นไป…”
กู้เหมียนพยักหน้าเล็กน้อย “ผมเดาว่าช่วงหลังของจ้าวเวิ่น น่าจะมีอาการของโรคหวาดระแวงว่ามีคนจะทำร้าย เขาคงสงสัยว่าคนที่เคาะประตูคือคุณกับสามี เลยเอาแต่เฝ้าจับตามองพวกคุณตลอดเวลา”
จ้าวเหม่ยเซียงนิ่งงันไปเล็กน้อย “เป็น… อย่างนั้นหรือ…”
“ว่าแต่” กู้เหมียนถามต่อ “ก่อนจะเกิดเรื่องนี้ จ้าวเวิ่นเคยเจอเหตุการณ์ประหลาดอะไรบ้างไหม เช่นไปสำรวจบ้านร้าง หรือเจออะไรที่ทำให้ตกใจกลัว”
จ้าวเหม่ยเซียงส่ายหัว “ไม่มีเลย เขาเป็นคนเรียบง่าย ขยันทำงาน อยู่แต่ในโรงงาน ไม่ก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แต่ไม่เคยไปไกลที่ไหน”
“แล้วเขาทำงานอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ โรงงานพลาสติกหมิงเหลียง ตอนนี้ก็ยังเปิดอยู่ เดินไปไม่นานก็ถึง”
เมื่อถามจนได้ข้อมูลครบ กู้เหมียนก็ไม่อยู่ต่อ เขาลุกขึ้นสะพายเลื่อยยนต์ “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือมากครับ เราจะพยายามสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของจ้าวเวิ่นให้ได้”
จากนั้นเขาก็พาชิงฮวนออกมา
ระหว่างเดินลงมาจากตึก ชิงฮวนยังมีสีหน้าสับสน “หมอกู้ เรามาสืบเรื่องผีที่เคาะประตู แต่เหมือนตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไรเลย”
ตอนนี้พวกเขารู้เพียงว่าผีที่เคาะประตูเคยฆ่าผู้ชายชื่อจ้าวเวิ่น แต่ก็ไม่มีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย
“ไม่หรอก” กู้เหมียนส่ายหัว “แม้จ้าวเวิ่นจะไม่เกี่ยวข้องกับผม แต่เขากลับมีความเกี่ยวพันอย่างมากกับอีกคนหนึ่ง”
ชิงฮวนเลิกคิ้ว “ใคร?”
“คิดดูสิ อาการช่วงหลังของจ้าวเวิ่นคืออะไร?”
“หวาดระแวง… ลอบมอง… เดี๋ยวนะ ลอบมอง? หรือว่าเขาโดนไอ้ตัวที่คอยตามอวี้เหวินห่าวนั่น!”
กู้เหมียนพยักหน้า “เก้าส่วนสิบแล้ว จ้าวเวิ่นโดนผีลอบมองเล่นงาน หลังตายเพราะคำสาป ก็กลายเป็นผีร้ายเสียเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำสาปนั้น”
ชิงฮวนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง “นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ถ้าทุกคนที่ถูกคำสาปตายแล้วจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำสาป งั้นก็ต้องมีผีอยู่ไม่รู้กี่ตนเลยสิ!”
“ผมสงสัยว่าถ้าตามรอยย้อนขึ้นไป ผีทุกตนคงมีเส้นเชื่อมถึงต้นตอเดียวกัน อย่างจ้าวเวิ่น… เขาถูกผีเคาะประตูฆ่า ส่วนผีเคาะประตูก็อาจถูกผีอีกชั้นหนึ่งฆ่า ไล่ไปจนถึงสุดยอดห่วงโซ่นั้น ก็คือต้นตอของคำสาปที่เราต้องหาให้เจอ”
กู้เหมียนพูดต่อ “ต้นตออาจเป็นหนึ่งในผีห้าตนนี้ หรืออาจอยู่อื่นที่ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องไขความสัมพันธ์การฆ่าและถูกฆ่าระหว่างผีห้าตนนี้ให้ได้ก่อน”
ใคร… ฆ่าใคร? และใคร… ถูกฆาโดยใคร?
ชิงฮวนเริ่มเข้าใจ “ตอนนี้เรารู้อยู่อย่างหนึ่ง… ผีลอบมองถูกผีเคาะประตูฆ่า ถ้าจะสืบหาต้นตอ ก็ต้องรู้ว่าผีเคาะประตูถูกใครฆ่า”
กู้เหมียนพยักหน้า “ดังนั้นเราต้องไปตามความเชื่อมโยงของผีทั้งห้าตนนี้ก่อน เริ่มจากไปที่บ้านนาย เพื่อสืบหาสาเหตุการตายของผีที่อยู่เบื้องหลังนาย”
ชิงฮวนพยักหน้ารับ แล้วพากู้เหมียนมุ่งหน้าไปทางที่พักของตน
ตอนนี้เวลาเลยเที่ยงมาแล้ว ทั้งสองเริ่มหิว จึงซื้อซาลาเปามากินระหว่างทาง
“ตอนนี้เกือบบ่ายสองแล้ว” กู้เหมียนดูเวลาในโทรศัพท์ “สี่โมงเราต้องไปเจอกัน ต้องรีบหน่อย”
ชิงฮวนเร่งฝีเท้าเดินนำไป
บ่ายสองนิดๆ ทั้งคู่ก็มาถึงที่พักของชิงฮวน
เป็นตึกอพาร์ตเมนต์เก่าโทรมอีกแห่ง ไม่รู้ทำไมแถวนี้ถึงมีแต่ตึกผุพัง
เจ้าของห้องเช่าเห็นชิงฮวนมาก็มีท่าทางแปลกใจ แต่ไม่นานก็เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง รีบเชื้อเชิญทั้งคู่ให้นั่งลง “พวกคุณก็รู้สึกเหมือนกันสินะ ว่าห้องนี้มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล?”
(จบบท)