- หน้าแรก
- ปริศนา การกลับมาของราชันแห่งดวงดาว
- บทที่ 15 สหาย เกเร็ค นีแกน
บทที่ 15 สหาย เกเร็ค นีแกน
บทที่ 15 สหาย เกเร็ค นีแกน
บทที่ 15 สหาย เกเร็ค นีแกน
สถานีตำรวจเขตตะวันตก รีดก้าวเข้ามาด้านในด้วยฝีเท้าเบาสบาย คาบบุหรี่ไว้ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงพัก เขาพลันได้ยินเสียงโหยหวนของคนร้ายทั้งสามจากเมื่อคืน สลับกับเสียงหวดของแส้
ข้อหาสมคบคิดบุกรุกเคหสถานขุนนางยามวิกาลพร้อมอาวุธอันตราย ไม่เพียงแค่ประสงค์ต่อทรัพย์ แต่ยังวางแผนลอบสังหารบารอน ข้อหาหนักหนาเช่นนี้เพียงพอที่จะส่งพวกเขาขึ้นตะแลงแกงได้
การเฆี่ยนตีเป็นเพียงการสั่งสอนเบื้องต้นให้พวกเขาจำใส่สมองว่า ในอาณาจักรโลเอน ขุนนางไม่ใช่กลุ่มคนที่ใครจะมาล่วงเกินได้ง่ายๆ
"คืนนี้คุณคงเหนื่อยแย่ ทำผลงานได้เยี่ยมมาก"
สารวัตรจอห์นเดินเข้ามาตบไหล่รีดพร้อมรอยยิ้ม คืนนี้เขาเองก็ต้องอยู่โยงที่โรงพักเพราะเรื่องนี้เช่นกัน
บารอนหนึ่งท่านบวกกับไวส์เคานต์ผู้สูงศักดิ์อีกหนึ่งท่าน หมายความว่าแม้แต่คดีเล็กน้อยที่สุดก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นคดีใหญ่ถึงขั้นพยายามลอบสังหารบารอนด้วยแล้ว ยิ่งต้องรอบคอบ
รีดยิ้มตอบ "คืนนี้โชคเข้าข้างผมน่ะครับ"
"ขอพระแม่เจ้าทรงคุ้มครอง ขอให้โชคดีอยู่กับคุณเสมอ"
รีดวาดสัญลักษณ์ 'จันทร์สีเลือด' ที่หน้าอกและกล่าวว่า "พระแม่ผู้เมตตาย่อมคุ้มครองสาวกผู้ภักดีทุกคนครับ"
หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ รีดก็เดินไปยังห้องสอบสวนที่คุมตัวคนร้ายทั้งสามไว้ เขายังต้องจัดการปิดงานและสรุปสำนวนคดีของค่ำคืนนี้ให้เรียบร้อย
คนร้ายคนแรกที่กระโดดลงมาจากตึกกำลังนั่งคดตัวอยู่ที่มุมห้อง กอดเข่าแน่นและพร่ำเพ้อด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "วิญญาณร้าย! มันคือวิญญาณร้าย! เมื่อกี้วิญญาณร้ายเล่นงานฉัน!"
"วิญญาณร้ายอะไร?"
รีดเริ่มสนใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาจุดบุหรี่อีกมวน นั่งไขว่ห้างพาดขาบนโต๊ะแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
"วิญญาณร้ายก็คือวิญญาณร้ายสิ! ต้องเป็นปีศาจแน่ๆ ที่หักขาฉัน! ไม่อย่างนั้นฉันหนีรอดไปได้แน่นอน!"
"หึ นั่นคงเป็นบทลงโทษจากพระแม่เจ้าสำหรับคนอย่างพวกแกมากกว่า" รีดแค่นหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ
ชายคนนั้นไม่พูดอะไรอีก ดูเหมือนเขายังคงหวาดกลัวว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนในคืนนี้จะเป็นการลงทัณฑ์จาก 'เทพธิดารัตติกาล' จริงๆ
"ฉันเองก็สัมผัสได้ถึงพลังของวิญญาณร้ายนั่นเหมือนกัน!" ชายขาหักอีกคนที่กระโดดตามลงมากล่าวเสริมด้วยความตื่นตระหนก
รีดยกเท้าขวาขึ้นเคาะโต๊ะ พ่นควันเป็นวงกลมแล้วกล่าว "ต่อให้มีวิญญาณร้ายจริง ด้วยความผิดที่พวกแกก่อในคืนนี้ พวกแกก็แค่ลงนรกไปอยู่เป็นเพื่อนมันเท่านั้นแหละ"
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้างๆ โบกแส้ในมือแล้วขู่ "ให้ความร่วมมือดีๆ จะได้เจ็บตัวน้อยลง พวกเราเองก็จะได้เลิกงานกลับบ้านไปพักผ่อนเร็วขึ้นด้วย"
ในที่สุด คนร้ายทั้งสามก็ยอมสารภาพความผิดที่ก่อ และซัดทอดว่าได้รับการว่าจ้างจาก 'แอนดรูว์' พร้อมทั้งระบุว่าที่ซ่อนปัจจุบันของแอนดรูว์อยู่ที่บาร์แห่งหนึ่งในเขตสะพานแบ็คคลุนด์
"ดีมาก ตอนนี้พวกแกจะมีค่ำคืนที่แสนวิเศษแล้ว ถึงจะเหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวก็เช้าแล้วก็ตาม"
เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวนแส้กลับเข้าที่ ปลายแส้สีดำนั้นยังมีเศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ติดอยู่พร้อมหยดเลือดที่ไหลซึม
"ขอดูสำนวนที่สรุปแล้วหน่อย"
รีดสั่งให้ลูกน้องรวบรวมสำนวนคดี จากนั้นรับมาอ่านทวนสองรอบ เมื่อไม่พบจุดตกหล่นจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่นำไปเก็บเข้าแฟ้ม
"ได้เวลากาแฟสักแก้วเพิ่มความสดชื่น"
รีดดับบุหรี่ ยกขาลงจากโต๊ะ ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องสอบสวน เขาตรงไปที่ห้องทำงานของสารวัตรจอห์นเพื่อรินกาแฟจากทวีปใต้ให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งสบายๆ บนโซฟา รอให้เจ้าหน้าที่ผลัดเช้ามาเปลี่ยนเวร
เมื่อถึงเวลาแปดนาฬิกา รีดลืมตาที่ง่วงงุน บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า แล้วเดินออกจากสถานีตำรวจ
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาบังเอิญเดินผ่านบ้านของบารอนแคมป์เบลล์อีกครั้ง เมื่อถึงจุดที่เขาจับกุมคนร้ายที่กำลังหนีเมื่อคืน เขาก็ชะงักฝีเท้า
บริเวณนี้เป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ แล้วทำไมขาของหมอนั่นถึงหักกะทันหันเมื่อคืนนี้?
เขาจำได้ลางๆ ว่ากระดูกขาของคนคนนั้นแตกละเอียด หักสะบั้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้แรงกระแทกจากของแข็งที่มีน้ำหนักมากเท่านั้นถึงจะสร้างความเสียหายระดับนั้นได้!
วิญญาณร้ายเร่ร่อนงั้นหรือ?
ความหนาวเหน็บแล่นผ่านสันหลังของรีด เขาอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองไปรอบๆ แสงแดดเจิดจ้า ทุกอย่างดูปกติดี เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าอกสี่จุด วาดเป็นรูปจันทร์สีเลือด
"สรรเสริญพระแม่เจ้า"
...
"ทำไมเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถึงไม่ส่งคนไปบอกฉัน?"
"นายไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนแล้วหรือไง?"
"หรือนายคิดว่าฉันจะตีตัวออกห่างนายที่เป็นเพื่อนรัก เพียงเพราะตระกูลแคมป์เบลล์ตกอับลง?"
ในห้องรับแขก บนโซฟา ฮัสเทอร์มองชายหนุ่มผมดำนัยน์ตาสีฟ้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
เกเร็ค นีแกน เพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเดิม ทั้งคู่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก และรักใคร่กลมเกลียวปานพี่น้องสมัยเรียนโรงเรียนรัฐบาล จนกระทั่งเจ้าของร่างเดิมย้ายออกจากย่านควีนส์โบโรมายังเขตตะวันตก การติดต่อระหว่างกันจึงค่อยๆ ลดน้อยลง
ก่อนหน้านี้ตอนที่ขัดสนเรื่องเงิน ฮัสเทอร์ก็นึกถึงเพื่อนคนนี้ แต่เขาไม่เคยคิดจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ กลับเลือกไปหาเกรลินต์ที่มีความสัมพันธ์แบบผิวเผินกว่าแทน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่อยากรบกวนเพื่อนรัก และอีกส่วนหนึ่งคือฮัสเทอร์ยังไม่พร้อมใจที่จะปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทคนนี้มากนัก
เพราะยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ การใช้เวลาด้วยกันนานๆ ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะเผยพิรุธให้เห็นความผิดปกติในตัวเขาได้ง่ายขึ้น
"ตอนนี้ฉันโกรธมากนะ ฮัสเทอร์ นายควรอธิบายมาสักหน่อยไหม?"
"หรือนายเห็นว่าเกเร็ค นีแกนคนนี้ไม่มีค่าพอจะเป็นเพื่อนในสายตานาย?"
"หรือคิดว่าเจ้านั่น... เกรลินต์ เหมาะสมจะเป็นเพื่อนมากกว่าฉัน?"
ยิ่งพูดยิ่งใส่อารมณ์ หากไม่มีคนมาบอก เกเร็คคงไม่รู้เลยว่ามีคนร้ายพยายามลอบสังหารเพื่อนรักของเขาเมื่อคืนนี้!
"ดื่มชาก่อนเถอะ ใจเย็นๆ"
ฮัสเทอร์ยื่นถ้วยชาดำมาร์ควิสให้เขา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เกเร็ค ไม่มีใครเหมาะจะเป็นเพื่อนของฉันมากไปกว่านาย ฉันภูมิใจในมิตรภาพของเราเสมอมา"
"ฮึ!"
สีหน้าบึ้งตึงของเกเร็คคลายลง เขาจิบชาดำมาร์ควิสพลางรอฟังสิ่งที่ฮัสเทอร์จะพูดต่อ
"นายก็รู้ ฉันหวังเสมอว่าจะได้เป็นขุนนางที่เก่งกาจและจัดการเรื่องต่างๆ ได้ด้วยตัวเองเหมือนนาย ที่สามารถบริหารกิจการต่างๆ ของตระกูลได้ตั้งแต่อายุยังน้อย"
"เหตุผลที่ฉันขอความช่วยเหลือจากเกรลินต์ชั่วคราว ก็เพียงเพราะไม่อยากให้มิตรภาพของเราต้องถูกกัดเซาะด้วยเรื่องเงินทอง นายคงไม่อยากให้ฉันสูญเสียความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลืออยู่ไปเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม?"
"เกเร็ค มิตรภาพของเราไม่เปลี่ยนไปเพราะเรื่องแค่นี้หรอก นายจะโกรธเกลียดเพื่อนคนนี้ เพียงเพราะฉันไม่ยอมไปขอความช่วยเหลือนายงั้นหรือ?"
เพียงแค่สามประโยค ความโกรธส่วนใหญ่ของเกเร็คก็มลายหายไป โดยเฉพาะคำถามย้อนกลับประโยคสุดท้ายที่แทบจะทำให้เขาต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า หรือเป็นเขาเองที่หนักแน่นในมิตรภาพไม่พอ
มิตรภาพระหว่างพวกเขาสองคน ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้มาพิสูจน์อีกแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เกเร็คก็กล่าวด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "ฮัสเทอร์ ฉันคงไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของนาย"
ฮัสเทอร์โบกมืออย่างใจกว้าง "ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเราก็เป็นเพื่อนรักกัน"
"ใช่แล้ว เราเป็นเพื่อนรักกัน!"
เกเร็คยิ้มออกมา และฮัสเทอร์ก็ยิ้มตอบเขาเช่นกัน
แม้การมาเยือนของเกเร็คจะทำให้เขาตั้งตัวไม่ค่อยทัน แต่โชคดีที่ทักษะของทนายความช่วยให้เขาโน้มน้าวใจคนได้อย่างยอดเยี่ยม
หลังจากปัดเรื่องนี้ตกไป เกเร็คก็สอบถามความเป็นอยู่ช่วงนี้ของฮัสเทอร์ เขาได้แต่เลือกเรื่องดีๆ มาเล่าให้ฟัง
เช่น เขาตั้งใจศึกษากฎหมายจนได้รับคำชมจากศาสตราจารย์เวย์น และเขากำลังไปศาลเพื่อเรียนรู้ว่าความยุติธรรมของกฎหมายแสดงออกมาอย่างไร...
เกเร็คฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว "การศึกษากฎหมายเพื่อเข้าใจสภาพบ้านเมืองย่อมเป็นเรื่องดี แต่นายคงไม่ได้อยากเป็นทนายความจริงๆ หรอกใช่ไหม?"
"ฉันมีความคิดนั้นอยู่" ฮัสเทอร์ไม่ปิดบัง
"ฮัสเทอร์ แบบนี้ไม่ดีนะ นายเป็นขุนนาง และในอนาคตนายจะไม่หยุดอยู่แค่สถานะบารอนแน่ นายควรมีอนาคตที่กว้างไกลกว่านั้น"
"เกเร็ค ฉันมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูลแคมป์เบลล์มากกว่าที่นายคิด การเป็นทนายความไม่ได้หมายความว่าฉันจะทิ้งศักดิ์ศรีขุนนาง มันก็แค่... งานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ของฉันเท่านั้น"
สีหน้าของเกเร็คผ่อนคลายลงอีกครั้ง เขาถามหยั่งเชิงว่า "นายต้องการให้ฉันเตรียมสำนักงานกฎหมายให้สักแห่งในย่านควีนส์โบโรไหม?"
เดิมทีเขาตั้งใจจะยกสำนักงานกฎหมายให้ฟรีๆ สักแห่ง แต่กลัวฮัสเทอร์จะมองว่าเป็นการดูถูกมิตรภาพ จึงเปลี่ยนคำพูดให้ดูซอฟต์ลง
ฮัสเทอร์ส่ายหน้า "ควีนส์โบโรไม่ใช่ทำเลที่เหมาะจะเปิดสำนักงานกฎหมาย ฉันชอบเขตฮิลส์ตันมากกว่า การค้าที่นั่นรุ่งเรืองที่สุด และเป็นที่ที่ผู้คนต้องการทนายความมากกว่าด้วย"
"ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องนี้ให้ อย่าเกรงใจฉันอีกเลยนะ"
เกเร็คตัดสินใจรวบรัดทันที ไม่เปิดโอกาสให้ฮัสเทอร์ปฏิเสธ
เขาคิดไว้แล้วว่า เมื่อฮัสเทอร์เปิดสำนักงานกฎหมายในเขตฮิลส์ตัน เขาจะช่วยหาหนทางป้อนสัญญาการค้าจำนวนมากไปให้
ด้วยการลงทุนมหาศาลของตระกูลเขาในเขตฮิลส์ตัน ฮัสเทอร์อาจจะต้องจ้างเนติบัณฑิตเพิ่มอีกหลายคนเพื่อมาช่วยจัดการคดีกองโตเหล่านั้น
"ตกลง"
ฮัสเทอร์ถอนหายใจ ไม่ปฏิเสธความหวังดีของเกเร็คอีกต่อไป
ความจริงแล้ว เขาอยากลองกอบกู้ความรุ่งเรืองของตระกูลแคมป์เบลล์ด้วยความพยายามของตัวเองมากกว่าจะพึ่งพาช่องทางลัดจากเพื่อน
แต่ช่วยไม่ได้ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่ขุนนางถือเป็นเรื่องปกติจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนรักของเขามาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพลอย่างแท้จริง
เกเร็ค นีแกน พ่อของเขาคือดยุกนีแกน ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม ขุนนางเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดรองจากกษัตริย์ และเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
คำพูดเพียงคำเดียวจากเขาสามารถช่วยย่นระยะเวลาการต่อสู้ดิ้นรนของคนคนหนึ่งไปได้สิบปี หรืออาจจะทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ
เฮ้อ... ความรู้สึกของการมีคนคอยดูแลประคบประหงมแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้คนเราอยากจะขี้เกียจขึ้นมาจริงๆ
"ฮัสเทอร์ มีอีกเรื่องที่ฉันต้องเตือนนาย เลดี้เยอร์มานีน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่นายยังหนุ่มและยังโสด ต้องระวังตัวไว้หน่อยนะ"
"??!"
เครื่องหมายคำถามสามตัวผุดขึ้นกลางหน้าผากของฮัสเทอร์
ไม่นะ เขาเพิ่งคุยกับเลดี้เยอร์มานีไปแค่ครั้งเดียวเอง!
ช่วงที่ผ่านมา ตอนบ่ายที่เขาไปศาลเพื่อฟังการพิจารณาคดี เขาก็พยายามเลี่ยงเธอสุดชีวิต และคำตอบเดียวที่เขาเคยให้ไปก็แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว
แต่ตอนนี้ ฟังจากน้ำเสียงของเกเร็ค ราวกับว่าเขาได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งไม่ชอบมาพากลกับเลดี้เยอร์มานีไปแล้วอย่างนั้นแหละ?
อยู่ดีๆ ก็มาสาดโคลนใส่ชื่อเสียงกันดื้อๆ แบบนี้ได้ไง?