- หน้าแรก
- ปริศนา การกลับมาของราชันแห่งดวงดาว
- บทที่ 336 ฟอร์สผู้แปดเปื้อน
บทที่ 336 ฟอร์สผู้แปดเปื้อน
บทที่ 336 ฟอร์สผู้แปดเปื้อน
บทที่ 336 ฟอร์สผู้แปดเปื้อน
"คุณไม่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้มันจบลงง่ายดายเกินไปหน่อยหรือ?" ฮัสเทอร์ยังคงมีข้อกังขามากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้
ในเมื่อ 'เทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม' ได้กัดกร่อนตระกูลอับราฮัมไปแล้ว ย่อมต้องมีผู้วิเศษลำดับ 5 หลงเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น 'นักเดินทาง' ลำดับ 5 จะกล้าออกค้นหา 'สาวกแห่งดวงดาว' ในเบ็คแลนด์อย่างอุกอาจขนาดนี้เชียวหรือ?
"ตอนนี้ฉันเจอคนของตระกูลอับราฮัมแค่คนเดียวเท่านั้น" เบอร์นาเด็ตทอดสายตามองไปยังวิหารเซนต์ซามูเอล "ยิ่งลำดับของผู้วิเศษสูงขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวในเบ็คแลนด์มากเท่านั้น ต่อให้ฉันอยากจะตามหาใครสักคน ก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย"
ฮัสเทอร์พยักหน้ารับ ก่อนจะแสร้งถามถึงเทวทูตแห่งโชคชะตา อูโรโบรอส อย่างไม่ใส่ใจนัก
"ฉันสัมผัสกลิ่นอายของเขาไม่ได้เลย สำหรับตัวตนระดับนั้น เว้นแต่เขาจะจงใจเปิดเผย มิฉะนั้นคงมีแต่เทพเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของเขา"
"ดึกมากแล้ว ฉันควรกลับไปพักผ่อนเสียที"
ฮัสเทอร์ปล่อยให้เบอร์นาเด็ตมาส่งเขาโดยไม่ปฏิเสธ
...
ใต้เมฆหมอก ณ วิหารเซนต์ซามูเอล
ใบหน้าของอาร์คบิชอปแอนโทนีเคร่งขรึมถึงขีดสุด กลิ่นอายแห่งความเสื่อมทรามกล้าปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งที่หน้าประตูวิหารเซนต์ซามูเอล... นี่คือการยั่วยุอย่างชัดเจน!
เขารรีบระดมพล 'หน่วยถุงมือแดง' ให้ออกค้นหาพื้นที่โดยรอบตลอดทั้งคืน และจะไม่อนุญาตให้มีความเสื่อมทรามใดๆ หลงเหลืออยู่อย่างเด็ดขาด!
เลโอนาร์ดเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเรียกตัวมาปฏิบัติภารกิจ ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ และไม่ได้คิดจะสืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนี้
เป็นดั่งที่ตาแก่ในตัวเขาเคยบอก การตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นั้นไร้ประโยชน์
ทว่า จู่ๆ ตาแก่ก็เอ่ยขึ้นในห้วงความคิดลึกๆ ของเขาว่า "ตระกูลอับราฮัมตกต่ำลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
ความอยากรู้อยากเห็นของเลโอนาร์ดถูกกระตุ้น แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไม่ถามถึงตระกูลอับราฮัม
"ไม่เลว ดูเหมือนการจากไปของไคลน์จะทำให้เจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วสินะ"
เลโอนาร์ดตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมแค่ไม่อยากเอาเรื่องไร้สาระมาใส่หัวมากเกินไปก็เท่านั้น"
...
เช้าวันต่อมา เวลาประมาณสิบโมง
ฮัสเทอร์นั่งรถม้าไปยังพระราชวังโซดอลรักเพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์จอร์จที่สาม
ครั้งนี้เอิร์ลฮอลล์ไม่ได้อยู่ด้วย เหลือเพียงเขาและจอร์จที่สามตามลำพัง
ฮัสเทอร์พยายามวางตัวอย่างสำรวม แสดงความเคารพยำเกรงต่อกษัตริย์ ซึ่งท่าทีเช่นนี้ทำให้จอร์จที่สามพึงพอใจเป็นอย่างมาก
"สิ่งที่เจ้าทำในมณฑลเซาท์เวลส์ถูกรายงานมาถึงเบ็คแลนด์แล้ว เจ้าจัดการพวกโจรสลัดได้ดีมาก ไอ้พวกสารเลวโสมมที่น่ารังเกียจพวกนั้นควรถูกแขวนคอให้ตายท่ามกลางเสียงโหยหวน"
จอร์จที่สามเอ่ยวาจาโหดเหี้ยมด้วยสีหน้าอ่อนโยน พระองค์เดินเข้ามาตบไหล่ฮัสเทอร์เบาๆ "เจ้ามีท่วงท่าสง่างามเหมือนอดีตดยุกแห่งเซาท์เวลส์ หากมีเวลา เจ้าลองไปขอคำแนะนำจากเขาเรื่องการจัดการโจรสลัดดูบ้างสิ บางครั้งการฟังความเห็นของผู้หลักผู้ใหญ่ก็ช่วยให้เจ้าไม่ต้องเดินอ้อมโลกโดยไม่จำเป็น"
ฮัสเทอร์เข้าใจคำเตือนที่แฝงมาในประโยคนั้นได้ทันที
ก่อนกลับ จอร์จที่สามยังได้เชิญเขามาร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังคืนนี้อีกด้วย ซึ่งเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
หลังจากเสร็จธุระกับจอร์จที่สามและออกมาหน้าพระราชวังโซดอลรัก ฮัสเทอร์ไม่ได้รีบขึ้นรถม้าทันที แต่กลับยืนนิ่งเงียบ สัมผัสถึง 'โซ่ตรวนแห่งกฎระเบียบ' อันหนาวเหน็บที่รายล้อมอยู่รอบตัว
โซ่ตรวนแห่งกฎระเบียบสีดำทมิฬที่มองไม่เห็น ทั้งเย็นชาและไร้ปรานี แต่กลับเหนียวแน่นแข็งแกร่ง มันช่วยพยุงราชอาณาจักรโลเอ็นเอาไว้
และตัวเขา รวมถึงขุนนางโลเอ็นและสามัญชนคนธรรมดาทุกคน ต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโซ่ตรวนนี้
ความแตกต่างอยู่ที่เหล่าขุนนางสามารถยืนอยู่ในเงามืดของโซ่ตรวนแห่งกฎระเบียบ ด้านหนึ่งหลบเลี่ยงข้อจำกัดของกฎ อีกด้านหนึ่งก็ใช้กฎระเบียบที่มีอยู่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเอง ในขณะที่ประชาชนคนธรรมดาทุกคนถูกกำหนดให้เป็นชนชั้นล่างสุดที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ดั่งใจ
ยิ่งกฎหมายเข้มงวดและสถานการณ์มั่นคงมากเท่าไร ผู้ที่อยู่เบื้องล่างก็ยิ่งยากที่จะเงยหน้าอ้าปาก ทำได้เพียงแบกรับภาระหนักอึ้งและดิ้นรนก้าวเดินต่อไป
ฮัสเทอร์ยังไม่ดื่มโอสถในตอนนี้ เขาเลือกที่จะรอให้ถึงงานเลี้ยงในคืนนี้
เวลานั้น เหล่าขุนนางมากมายจะมารวมตัวกัน กลิ่นอายของกฎระเบียบและความโกลาหลจะยิ่งเข้มข้นรุนแรง
นั่นคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดื่มโอสถและเลื่อนลำดับ
เมื่อกลับถึงบ้าน เกรลินต์ก็นั่งรออยู่ที่โถงชั้นหนึ่งมาสักพักแล้ว
ทันทีที่เห็นฮัสเทอร์กลับมา เกรลินต์ก็รีบทักทาย "ฮัสเทอร์ ไม่เจอกันนานเลยนะ"
หลังจากทักทายตามมารยาท เกรลินต์ก็เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจเล็กๆ "ฮัสเทอร์ โอสถ 'นักฝึกสัตว์' ของฉันย่อยจนหมดแล้ว ฉันกำลังจะเลื่อนขึ้นสู่ลำดับ 7!"
ใช้เวลามากกว่าครึ่งปีในการย่อยโอสถนักฝึกสัตว์... เกรลินต์ ดูท่าตระกูลของนายจะไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกสัตว์จริงๆ
ฮัสเทอร์ยังคงยิ้มและกล่าวว่า "นั่นเป็นเรื่องดีมาก การเติบโตของนายเหนือความคาดหมายของฉันจริงๆ"
"จริงเหรอ?" เกรลินต์อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาพรั่งพรูเรื่องราวให้ฮัสเทอร์ฟังไม่หยุดว่าตลอดหกเดือนมานี้เขาได้กลายเป็นนักฝึกสัตว์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร
นอกจากฝึกสัตว์เลี้ยงที่บ้านแล้ว เขายังควักกระเป๋าตัวเองตั้งคณะละครสัตว์ และรับบทเป็นนักฝึกสัตว์แสดงด้วยตัวเอง เขาขึ้นแสดงหลายรอบและได้รับดอกไม้รวมถึงเสียงปรบมือมากมาย
ฮัสเทอร์เพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ นานๆ ครั้งจะเล่าถึงชีวิตประจำวันในมณฑลเซาท์เวลส์บ้างเล็กน้อย
สุดท้าย เกรลินต์ก็หัวเราะแห้งๆ ออกมา "ฮัสเทอร์ นายรู้ไหมว่าลำดับถัดไปของเส้นทางผู้วิเศษสายนี้คืออะไร?"
"นายเคยได้ยินเรื่อง 'แวมไพร์' ไหม?"
"แวมไพร์? นายหมายถึงพวกสิ่งมีชีวิตโสมมในนิยายที่ชอบซ่อนตัวในปราสาทเก่าๆ แล้วคอยดูดเลือดสาวบริสุทธิ์น่ะเหรอ?"
แรงต่อต้านนี้ดูจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ฮัสเทอร์อดนึกถึงแวมไพร์ตนนั้นที่ชื่นชอบหุ่นเชิดไม่ได้ หากหมอนั่นอยู่ที่นี่ คงได้ตะโกนเถียงคอเป็นเอ็นแน่ๆ ว่า "พวกเราคือเผ่าพันธุ์โลหิตผู้สูงส่ง ไม่ใช่แวมไพร์โสมมพรรค์นั้น!"
เมื่อเห็นฮัสเทอร์เงียบไป สีหน้าของเกรลินต์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ฮัสเทอร์ นายคงไม่ได้จะบอกฉันใช่ไหมว่า ลำดับ 7 ของเส้นทางนี้คือ แวมไพร์?"
ฮัสเทอร์พยักหน้า สีหน้าของเกรลินต์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายตลบ สุดท้ายเขาก็กัดฟันพูดว่า "ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันยังไม่รีบเลื่อนลำดับ เอาไว้ฉันทำใจเรื่องการดูดเลือดได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน"
ฮัสเทอร์ไม่ได้บีบบังคับ การที่เกรลินต์มาได้ไกลขนาดนี้ก็ถือว่าพอแล้ว เส้นทางผู้วิเศษหลังจากนี้ไม่เหมาะกับเขาเลยจริงๆ
สู้กลับไปเป็นไวเคานต์เสวยสุขกับชีวิตยังจะดีเสียกว่า
หลังจากเกรลินต์กลับไป เอิร์ลริชาร์ดที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ก็แวะมาเยี่ยมเยียน
ฮัสเทอร์จำเอิร์ลริชาร์ดผู้มีสติไม่ค่อยสมประกอบคนนี้ได้แม่น
เดิมทีเขาคิดว่าครั้งนี้อีกฝ่ายคงจะมาถามหาตัวตนของเทพเจ้าในหัวอีกครั้ง แต่ทว่าเอิร์ลริชาร์ดกลับวางตัวปกติมาก ดูเหมือนการเข้าสังคมทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เขาก็ขอตัวกลับ ความเปลี่ยนแปลงนี้กลับทำให้ฮัสเทอร์อดกังวลใจไม่ได้
มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือเอิร์ลริชาร์ดสลัดหลุดจากอิทธิพลนั้นและกลับมาเป็นปกติโดยสมบูรณ์
สองคือ เอิร์ลริชาร์ดได้ยอมรับปรากฏการณ์ผิดปกติในหัวของเขาไปอย่างหมดใจแล้ว
แต่ฮัสเทอร์ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อีกไม่กี่วันเขาก็จะออกจากเบ็คแลนด์แล้ว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ ศาสนจักรเทพธิดารัตติกาลย่อมเข้ามาจัดการเอง
ช่วงบ่ายสาม ฮัสเทอร์ไปที่มหาวิทยาลัยเบ็คแลนด์ พบปะพูดคุยกับศาสตราจารย์เวย์นและอาจารย์ฟอลเลนจนเกือบหกโมงเย็นจึงกลับ
เวลา 19:10 น. เขาขึ้นรถม้าเตรียมตัวเดินทางไปงานเลี้ยงที่พระราชวัง
ค่ำคืนนี้ ดวงจันทร์สีเลือดส่องสว่างเต็มดวง กลมโตราวกับจานขนาดมหึมา สาดแสงลงมาขับเน้นแสงไฟอันระยิบระยับของงานเลี้ยงให้ดูมีชีวิตชีวา
ทว่าดวงจันทร์สีเลือดดวงเดียวกัน เมื่อมองผ่านสายตาของคนต่างกลุ่ม มันอาจกลายเป็นจันทร์เพ็ญแห่งความตาย
ในห้องพักชั้นสองของโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตเหนือ เสียงทุบตีกระแทกกระทั้นที่ถูกกดข่มไว้ดังเล็ดลอดออกมา
"ฟอร์ส! เธอเป็นอะไรไป!?"
ซิโอมองฟอร์สด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น ดวงตาของฟอร์สแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง นิ้วมือของเธอเดี๋ยวก็ขูดขีดบานประตูไม้ไม่หยุด เดี๋ยวก็กำหมัดทุบมันอย่างบ้าคลั่ง
ข้าวของในห้องเละเทะกระจัดกระจาย หากซิโอไม่ตัดสินใจปิดประตูขังไว้ ฟอร์สคงคลุ้มคลั่งวิ่งเตลิดออกไปข้างนอกแล้ว
"ซิโอ! ออกไป! มันคือเสียงกระซิบแห่งจันทร์เต็มดวง! มันคือคำสาป!" ฟอร์สกัดฟันเค้นคำพูดออกมา เลือดไหลซึมที่มุมปากเปรอะเปื้อนชุดนอนสีฟ้าอ่อน
"อ๊ากกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้ง ฟอร์สนั่งยองๆ ลงกับพื้น กระชากผมตัวเองอย่างแรงจนเส้นผมหลุดติดมือออกมาพร้อมเลือด
ภาพเบื้องหน้าทำให้ซิโอหนังตากระตุกอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้แบบนี้ ต่อให้ฟอร์สรอดพ้นจากคำสาปในคืนนี้ไปได้ พรุ่งนี้เธอคงหัวล้านแน่นอน
เธอรู้มาตลอดว่าฟอร์สจะต้องทนทุกข์ทรมานจากคำสาปเสียงกระซิบยามจันทร์เต็มดวง แต่ตั้งแต่ฟอร์สเริ่มศรัทธาใน 'ดวงดาว' อาการเหล่านี้ก็ไม่เคยกำเริบอีกเลย
แต่คืนนี้ คำสาปของฟอร์สกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
และอาการรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ซิโอไม่กล้ารอช้า เธอรีบคุกเข่าลงกับพื้นและสวดอ้อนวอนต่อ 'ดวงดาว' อย่างศรัทธา หวังว่าความเมตตาจากดวงดาวจะช่วยชีวิตฟอร์สได้อีกครั้ง
ผ่านไปประมาณห้านาที ท้องฟ้าจำลองอันคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในห้องเล็กๆ นี้
แสงดาวส่องสว่างเจิดจ้า ฟอร์สที่พยายามกดข่มความบ้าคลั่งมาตลอด ในที่สุดก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
"ฟอร์ส? ฟอร์ส เธอโอเคไหม?"
ซิโอก้าวเข้าไปสองก้าว ต้องการตรวจสอบอาการของเพื่อนรัก
แต่ขณะที่เธอกำลังจะเข้าถึงตัว จู่ๆ ฟอร์สก็ลุกพรวดขึ้น เงยหน้าเผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนเลือด
ทว่า เธอกลับเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
"ท่านดวงดาว การพบกันเช่นนี้... เหนือความคาดหมายหรือไม่?"
ลึกลงไปในห้วงดาราอันเลือนราง เหนือโถงแห่งดวงดาว ฮัสเทอร์ก้มมองฟอร์สด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ประตูมิติที่บิดเบี้ยวและซ้อนทับกันกำลังเกาะติดแน่นอยู่กับร่างของฟอร์ส
ฟอร์ส... แปดเปื้อนเสียแล้ว