เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 กระดูกอ่อน

บทที่ 18 กระดูกอ่อน

บทที่ 18 กระดูกอ่อน


บทที่ 18 กระดูกอ่อน

สิ้นเสียงโม่เหลียง ทั้งสามคนหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป จางหลีกับตู้ต่านนั้นอึ้งจนตาค้าง ส่วนฉวีเฟยทำหน้าไม่เชื่อน้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด ต้องรู้ก่อนนะว่า ขนาดศิษย์สำนักสายฟ้าพิฆาตอย่างตู้ต่านกับฉวีเฟยที่มีตบะขั้นปรับกายาระดับห้า อย่างเก่งก็รับมือหมาป่าปีศาจสีเทาได้แค่สองตัวก็เต็มกลืนแล้ว

ดวงตาคู่สวยของจางหลีกระพริบปริบๆ เริ่มสนใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ขึ้นมาทันที ฟังจากน้ำเสียงที่มั่นใจขนาดนี้ ดูเหมือนการรับมือหมาป่าสองตัวจะเป็นเรื่องหมูๆ สำหรับเขา ถ้าเป็นจริงก็แสดงว่าโม่เหลียงอาจจะเก่งกว่าตู้ต่านกับฉวีเฟยเสียอีก? ทั้งที่อายุน้อยกว่าตั้งเยอะ

จางหลีตัดสินใจเชื่อใจโม่เหลียง นางบอกแผนการและตกลงเรื่องส่วนแบ่งว่าสี่คนแบ่งเท่าๆ กัน ซึ่งโม่เหลียงก็ไม่มีปัญหา

จากนั้น โม่เหลียงก็เดินตามก้นทั้งสามคน มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย

ระหว่างทาง เจ้าฉวีเฟยคอยกระซิบกระซาบเป่าหูจางหลีอยู่หลายรอบ พยายามเกลี้ยกล่อมให้นางกลับสำนักไปตามยอดฝีมือมาช่วยเก็บผลวิญญาณกำเนิด แต่ก็โดนจางหลีปฏิเสธเสียงแข็งกลับไปทุกรอบ

เขาหม่างอยู่ใกล้สำนักกระบี่หิมะนิดเดียว แต่อยู่ไกลจากสำนักสายฟ้าพิฆาตโข ไปกลับรอบหนึ่งต้องกินเวลาอย่างน้อยหกวัน ในแดนเหนือลั่วซาที่ปราณฟ้าดินเบาบางแบบนี้ การแย่งชิงทรัพยากรดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าอะไรดี จางหลีกลัวว่ากว่าจะตามคนมาได้ ผลวิญญาณกำเนิดคงโดนคนอื่นคาบไปกินหมดแล้ว เผลอๆ อาจเสร็จศิษย์สำนักกระบี่หิมะที่อยู่แถวนี้ตัดหน้าไปก่อน

เพื่อกันเหนียว จางหลีมองว่าการร่วมมือกับเด็กหนุ่มที่ชื่อโม่เหลียงคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดในตอนนี้ ต่อให้เสี่ยงหน่อยก็คุ้มที่จะลอง...

ตกเย็น โม่เหลียงกับก๊วนจางหลีก็มาถึงบริเวณเป้าหมาย

โม่เหลียงเอาเครื่องมือทำกับดักออกมาแจกจ่ายให้ตู้ต่านกับฉวีเฟยรับหน้าที่วางกับดักรอบนอก ส่วนเขากับจางหลีย่องเข้าไปดูลาดเลาใกล้ๆ จุดหมาย

อาศัยแสงสุดท้ายของวัน โม่เหลียงกับจางหลีหมอบราบไปกับพงหญ้ารกทึบ แอบมองผลวิญญาณกำเนิดและฝูงหมาป่าปีศาจสีเทาที่เดินเพ่นพ่านอยู่ไกลๆ

"บ้าจริง ไกลขนาดนี้มองไม่เห็นเลยว่ามีกี่ตัวกันแน่" จางหลีบ่นอุบอย่างร้อนใจ ก่อนหน้านี้นางกะคร่าวๆ ว่ามีเจ็ดแปดตัว แต่ก็แค่เดา การจะบุกเข้าไปต้องรู้จำนวนที่แน่นอน ไม่งั้นแผนแตกขึ้นมาได้เจ็บตัวฟรีกันหมดแน่

แต่ตรงนี้มันไกลเกินไปจะมองเห็น ครั้นจะขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ จางหลีก็กลัวจะแหวกหญ้าให้งูตื่น

ขณะที่จางหลีกำลังทำตัวไม่ถูก นางก็ได้ยินเสียงโม่เหลียงพึมพำนับเลขเบาๆ เหมือนเสียงยุงบิน

"หนึ่งตัว... สองตัว... หกตัว..."

จางหลีหันขวับไปมองโม่เหลียง กำลังจะอ้าปากถาม แต่โม่เหลียงก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง เป็นเชิงห้ามพูด

จางหลีสะดุ้ง ส่งเสียงในลำคอเบาๆ แล้วปัดนิ้วโม่เหลียงออก สะบัดหน้าหนีด้วยความเขินอาย หน้าแดงระเรื่อ

ส่วนโม่เหลียงแค่ยิ้มส่ายหน้า แล้วก้มหน้านับเลขต่อหน้าตาเฉย

"เก้าตัว ทั้งหมดเก้าตัว" จากการสังเกต โม่เหลียงพบว่าจริงๆ แล้วมีหมาป่าเดินไปเดินมาเป็นสิบกว่าตัว แต่ฝูงนี้จะมีอย่างน้อยเก้าตัวเฝ้าโยงอยู่ที่เดิมตลอดเวลา โดยมีจ่าฝูงคอยคุมเชิงเฝ้าผลวิญญาณกำเนิดไม่ห่าง

โม่เหลียงกระซิบถบอก จางหลีพยักหน้าเงียบๆ ไม่ถามอะไรต่อ

จากนั้นจางหลีก็นั่งเฝ้าเป็นเพื่อนโม่เหลียงในพงหญ้าอีกเกือบชั่วยาม จนกระทั่งโม่เหลียงส่งสายตาให้แล้วบอกว่า "ไปกันเถอะ" ทั้งคู่ถึงค่อยๆ ถอยฉากออกมาจากพงหญ้า

พอทิ้งระยะห่างจากฝูงหมาป่าพอสมควร จางหลีก็รีบถาม "เจ้ามองเห็นจำนวนหมาป่าได้ยังไง?"

โม่เหลียงยิ้มบางๆ "แค่สายตาดีกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยน่ะ"

จางหลีมองป่ามืดตึ๊ดตื๋อที่มีแค่แสงดาวริบหรี่ เบ้ปากใส่ "นึกว่าตัวเองเป็นนกฮูกรึไงยะ! ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก!"

จางหลีเข้าใจไปเองว่าโม่เหลียงคงพกของวิเศษที่ช่วยในการตรวจจับมา แต่ใครจะไปนึกว่าโม่เหลียงจะมีจิตสัมผัสและ เนตรส่องวิถี ติดตัว

เห็นจางหลีทำปากยื่นปากยาว โม่เหลียงก็เกาจมูกยิ้มแหยๆ "หมาป่าที่เฝ้าผลไม้มันสลับเวรกันตลอด แต่จะมีอย่างน้อยเก้าตัวที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน เราต้องรอจังหวะที่มีแค่เก้าตัวค่อยลงมือ"

จางหลีพยักหน้าอย่างจริงจัง นึกดีใจที่เมื่อเช้าตัดสินใจถูก ถ้าไม่ได้โม่เหลียงช่วยดูลาดเลา แล้วบุ่มบ่ามเข้าไปตามข้อมูลเก่า มีหวังได้ตายหมู่แน่

เหมือนนึกขึ้นได้ จางหลีเอ่ยปากชม "ไม่นึกว่าเจ้าจะมีความอดทนขนาดนี้นะ ยอมหมอบเฝ้าในพงหญ้าตั้งชั่วยามเพื่อความชัวร์"

โม่เหลียงยิ้มกว้าง "อยากฟังความจริงไหมล่ะ?"

"หือ?" จางหลีขมวดคิ้ว "ว่ามาสิ"

"ความจริงคือข้ารู้นานแล้ว แต่ตัวพี่สาวจางหลีหอมเกินไป ดมจนกระดูกข้ามันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ลุกไม่ขึ้น ก็เลยขอนอนดมต่ออีกสักชั่วยามน่ะ"

พูดจบ โม่เหลียงก็หัวเราะร่า แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บหายไปในความมืด ก่อนที่จางหลีจะทันตั้งตัว

กว่าจะรู้ตัวว่าโดนเด็กแทะโลม จางหลีก็หน้าแดงแปร๊ดไปถึงใบหู กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความโมโหปนเขิน "ไอ้ลามก! กล้าดียังไงมาเอาเปรียบข้า! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

แต่พอจางหลีตามมาทัน ก็เห็นโม่เหลียงกำลังยืนเก็กหน้าขรึม ตรวจเช็กกับดักของตู้ต่านอย่างเป็นการเป็นงาน ชี้โน่นสั่งนี่ดูมีความรู้ ส่วนเจ้าตู้ต่านหัวทึบก็พยักหน้าหงึกๆ มองโม่เหลียงตาแป๋วด้วยความเลื่อมใส แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็รู้สึกว่าโม่เหลียงนี่เทพจริงๆ

เจอแบบนี้เข้าไป จางหลีจะไปด่ากราดว่าโม่เหลียงเป็นไอ้ลามกต่อหน้าศิษย์น้องก็กระไรอยู่ เลยได้แต่ส่งสายตาอาฆาตแกมตัดพ้อไปให้ แล้วก็จำใจปล่อยผ่านไป

แต่ทว่า... ใบหน้าที่ยังแดงระเรื่อไม่หาย บวกกับสายตาตัดพ้อแบบ "ผัวเมียงอนกัน" ที่ส่งให้โม่เหลียง ดันไปเข้าตาฉวีเฟยเข้าอย่างจัง!

ในสายตาของฉวีเฟย อาการของจางหลีเมื่อกี้มันเหมือนภรรยาตัวน้อยที่เพิ่งจับได้ว่าสามีไปมีกิ๊กแล้วกำลังงอนตุ๊บป่องชัดๆ! เขาไม่เคยเห็นศิษย์พี่หญิงทำท่าทางแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต!

ยิ่งนึกถึงว่าสองคนนี้หายเข้าไปในป่าด้วยกันสองต่อสองตั้งชั่วยามกว่าๆ หน้าของฉวีเฟยก็บิดเบี้ยวด้วยความริษยาและความคิดสกปรก

"ไอ้เด็กเวรโม่เหลียง... หรือว่ามันกับศิษย์พี่จางหลีจะมีซัมติงกัน!" ยิ่งคิด หน้าฉวีเฟยยิ่งบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด "ไอ้สัตว์นรก! ข้าจะฆ่าแกให้ตาย!"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 18 กระดูกอ่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว