- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 40 - ทำกันเป็นแก๊ง?
บทที่ 40 - ทำกันเป็นแก๊ง?
บทที่ 40 - ทำกันเป็นแก๊ง?
บทที่ 40 - ทำกันเป็นแก๊ง?
หลี่จวินเห็นท่าทางเหมือนอ่านคัมภีร์สวรรค์ของผอ.อู๋ ก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดู
แผนกพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแห่งใหม่... พอเห็นประโยคนี้ สีหน้าเขาก็ดูวิจิตรพิสดารไม่แพ้ผอ.อู๋
เปลี่ยนที่เกิดเหตุเลยเหรอ?
ข่มความอยากแย่งแฟ้มมาดู หลี่จวินพูดเสียงเบา
"ท่านครับ แฟ้มนั้น ผมขอ..."
"ท่านครับ?"
"ท่านครับ!"
พอเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ผอ.อู๋ถึงได้สติ
"คุณว่าไงนะ?"
"แฟ้มคดี" หลี่จวินชี้ไปที่เอกสารบนโต๊ะ แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ขอผมดูด้วยคน"
ผอ.อู๋ไม่พูดอะไร แค่ดันแฟ้มไปข้างหน้า
หลี่จวินรีบคว้ามา พลิกกลับไปหน้าแรกทันที
สิบนาทีผ่านไป
ในห้องเงียบกริบจนน่ากลัว
ถึงขั้นได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสามคน
กล้ามเนื้อบนใบหน้าหลี่จวินแข็งเกร็งจนขยับไม่ได้
"นี่... นี่มันเป็นไปไม่ได้!" เหมือนจะรับความจริงตรงหน้าไม่ได้ ปากเขาพึมพำไม่หยุด
"ทำไมเป็นแบบนี้ คดีง่ายๆ ชัดๆ ทำไม... ทำไมกลายเป็น..."
เขาเองก็โตมาจากสายสืบสวน ทำคดีมานักต่อนัก แต่คดีซับซ้อนขนาดนี้เพิ่งเคยเจอครั้งแรก
ไม่ใช่ว่าคดีนี้เป็นภัยต่อสังคมร้ายแรงอะไร แต่ระดับความยากมันทะลุเพดานไปแล้ว
ถามใจตัวเอง ถ้าคดีนี้อยู่ในมือเขา มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะตกลงไปในหลุมพรางของผู้ต้องสงสัย
แม้แต่ตอนนี้ที่กระชากหน้ากากผู้ต้องสงสัยแล้ว เขายังอดหวาดเสียวไม่ได้
ถ้าทำผิดพลาดขึ้นมา เขาที่เป็นหัวหน้ากองต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเต็มๆ
ขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็น... ในทีมสืบสวนพิเศษมีคนเก่ง!
แถมยังเป็นคนที่เขาไม่คุ้น คนที่ทำงานมานานเขามั่นใจว่ารู้จักหมด ไม่ใช่แค่รู้ชื่อ แต่รู้นิสัยใจคอด้วย
รวมถึงตัวเขาเอง ก็ไม่มีความสามารถขนาดนี้
ใครกัน?!!
หลี่จวินอดมองไปทางหลวี่จงซินที่นั่งข้างๆ ไม่ได้
เขาต้องรู้คำตอบแน่!
ยังไม่ทันที่หลี่จวินจะอ้าปากถาม สายตาของผอ.อู๋ก็พุ่งไปที่หลวี่จงซินแล้ว
"เหล่าหลวี่ เราก็เคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง นับว่าเป็นคนกันเอง ผมพอรู้นิสัยคุณ คุณลองบอกหน่อยซิ คดีนี้สืบมาถึงขั้นนี้ได้ยังไง?"
นี่แหละความเป็นผู้นำ
มีทั้งระดับ มีทั้งความฉลาดทางอารมณ์
ถามสิ่งที่อยากรู้ แถมยังรักษาน้ำใจลูกน้อง
คำถามดูธรรมดา แต่แฝงความนัยลึกซึ้ง
ถ้าแปลไทยเป็นไทย ก็คือ...
"เหล่าหลวี่ คนกันเองอย่ามาตอแหล เอ็งมีน้ำยาแค่ไหนเอ็งน่าจะรู้ตัวดี บอกมาตรงๆ ใครเป็นคนสืบ"
พูดแบบนี้ก็ง่ายดีหรอก แต่มันฟังดูไม่รื่นหู
รู้ทันแต่ไม่พูดหักหน้า ถึงจะคบกันยืด~
หลวี่จงซินฟังออกอยู่แล้ว
เขาไม่เคยคิดจะเอาหน้าเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่เคยคิดเลยสักนิด
ในเมื่อผู้ใหญ่ถาม เขาก็ตอบอย่างเปิดเผย
"คนหลักที่ทำคดีคืออวี๋ต้าจาง เด็กใหม่ที่เพิ่งมาแผนกเราปีนี้ คนที่เสนอว่าคนร้ายซ่อนตัวในโรงแรมจิ้งหรีดคนแรกก็คือเขา"
"เบาะแสที่ระบุในแฟ้มคดี ก็เป็นเขาที่สืบเจอ"
"พูดได้ว่า กระบวนการทั้งหมดของคดีนี้เขาเป็นคนขับเคลื่อน"
"และอีกอย่าง เขาเป็นลูกศิษย์ผม"
ไม่มีอะไรน่าอาย หลวี่จงซินภูมิใจด้วยซ้ำ
คนในทีมสืบสวนพิเศษมีใครบ้าง ลองไปถามดู มีใครไม่ยอมรับบ้าง?
ลูกศิษย์ผมใช้ฝีมือไต่เต้า พวกเราก็เต็มใจร่วมมือ
ไม่พอใจ?
ไม่พอใจก็ลุกมาทำสิ!
"คุณหมายความว่า..." ผอ.อู๋เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง
"พวกคุณถูกเด็กใหม่นำทีม และเด็กใหม่ชื่ออวี๋ต้าจางคนนั้นนำพาพวกคุณทำคดีมาจนถึงตอนนี้?"
หลวี่จงซินพยักหน้าหนักแน่น ตอบเสียงขรึม
"ใช่ครับ"
ผอ.อู๋เงียบไป
หลี่จวินอ้าปากค้าง ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เรื่องนี้ชักจะยุ่งแล้ว
ตามธรรมเนียม ถ้าคดีไหนเกิดจุดพลิกผันสำคัญ เกินกำลังความสามารถของทีมสืบสวนพิเศษชุดปัจจุบัน วิธีที่ดีที่สุดคือหยุดการสืบสวนทันที
แล้วให้เบื้องบนส่งทีมสืบสวนพิเศษชุดใหม่มารับช่วงต่อ
แต่สถานการณ์ตรงหน้ามันพิเศษ
ในทีมสืบสวนพิเศษมีคนมีความสามารถในการไขคดี แต่สถานะของเขา...
ตำรวจฝึกหัดที่เพิ่งมาใหม่
มันจะดูเล่นขายของไปหน่อยไหม?
ถ้าปิดคดีได้ก็ดีไป แฮปปี้เอนดิ้ง
แต่ถ้าเบาะแสขาดหาย ข่าวหลุดออกไปคงกลายเป็นเรื่องตลก
#กองปราบหงโข่วให้ตำรวจฝึกหัดใหม่แกะกล่องนำทีมสืบสวนคดีฆาตกรรม สุดท้ายทำเป็นคดีปริศนาสำเร็จ#
ใครจะรับไหว
คิดได้ดังนั้น หลี่จวินกัดฟันพูดกับผอ.อู๋
"หรือว่า สั่งหยุดก่อนดีไหมครับ"
ถ้าปล่อยให้ทีมสืบสวนพิเศษทำต่อ ก็เท่ากับการพนัน
คดีต้องทำต่อแน่ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ
"สั่งหยุดน่ะง่าย" ผอ.อู๋จ้องหลี่จวิน สายตาคมกริบ
"คุณบอกซิ ในกองมีใครรับช่วงคดีนี้ได้บ้าง?"
นี่สิปัญหาใหญ่!
ผลักภาระให้เบื้องบน?
ยิ่งเสียหน้าหนักเข้าไปอีก
ตั้งทีมใหม่ ให้คนอื่นในกองทำ?
หลี่จวินแทบไม่ต้องคิด มองไปทั้งกอง คนที่มีปัญญาทำคดีนี้...
ไม่มี ไม่มีสักคน!
ไม่ใช่เขาดูถูกคน แต่เขารู้จักคนในกองดีเกินไป
พูดกันตรงๆ ถ้ามีคนเก่งเทพขนาดนั้นจริง กองก็รั้งไม่อยู่หรอก โดนเบื้องบนดึงตัวไปนานแล้ว
"แต่ว่า... งั้นก็... ก็..."
หลี่จวินเริ่มอึกอัก พูดแต่คำเชื่อม คำเกริ่นนำ ไม่ยอมเข้าเนื้อหา
ช่วยไม่ได้ ความรับผิดชอบมันใหญ่เกินไป เขาที่เป็นแค่หัวหน้ากองแบกไม่ไหว
ตอนนี้เขาทำได้แค่เสนอแนะ แต่ยังไม่กล้าพูดตรงเกินไป
เกิดผู้กำกับสวนกลับมาว่า: งั้นเอาตามที่คุณว่าละกัน
บรรลัยแน่นอน
เขาตัดสินใจแล้ว ต่อให้ต้องเดิมพัน คนวางเดิมพันต้องไม่ใช่เขาที่เป็นหัวหน้ากอง
ผอ.อู๋เป็นคนยังไง ความคิดตื้นๆ ของหลี่จวินมีเหรอจะมองไม่ออก
"คุณคอยดูอยู่ห่างๆ ละกัน" ผอ.อู๋มองหลี่จวินแล้วสั่ง
"ถ้าทีมสืบสวนพิเศษต้องการอะไร ให้ร่วมมือเต็มที่ ต้องปิดคดีนี้ให้ได้ ส่วนกำหนดเวลา..."
ผอ.อู๋ชะงักไป เหมือนตัดสินใจไม่ได้
สุดท้ายเขาโบกมือ
"ช่างเถอะ อย่าไปกดดันเขามาก ครั้งแรกก็เจอคดีแบบนี้ลำบากเขาแย่แล้ว"
หลี่จวินกับหลวี่จงซินฟังออกว่า "เขา" คนนั้นหมายถึงอวี๋ต้าจาง
ทั้งสองรีบพยักหน้า แม้ปากไม่พูด แต่ในใจคิดตรงกัน
ต้องยกให้เบอร์หนึ่ง ใจถึงจริงๆ
ไม่เพียงกล้าเดิมพัน แถมยังลงเดิมพันหนักด้วย!
.
ขณะนี้ อวี๋ต้าจางกำลังอ่านรายงานการตรวจสอบที่เกิดเหตุฉบับสดๆ ร้อนๆ
"นอกจากรอยเท้าของจางเหยียนและพ่อแม่สามคน ยังเก็บรอยเท้าของคนอื่นได้อีกสองคน" เฉียนเฉิงชี้จุดสำคัญให้ดูข้างๆ
สองคน?
ผลลัพธ์นี้เกินความคาดหมายของอวี๋ต้าจาง
บวกกับข่งลิ่งเจี๋ยที่จับได้แล้ว ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เพิ่มเป็นสามคน
ทำกันเป็นแก๊ง?
ไม่น่าใช่นะ
บทบาทของข่งลิ่งเจี๋ยคือรับผิดแทนคนอื่น อันนี้ยังอยู่ในตรรกะปกติ
แต่ในที่เกิดเหตุมีฆาตกรสองคนลงมือ อวี๋ต้าจางไม่ค่อยเข้าใจ
จางเหยียน สาวน้อยวัยสิบเก้า จำเป็นต้องใช้คนสองคนรุมฆ่าเลยเหรอ?
และรอยรัดที่คอก็พิสูจน์แล้วว่าเกิดจากคนคนเดียว
ต่อให้อีกคนช่วยจับขาจางเหยียน ภายใต้การดิ้นรนอย่างรุนแรง ข้อเท้าเธอก็น่าจะทิ้งรอยช้ำหรือร่องรอยอะไรไว้บ้าง
แต่ความจริงคือ ทั้งตัวจางเหยียนมีแค่รอยรัดที่คอจุดเดียว
และรอยยับรูปคลื่นที่ปลายเตียง ก็พิสูจน์ทางอ้อมว่าตอนจางเหยียนดิ้นรนรุนแรง ไม่มีคนที่สองมาช่วยกด
แปลกประหลาดแท้
คนงอกออกมาอีกคนทำอะไรในที่เกิดเหตุ?
ยืนดูเฉยๆ?
อวี๋ต้าจางยังรู้สึกว่ามันเหลวไหล
ฆาตกรยังหาไม่เจอ ดันเจอไทยมุงเพิ่มมาคนหนึ่ง
ไทยมุงที่ยืนดูฆาตกรลงมือในสถานที่เกิดเหตุจุดแรก!
ใครกัน?!!
(จบแล้ว)