- หน้าแรก
- บันทึกอนุมานยามฝนคลุ้ง
- บทที่ 49 คนมีเส้นสาย
บทที่ 49 คนมีเส้นสาย
บทที่ 49 คนมีเส้นสาย
โถงกว้างชั้นหนึ่งโอ่อ่ากว้างขวาง ภายในมีโคมไฟระย้าสามดวง
บนผนังสีเทาดำสองฝั่งซ้ายขวาของโถง แขวนภาพวาดเรียงเป็นสามแถวอยู่ฝั่งละชุด
ด้านขวาของทางเดินเส้นนี้ก็มีโคมคริสตัลสามดวงเช่นกัน…
เจียงเฉิงชี้ไปยังผนังที่เยียนหมิงพิงอยู่ เอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “ผนังด้านหลังคุณเยียนมีภาพสามภาพ ผนังด้านหลังผมก็มีภาพสามภาพ ห้องสองฝั่งทางเดินมีฝั่งละสามห้อง แน่นอน จำนวนห้องอาจเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะปราสาทโบราณหลังนี้สร้างมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน แต่สิ่งอื่นๆ น่าจะไม่ใช่ความบังเอิญ”
“คุณเจียงหมายถึง… อาการย้ำคิดย้ำทำเรื่องตัวเลข?” เยียนหมิงไม่ใช่คนทึบ เขาเดาได้ในทันที
“ผมคิดว่าน่าจะใช่” เจียงเฉิงพยักหน้า
“จิตรกรหลัวตีซือน่าจะมีอาการย้ำคิดย้ำทำกับเลข ‘3’ ที่จริงในชีวิตประจำวันผมก็เจอคนแบบนี้บ่อย”
บางคนเวลาเคาะประตูชอบเคาะสามครั้ง บางคนชอบโยกสวิตช์ติดๆ ดับๆ ให้ครบสามที บางคนกะพริบตาจะตั้งใจให้ครบสามครั้ง และบางคนจำเป็นต้องเห็นว่าบนโต๊ะของตัวเองมีปากกาสามด้าม…
อาการย้ำคิดย้ำทำเรื่องตัวเลขพบได้บ่อยมาก
“ลองคิดในมุมของจิตรกร หากเขาจะฝังขุมทรัพย์จริงๆ ความเป็นไปได้ที่ขุมทรัพย์นี้จะเกี่ยวพันกับเลข ‘3’ ก็ค่อนข้างสูง” เจียงเฉิงกล่าวอย่างสงบ เล่าความคาดเดาของตนออกมา
โดยปกติแล้ว เขาไม่ค่อยพูดความคาดเดาเช่นนี้ให้คนอื่นฟัง เขามักจะรอจนกล่าวผลลัพธ์ในท้ายที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาอธิบายให้ทุกคนฟัง
แต่ครั้งนี้เขาต้องพาเยียนหมิงไปด้วย ให้เยียนหมิงได้สัมผัส ‘ความรู้สึกของการคิดจากรายละเอียด’
“ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณเจียง” เยียนหมิงกล่าวคำขอบคุณด้วยความจริงใจ
มาถึงตรงนี้ เส้นทางสองสาย… เรื่องความจริงที่ถูกซ่อนเร้น และเรื่องขุมทรัพย์ปลายทาง ก็ค่อยๆ ถูกปูทางขึ้นแล้ว ต่อจากนี้เพียงต้องการรายละเอียดเพิ่มขึ้น เพื่อค้ำจุนหรือโค่นล้มมัน
“อีกอย่าง คุณเยียนยังต้องระวังประเด็นหนึ่ง คนที่ทำให้เกิดศพหน้าประตู น่าจะอยู่ในบรรดาพวกเราแปดคนนี้” เจียงเฉิงเตือน
เยียนหมิงชะงัก แล้วหันกลับไปมองโถง
ศพตรงประตูนั่นคอเอียงผิดรูป นอนขวางประตูอย่างสงบเสียจนน่าขนลุก
“คุณเจียงทำไมถึงคิดแบบนั้น?”
“รอยแผลที่ศีรษะเป็นรูปพัด และตำแหน่งค่อนข้างต่ำ ผมเดาว่าคนร้ายน่าจะไม่สูง ช่วงความสูงควรอยู่ราว 160-170 ส่วนอาวุธ… น่าจะเป็นไหกระเบื้องสักใบ หรือไม่ก็แท่งโลหะทรงกระบอกอะไรสักอย่าง”
“คนร้ายไม่สูง?” เยียนหมิงเหลือบมองคนอีกหกในห้องอย่างลับๆ
“คุณเจียง แต่ความสูงของหกคนนั้นเหมือนจะอยู่ในช่วงนี้ทั้งหมด”
“ที่จริงคุณเยียนก็ไม่ได้สูงกว่า 170 เท่าไร” เจียงเฉิงจ้องเขาด้วยสีหน้าเรียบสงบ
“ผม?”
เยียนหมิงรีบโบกมือ
เขาเหลือบมองระยะห่างระหว่างตนกับเจียงเฉิงอย่างเผลอตัว กลืนน้ำลาย แล้วก็อยากถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
แต่เขาพิงกำแพงอยู่แล้ว ถอยไปไหนไม่ได้
“คุณเจียง ผมไม่มีทางฆ่าคน ผมจนถึงตอนนี้ยังไม่เคย…”
“ผมรู้ คุณเยียนตัดออกได้ เพราะคุณไม่มีเวลา”
“ไม่มีเวลา?” เยียนหมิงงง
“ช่วงเวลาตายของเขาใกล้กับเวลาที่พวกเรามาถึงมาก หากเป็นคุณเยียนฆ่าเขา ฆ่าเสร็จแล้วยังต้องหนีออกจากปราสาททางหน้าต่าง แล้วยังต้องเรียกรถแท็กซี่ได้ในย่านชานเมืองที่กันดารแบบนี้ แล้วยังต้องมาถึงตามหลังผมติดๆ…” เจียงเฉิงทำท่าเหมือนคำนวณในอากาศ
“ถ้าดูจากเวลาแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้ แน่นอน… มีความเป็นไปได้น้อยมากที่คนขับแท็กซี่จะเป็นพวกเดียวกับคุณ”
“ที่แท้ก็อย่างนี้…”
เยียนหมิงถอนหายใจโล่งอก
แต่คำถามตั้งต้นยังไม่ถูกแก้ เขายังสงสัยอยู่ “คุณเจียงกำลังสงสัยหกคนนั้น?”
“อืม ไม่มีหลักฐานจริงจัง ผมแค่นึกถึงคดีคฤหาสน์กลางพายุหิมะที่แม่ผมเคยเขียนไว้เรื่องหนึ่ง”
“คุณเจียง ถ้ามองจากเวลา หลี่ฮุยกับหลี่มู่สองพี่น้องก็ดูจะไม่ทันเหมือนกัน”
“ก็จริง” เจียงเฉิงพยักหน้า “ยังขาดสิ่งสำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง”
“อาวุธ?” เยียนหมิงถาม
“ใช่ ผมคิดว่าอาวุธน่าจะยังอยู่ในปราสาท เปื้อนเลือดของเหยื่อ… แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการหาขุมทรัพย์”
ปราสาทโบราณหลังนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากที่รอให้ค้นพบ
เรื่องขุมทรัพย์อาจไม่เกี่ยวกับเลข ‘3’ ก็ได้ อาจเป็นอย่างอื่น
ไม่นานนัก ในห้องก็มีเสียงดังออกมา
“น้องเจียง เข้ามาดูหน่อยได้ไหม พวกเราแยกไม่ออกว่าภาพพวกนี้เป็นของจริงหรือของปลอม”
“ได้ครับ”
ตอนนี้เป็นเวลา หนึ่งทุ่มแล้ว
ห้องแรกทางด้านขวาถูกพลิกค้นเสียจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม แต่ไม่พบอะไรอย่างห้องลับ ช่องซ่อน หรือชั้นใต้ดิน
“มีแค่ภาพ” หลี่ฮุยกล่าวอย่างหมดอาลัย
ภาพพิมพ์ สีน้ำ ภาพเขียนเคลือบ ภาพสีน้ำมัน และอื่นๆ อีกมาก ขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ล้วนใส่กรอบไว้ แล้วถูกโยนกระจัดกระจายไปทั้งห้อง
กลิ่นในห้องชวนประหลาด กลิ่นหลายอย่างปนกัน ไม่ถึงกับเหม็น
ตอนทุกคนค้นหา พวกเขาดึงม่านสีเทาดำของหน้าต่างบานเล็กลง ทำให้ห้องที่มืดอยู่แล้วกลับกดทับหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
คนทั้งเจ็ดยืนอยู่ในห้องแคบๆ จนดูแน่นอึดอัด
เจียงเฉิงใช้เวลาสิบนาทีเศษๆ มองภาพทั้งหมดอย่างคร่าวๆ
เขากล่าวอย่างจริงจัง “ไม่มีภาพราคาแพง หลายภาพมีสไตล์คล้ายงานที่หลัวตีซือเคยจัดแสดง ผมเดาว่าภาพพวกนี้น่าจะเป็นภาพที่หลัวตีซือวาดเล่นตอนฝึกฝีมือ”
หลิ่วเหมยงง “หลัวตีซือไม่ใช่จิตรกรสีน้ำมันหรือ?”
“ไม่มีใครบอกว่าจิตรกรสีน้ำมันจะวาดได้แต่สีน้ำมัน”
“อ้อ”
ห้องแรกจึงหมดคุณค่าต่อการค้นหาไปแบบนี้เอง
การเก็บกวาดทั้งห้อง ใช้เวลาทุกคนหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ปราสาทหลังนี้ใหญ่เกินไป ใหญ่กว่าที่พักภารกิจรอบสองครั้งก่อนมาก งานต่อจากนี้ไม่ง่ายแน่
“ไปห้องที่สองกันเถอะ ตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่” หลี่ฮุยเรียกทุกคน
“ถ้าใครไม่ไหว อยากนอนก็ส่งเสียงบอก พวกเราผลัดกันพักได้”
“ความคิดนี้ดี”
ทุกคนไม่คัดค้าน
ห้องที่สองอยู่ตรงข้ามกับห้องนี้พอดี
ยังเป็นหลี่ฮุยพ่อครัวร่างท้วมเดินนำหน้า เขาผลักบานประตูไม้เปิดออก
ข้างในมืดสนิท
เสี้ยววินาทีที่ประตูเปิด กลิ่นฉุนรุนแรงก็พุ่งกระแทกหน้า
ทุกคนพากันขมวดคิ้ว
“ฮัดชิ้ว!”
หลี่ฮุยที่ยืนอยู่หน้าประตูจามออกมาทันที
“กลิ่นอะไรเนี่ย ฉุนแสบจมูกจะตาย” หลิ่วเหมยบีบจมูก พูดอย่างอดไม่ได้
“ผมเข้าไปดูเอง”
หลี่ฮุยใจกล้า อาจเพราะทำครัวจึงชินกับกลิ่นคาวเลือด
แต่เขาเพิ่งจะก้าวเข้าไป ก็ได้ยินเจียงเฉิงด้านหลังพูดขึ้น “นี่คือฟอร์มาลดีไฮด์ สูดมากไม่ดี”
“น้องเจียง บ้านนี้ก็ไม่ได้เพิ่งซ่อมเพิ่งแต่ง ทำไมถึงมีฟอร์มาลดีไฮด์ได้ล่ะ” หลี่ฮุยไม่เข้าใจ
“เมื่อก่อนหลังครัวเราปรับปรุงกันที…”
“ถึงเป็นห้องที่เพิ่งแต่งใหม่ก็ไม่ฉุนขนาดนี้” เจียงเฉิงขมวดคิ้วอธิบาย
“ในห้องนี้น่าจะมีสารละลายฟอร์มาลินจำนวนมาก แล้วไม่รู้เพราะอะไร ภาชนะถึงไม่ได้ปิดผนึก ผมเดาว่านี่เป็นห้องสำหรับเก็บชิ้นตัวอย่างดองโดยเฉพาะ”
“ชิ้นตัวอย่าง?” หลี่ฮุยมองเข้าไปในความมืดลึกของห้อง
“ผมเคยได้ยินว่าพวกเนื้อสัตว์หลายอย่างก็ใช้สารละลายฟอร์มาลินจัดการ หลี่ฮุยเมื่อกี้กลับดมไม่ออก” เจียงเฉิงกล่าว
หลี่ฮุยรีบตอบ “เนื้อในร้านผมสดใหม่ทั้งหมด ไม่ใช้ของแบบนั้นหลอกคนแน่”
“ใช่ๆ” หลี่มู่ก็รีบพยักหน้า “น้องเจียง สองพี่น้องเราเรื่องความประพฤติคุณวางใจได้”
“ผมแค่พูดเฉยๆ” เจียงเฉิงยิ้มบางๆ
“งั้น… ห้องนี้ ตอนนี้เข้าไปได้ไหม?” หลี่ฮุยถามอย่างลังเล
“ได้ ช่วงสั้นๆ น่าจะไม่เป็นไร” เจียงเฉิงเองก็ให้เวลาที่แน่ชัดไม่ได้
“เมื่อก่อนผมเคยเรียนวิชาผ่าศพ ห้องเรียนก็กลิ่นแบบนี้ อยู่นานๆ จะรู้สึกมึนหน่อย ออกไปหายใจอากาศสดใหม่ก็หาย”
“เอ๊ะ คุณเจียงไม่ได้เรียนสายสารสนเทศหรือ?” เยียนหมิงสงสัย
“พ่อผมมีคนรู้จักอยู่ฝั่งคณะแพทย์ ถึงตอนนี้ท่านจะหายตัวไปแล้ว แต่ศาสตราจารย์หลายท่านที่นั่นยังรู้จักผม”
“อ้อ…”
คนมีเส้นสาย
(จบบท)