- หน้าแรก
- โลกาวินาศ : เกมวิวัฒน์สังหาร
- บทที่ 10 - คืนเพลิงอาฆาต
บทที่ 10 - คืนเพลิงอาฆาต
บทที่ 10 - คืนเพลิงอาฆาต
ใต้แสงจันทร์ อาคารเรียนที่ทรุดโทรมราวกับอสุรกายยักษ์กำลังหมอบรออยู่ มันพร้อมจะกลืนกินมนุษย์ให้สิ้นซาก
กู้เหมียนกับเสียวปั่นยืนอยู่ใต้ประตูหน้าอาคารเรียน ประตูกระจกบานนั้นถูกล็อกไว้
ด้านในมีเสียงกรีดร้องดังลอดออกมาแผ่วเบา ทว่าเสียงนั้นอ่อนแรงเต็มที
เสียวปั่นยืนร้อนใจอยู่หน้าประตู สีหน้าวิตกไม่แพ้กัน กู้เหมียนเองก็แอบประหลาดใจว่าเหตุใดเธอจึงไม่มีความสามารถวาร์ปได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะสนใจเรื่องนั้น
เขากำลังหาเศษหินที่พอจะใช้ได้อยู่ทั่วบริเวณ
เสียวปั่นมองเขาด้วยแววตาสิ้นหวัง “ไม่มีประโยชน์หรอก…”
แต่ยังไม่ทันที่เสียงคำพูดของเธอจะจบ กู้เหมียนก็หยิบก้อนหินที่ได้มาเหวี่ยงใส่ประตูกระจกในทันที กระจกเปราะบางแตกร้าวตามแรง
เขาไม่หยุดแค่นั้น ทุบซ้ำอีกหลายที จนกระทั่งเกิดช่องขนาดใหญ่พอให้คนลอดผ่านเข้าไปได้
เสียวปั่นยืนตะลึง
กู้เหมียนโยนก้อนหินทิ้ง “ฉันเคยงัดประตูเหล็กหน้ารร.มาแล้ว เลยคิดว่าอันนี้ก็น่าจะพังได้เหมือนกัน”
ดูเหมือนประตูพวกนี้จะไม่มีผลกับผู้เล่น
ท้ายที่สุดแล้ว ดันเจี้ยนคงไม่คาดคิดว่าจะมีผู้เล่นพังประตูเอากลางดึก
เสียงกรีดร้องดังออกมาจากในอาคารอีกครั้ง เสียวปั่นรีบวิ่งเข้าไปอย่างร้อนรน
กู้เหมียนรีบตามเข้าไปติดๆ
เธอวิ่งเร็วเกินไป กู้เหมียนตามไม่ทัน ทำให้หลงทางจนคลาดจากกัน
ในโถงทางเดินที่มืดสลัว เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในตัว นั่นคือแผ่นที่เขาได้จากห้องพักที่จื่อซินปิงหลิงตาย
“พวกมันจะฆ่าฉัน!”
“พวกมันจะเอายันต์มาติดฉัน กักขังฉันไว้ในกล่องอับชื้นข้างโพรงหนูแสนสกปรก พวกมันจ้องมองฉันด้วยรอยยิ้มทุกวัน บังคับให้ฉันอยู่ที่นี่ตลอดกาล ทรมานฉันไม่หยุด…”
เสียงกรีดร้องยังดังไม่ขาดสาย ขณะนี้กู้เหมียนเดินขึ้นถึงชั้นสามแล้ว
บนทางเดินชั้นสามมีซากกระต่ายตายอยู่ในกล่องใส่ของ ราวกับเคยโดนใครเหยียบไว้ หัวของมันแบนจนยุบ
ดูเหมือนเสียวปั่นจะพบหลี่เฉวียนเหมยแล้ว อยู่บนชั้นถัดไป
ข้างบนมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังลอดลงมา เป็นเสียงหัวเราะที่เหมือนกลั้นไว้ในจมูก ก้องกังวานในบรรยากาศน่าขนลุกของโรงเรียนยามค่ำคืน
“ขอโทษนะ… ครูขอโทษจริงๆ…” เสียงของเสียวปั่นดังแผ่วลงมาจากเบื้องบน
สามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่าเสียวปั่นคงกำลังกอดหลี่เฉวียนเหมยร่ำไห้อย่างสุดหัวใจ ในขณะที่ดวงวิญญาณอาฆาตอีกยี่สิบแปดตนกำลังเคลื่อนไหวเข้าหาพวกเธอ
แต่กู้เหมียนไม่รีบร้อนขึ้นไป…
เขาต้องหาศพของหลี่เฉวียนเหมยให้พบเสียก่อน การลอกยันต์ออกเองกับการรอให้ยันต์หมดอายุครบสิบปีอาจให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
เช่นนั้นศพของหลี่เฉวียนเหมยอยู่ที่ใด?
เขายืนอยู่หน้าห้องเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ห้องสี่ พลางระลึกถึงทุกเบาะแสในดันเจี้ยนนี้
“มีคนเคยพูดว่าหลี่เฉวียนเหมยเหมือนกระต่าย”
“กระต่ายที่ถูกกล่องครอบไว้อยู่บนทางเดิน”
“กักขังฉันไว้ในกล่องอับชื้นข้างโพรงหนู จ้องฉันทุกวัน…”
ข้างโพรงหนู ใต้กล่อง จุดที่ดวงวิญญาณทั้งยี่สิบแปดสามารถมองเห็นได้ทุกวัน
เช่นนั้น… ที่แห่งนั้นคือ…
เสียงซ้อมตีดังขึ้นจากด้านบนอีกครั้ง และหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม
เขาเปิดประตูห้องเรียนเข้าสู่ความมืดภายใน เดินตรงไปยังแท่นสอน ก่อนจะเตะโต๊ะครูลงกับพื้นอย่างแรง
หนูอ้วนสองสามตัววิ่งหนีออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะหายวับกลับเข้าไปใต้แท่นสอน
กู้เหมียนก้มลงมองช่องว่างความสูงประมาณสิบเซนติเมตรใต้แท่นสอน ก่อนจะก้มตัวลงใช้มือยกขอบขึ้นอย่างแรง
กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงตีขึ้นมาแทบในทันที
มีบางอย่างคล้ายมนุษย์ในสภาพบิดเบี้ยวนอนอยู่ใต้แท่นสอนนั้นอย่างสงบ สภาพศพเน่าจนแทบจำไม่ได้ เบ้าตาที่ผุพังมีหนูโผล่ออกมาวิ่งเล่นอยู่ น่าสะอิดสะเอียนอย่างถึงที่สุด
บนหน้าผากศพแปะไว้ด้วยแผ่นยันต์แผ่นหนึ่ง ลักษณะเหมือนกับในภาพถ่าย
ในมือของศพยังถือบางสิ่งไว้แน่น กู้เหมียนหยิบมันออกมา พบว่าเป็นแผ่นครึ่งล่างของหน้ากระดาษ “คาถาเลี้ยงดวงวิญญาณอาฆาต”
“คาถาเลี้ยงดวงวิญญาณอาฆาต”
“เมื่อผู้ตายมีแรงอาฆาตมหาศาล จะกลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตอันร้ายกาจ หากนำยันต์นี้แปะลงบนศพ จะสามารถกดพลังของดวงวิญญาณอาฆาตนั้นไว้ได้ และยังสามารถตรึงไม่ให้ดวงวิญญาณหลุดลอยไปจากร่างมากนัก”
“จงจำไว้ให้ดี! ยันต์นี้ถึงแม้จะยังมีผลกักขังหลังครบสิบปี แต่จะไม่สามารถกดพลังของดวงวิญญาณอาฆาตได้อีก ดวงวิญญาณที่ถูกเลี้ยงดูมาครบสิบปีจะยิ่งอันตรายยิ่งกว่าเดิม”
“หากลอกยันต์นี้ออกโดยสมัครใจ ดวงวิญญาณอาฆาตจะระเบิดพลังอย่างไร้การควบคุม ยันต์จะไม่สามารถจำกัดมันได้อีกต่อไป”
เสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนจากชั้นบนยังคงดังแว่วไม่ขาดสาย เหมือนพวกเขากำลังสนุกกับการทรมานเหยื่อ
กู้เหมียนฉีกแผ่นยันต์บนหน้าผากศพออกในจังหวะที่เสียงหัวเราะจากเด็กๆ บนชั้นบนดังขึ้นถึงขีดสุด
ทันใดนั้น… ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงกลางฟ้า!
เสียงหัวเราะพลันหยุดลงฉับพลัน ประหนึ่งคอถูกเหยียบจนขาดลมหายใจ
เสียงนั้นกลายเป็นเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนแทน ดังสะท้อนก้องจนหูของกู้เหมียนแทบชา
เสียงกรีดร้องถาโถมลงมาจากเบื้องบนเป็นระลอก ฟังจากน้ำเสียงแล้ว… ดูเหมือนจะตายกันอย่างทรมาน
เมื่อกู้เหมียนมาถึงจุดเกิดเหตุ ไฟก็เริ่มลุกโชนขึ้นแล้ว
ดวงวิญญาณอาฆาตที่ถูกสะกดไว้ถึงสิบปี ในวินาทีที่ถูกปลดปล่อย ความโกรธเคืองรุนแรงก็ปะทุขึ้น เผาผลาญทุกสิ่งในสถานที่ที่เคยเป็นฝันร้ายของเธอมาเนิ่นนาน
ต้นเพลิงเกิดที่ชั้นหก ห้องเก็บของสุดทางได้กลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง ราวกับหวนคืนสู่ค่ำคืนเมื่อหลายปีก่อน ค่ำคืนที่ทุกคนถูกไฟกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
เด็กสาวหัวกลม ผิวขาวซีด ดวงตากลมโตราวตุ๊กตา ยืนอยู่กลางห้องเก็บของ เสียวปั่นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เธอ
เสียวปั่นสะอื้นไห้พลางกอดร่างเด็กสาวไว้แนบอก “ขอโทษนะ ครูมาช้าไป…”
ทั้งสองถูกไฟล้อมรอบ เพลิงลุกลามจากห้องเก็บของไปยังโถงทางเดินและห้องเรียนทุกห้อง เปลวเพลิงนั้นคือพลังแห่งความอาฆาตของวิญญาณที่หลุดพ้น
“คุณครู” หลี่เฉวียนเหมยที่มีใบหน้าเหมือนกระต่ายเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเสียวปั่น
“เป็นคุณใช่ไหมที่ไปบอกพวกเขาว่าฉันฟ้องคุณ? เป็นคุณที่บอกว่าคุณไม่เชื่อฉัน เชื่อแต่พวกเขาใช่ไหม? เป็นคุณที่พูดว่าเด็กโกหกอย่างฉัน ถึงตายไปก็ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เสียวปั่นนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนที่น้ำตาจะไหลอาบแก้ม ใต้แสงจันทร์เธอยื่นมือแตะใบหน้าของเด็กสาวเบาๆ
“เด็กโง่ ทำไมถึงเชื่อคำพูดคนอื่นง่ายขนาดนี้นะ?”
“เธอได้ยินพวกเขาพูดแบบนั้น ก็เลยอยากแก้แค้นครู เลยเผาครูไปพร้อมกับพวกเขาใช่ไหม?”
“แต่ครูไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ในสายตาครู เธอเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังและว่าง่ายที่สุด ครูอยู่ที่นี่มาหลายปี ก็เพื่อจะพาเด็กดีอย่างเธอออกไปด้วยกันยังไงล่ะ”
ในแสงสลัว ดวงตาของหลี่เฉวียนเหมยที่เหมือนดวงตาตุ๊กตาราวกับแวววาวขึ้นเล็กน้อย
เธอไม่ได้แตะต้องกู้เหมียนที่ยืนอยู่ไม่ไกล เพราะยันต์ในมือเขาได้แสดงจุดยืนไว้แล้วอย่างชัดเจน
แต่เปลวไฟที่ลุกลามไปทั่วตึกนั้นกลับไม่ยอมหยุด มันคืบคลานแผดเผาอาคารทั้งหลัง ราวกับต้องการแผดเผาทุกซอกมุมจนสิ้นซาก
“ถ้าเผาพอแล้วก็ไปจากที่นี่เถอะ” กู้เหมียนมองทั้งสองคนอย่างแน่วแน่ แล้วโยนแผ่นยันต์ในมือลงไปในกองไฟ
ทันทีที่สัมผัสเปลวไฟ แผ่นยันต์ก็ลุกไหม้อย่างรุนแรง กลายเป็นควันสีเทาในชั่วพริบตา
ดันเจี้ยนนี้ในที่สุดก็ไม่สามารถกลายพันธุ์ได้สำเร็จ
เพราะการระเบิดของหลี่เฉวียนเหมยนั้นรุนแรงเกินไป เพลิงไหม้ได้เผาผลาญทั้งโรงเรียนจนไม่เหลือสิ่งใด เหมือนทุกคนอยู่ในเตาเผาศพขนาดยักษ์
เปลวไฟลุกโชนสาดแสงไปทั่ว กู้เหมียนนอนบนสนามมองดวงดาวบนฟ้า
เขาไม่รู้ว่าระหว่างหลี่เฉวียนเหมยกับครูจะมีบทสรุปเช่นไร แต่เรื่องนี้… ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องเข้าไปยุ่ง
เวลาห้าชั่วยังไม่ครบ
หรือจะพูดให้ชัดคือ… ยังไม่ถึงแม้แต่หนึ่งชั่วโมง ดันเจี้ยนก็ถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง วิญญาณอาฆาตยี่สิบแปดตนถูกทำลาย โรงเรียนใกล้ถล่ม ผู้เล่นที่ยังไม่ได้ออกมาก็ตายเรียบแล้ว
แบบนี้… จะให้เล่นอะไรอีก?
เหลือเพียงกู้เหมียนที่นอนอยู่ลำพัง
เขามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย “จะให้ฉันนอนรอในดันเจี้ยนที่ไม่มีอะไรเหลือแบบนี้อีกสี่ชั่วโมงจริงๆ เหรอ?”
แต่ในวินาทีนั้นเอง หน้าจอเกมที่โผล่ขึ้นมาก็เปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมด
【แจ้งเตือน! แจ้งเตือน! แจ้งเตือนระดับสีแดง!】
【ดันเจี้ยนโรงเรียนมัธยมวิญญาณอาฆาตกำลังเผชิญกับความเสียหายอย่างรุนแรง! ตัวละครในดันเจี้ยนเกือบทั้งหมดสูญหาย! แผนที่ดันเจี้ยนได้รับความเสียหายระดับมหากาพย์!】
【วิเคราะห์ข้อมูลล้มเหลว!】
【โครงสร้างดันเจี้ยนผิดปกติ!】
【ผู้เล่นทุกคนในดันเจี้ยนนี้จะถูกส่งออกจากดันเจี้ยนภายในสิบวินาที ขอให้ทุกท่านโปรดเตรียมพร้อม!】
【10… 9… 8…】
“เวรเอ๊ย?” กู้เหมียนสบถออกมาเมื่อเห็นหน้าจอ ลมหายใจสะดุดราวกับฟ้าถล่ม
(จบบท)