- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 41 - พวกเราอับอายแทนพี่จริงๆ
บทที่ 41 - พวกเราอับอายแทนพี่จริงๆ
บทที่ 41 - พวกเราอับอายแทนพี่จริงๆ
บทที่ 41 - พวกเราอับอายแทนพี่จริงๆ
อวี๋ต้าจางดูการจำลองภาพรอยเท้าแบบสามมิติของแผนกพิสูจน์หลักฐานต่อ
ต้องขออธิบายสักหน่อย
แม้การระบุตัวตนจากรอยเท้าจะสู้ลายนิ้วมือไม่ได้
แต่ในบางแง่มุม กลับให้ข้อมูลได้มากกว่า
จากการวิเคราะห์รอยเท้า สามารถประเมินส่วนสูง น้ำหนัก และลักษณะการเดินของผู้ต้องสงสัยได้
มีคนสงสัยว่าดูรอยเท้าแล้วรู้ส่วนสูงน้ำหนักได้ยังไง?
การเก็บรอยเท้ามีสองแบบ คือแบบแบนราบและแบบสามมิติ
แบบแบนราบ ขนาดรอยเท้าและความกว้างของก้าวเดินสามารถแยกเพศได้
ส่วนแบบสามมิติ สามารถคำนวณส่วนสูงและน้ำหนักได้
ทำยังไง?
เทคนิคการหล่อปูนปลาสเตอร์ไงล่ะ
ผลการตรวจสอบระบุว่าเป็นชายวัยผู้ใหญ่ทั้งสองคน... ผลลัพธ์นี้อยู่ในความคาดหมายของอวี๋ต้าจาง
การฆ่าจางเหยียนด้วยมือเปล่า โดยที่จางเหยียนทำได้แค่ดิ้นรนแต่ตอบโต้ไม่ได้
ต้องมีพละกำลังและทักษะที่เหนือกว่าอย่างขาดลอยถึงจะทำได้
แสดงว่าสมรรถภาพร่างกายของฆาตกรดีมาก
ไม่ถึงกับต้องเป็นนักศิลปะการต่อสู้ แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นชายฉกรรจ์ที่มีแรงเยอะ
งั้นการมีอยู่ของอีกคนก็ดูเกินความจำเป็น
หรือว่าจะมาเป็นเพื่อนฆาตกร?
ฆาตกรมีปากเสียงกับจางเหยียนกะทันหัน จนบันดาลโทสะบีบคอจางเหยียน ส่วนอีกคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ไม่น่าใช่... อวี๋ต้าจางปัดตกข้อสันนิษฐานนี้ทันที
ถ้าอีกคนเป็นผู้หญิงอาจจะเป็นไปได้ที่จะตกใจจนก้าวขาไม่ออก
แต่ผู้ชายอกสามศอกไม่น่าจะเป็นแบบนั้น เขาต้องเข้าไปห้ามปรามสิ ถ้าเป็นคนปกติใครเขาก็ทำกัน
งั้นก็เหลือความเป็นไปได้สุดท้าย...
อีกคนไม่ได้มาพร้อมกับฆาตกร
เขามาทีหลัง!
ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนี้... อวี๋ต้าจางยิ่งคิดยิ่งลื่นไหล
คนคนนั้นถูกฆาตกรโทรตามมาหลังจากจางเหยียนตายแล้ว
เรียกมาทำไม?
ขนย้ายศพ!
นั่นหมายความว่า ฆาตกรไม่ได้ขับรถมา
รถส่วนตัวที่ใช้ขนศพจางเหยียน เป็นรถที่อีกคนขับเข้ามาในหมู่บ้าน
ดูจากเวลา จางเหยียนหายไปจากกล้องตอนบ่ายสองสิบสองนาที ประมาณสองนาทีต่อมาก็เข้าบ้าน
ฆาตกรเห็นจางเหยียนกลับบ้าน แล้วขึ้นไปเคาะประตู ขั้นตอนนี้ใช้เวลามากสุดสองนาที
จากนั้นก็ทะเลาะกัน ฆ่าคน...
เดี๋ยวนะ ขั้นตอนการทะเลาะตัดทิ้งไปได้
เพราะจางเหยียนทะเลาะกับฆาตกรทางโทรศัพท์ระหว่างกลับบ้านไปแล้ว
ฆาตกรมาเพื่อคาดคั้นคำตอบ
ต้องเป็นคำตอบของจางเหยียนที่กระตุ้นให้เขาเกิดจิตสังหาร กระบวนการนี้บวกกับลงมือฆ่า น่าจะใช้เวลาประมาณสิบนาที
หลังฆ่าคนต้องมีความตื่นตระหนกชั่วขณะ ต่อให้จิตใจเข้มแข็งแค่ไหน ฆ่าคนครั้งแรกก็ยากที่จะสงบสติอารมณ์ได้ทันที
ช่วงเวลาสติหลุดนี้อย่างน้อยต้องห้านาที
ตอนนั้นก็น่าจะเลยบ่ายสองโมงครึ่งไปแล้ว
พอฆาตกรตั้งสติได้ สิ่งแรกที่คิดคือการย้ายศพ แล้วเขาก็โทรเรียกตัวช่วย
พ่อแม่จางเหยียนกลับถึงบ้านตอนบ่ายสามโมง พวกเขามีเวลาเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ในเวลาสั้นขนาดนี้ สามารถมาถึงบ้านจางเหยียน และขนศพขึ้นรถ พาออกไปจากหมู่บ้านก่อนพ่อแม่จางเหยียนจะมาถึง...
ตัวช่วยที่ถูกเรียกมาต้องพักอยู่ใกล้บ้านจางเหยียนมากๆ!
ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น?
ข้อแรก
เวลาเร่งรัดขนาดนี้ ฆาตกรโทรเรียกเขามา แสดงว่าต้องรู้ว่าเขามาถึงที่เกิดเหตุได้ในเวลาสั้นๆ
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องสนิทกันมาก เพื่อนธรรมดาทำไม่ได้แน่
ถ้าเป็นแค่เพื่อน เจอเรื่องแบบนี้คงไม่ช่วย ดีไม่ดีแจ้งตำรวจจับเลยด้วยซ้ำ ถือว่าช่วยเพื่อนทางอ้อม
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ...
.
ในห้องทำงานผู้กำกับ
หลวี่จงซินที่กำลังฟังผอ.อู๋สั่งงาน จู่ๆ มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น
เขาหยิบออกมาดูหน้าจอ
ลูกศิษย์?
ตั้งใจจะออกไปรับสายข้างนอก แต่ผอ.อู๋ทำท่าเคาะนิ้วบนโต๊ะ
ความหมายชัดเจน... รับสายตรงนี้แหละ
ผู้ใหญ่สั่งมาชัดขนาดนี้ หลวี่จงซินไม่กล้าขัด รีบกดรับสาย
ยังไม่ทันที่หลวี่จงซินจะพูดว่า "ฮัลโหล"
เสียงร้อนรนและเร่งรีบของอวี๋ต้าจางก็ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
"อาจารย์ เวลาต้องกระชับเข้ามาอีก!"
"ใช้ความเร็วสูงสุดเช็คดูรถส่วนตัวที่เข้าหมู่บ้านหลังบ่ายสองโมงครึ่ง แล้วออกไปก่อนบ่ายสาม"
"เงื่อนไขเดิม ถ้าเจ้าของรถเป็นลูกบ้านในหมู่บ้านให้ตัดทิ้ง"
"คันที่เหลืออยู่..."
ปลายสายอวี๋ต้าจางหยุดไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"สืบประวัติเจ้าของรถมาให้ละเอียดยิบ แล้วส่งให้ผมเดี๋ยวนี้!"
เนื่องจากเสียงจากลำโพงมือถือของหลวี่จงซินค่อนข้างดัง บวกกับสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ผอ.อู๋และหลี่จวินจึงได้ยินชัดเจน
นอกจากคำว่า "อาจารย์" คำแรกที่ฟังดูรื่นหู ที่เหลือคือการสั่งงานหลวี่จงซินล้วนๆ
สุดท้ายกลายเป็นประโยคคำสั่งไปเลย
ผอ.อู๋และหลี่จวินฟังแล้วขมวดคิ้ว
ทั้งสองคนนึกถึงประโยคเดียวกัน... เด็กหนุ่มย่อมมีความห้าวหาญตามวัย!
เจ้าเด็กนี่ เห็นตัวเองเป็นหัวหน้าจริงๆ สินะ ห้าวเป้งใช้ได้
คำว่าอาจารย์เรียกซะดิบดี แต่ประโยคต่อมา ใครฟังก็รู้ว่า... ไม่ได้เห็นหัวอาจารย์เลยนี่หว่า
โธ่เอ้ย ไม่มีความเกรงใจกันสักนิด เปิดปากมาก็สั่งงานรัวๆ
แทบจะจับมือสอนอาจารย์ทำงานอยู่แล้ว
นี่เด็กใหม่จริงๆ เหรอ?
โรงเรียนตำรวจที่ไหนสอนเด็กใหม่มาแบบนี้!
เพิ่งมาทำงานไม่นาน อาจารย์กลายเป็นลูกน้องไปซะแล้ว...
ต่อให้เอาครูฝึกตำรวจมา ยังไม่แน่ว่าจะมีบารมีขนาดนี้
ฉากต่อมายิ่งทำให้ทั้งสองคนตาถลน
หลวี่จงซินไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย รีบตอบกลับทันที
"วางใจได้ ตอนนี้ฉันจะรีบกลับไปสำนักงานขนส่ง ข้อมูลรถดึงออกมาแล้ว รับรองว่าภายในหนึ่งชั่วโมงจะเช็คให้รู้เรื่อง!"
ทั้งสองคนจ้องหลวี่จงซินที่ทำหน้าจริงจังตาค้าง
นี่คือ...
ชินแล้วเหรอ?
วิธีตอบรับแบบนี้ใช่วิธีที่อาจารย์พูดกับลูกศิษย์เหรอ
มีรับประกันด้วยนะ
ลูกพี่ คุณเป็นอาจารย์เขานะครับ
พวกเราอับอายแทนพี่จริงๆ~
วางสายเสร็จ หลวี่จงซินลุกขึ้น วิ่งเหยาะๆ ออกจากห้องทำงาน
พอพ้นประตูไปแวบเดียวก็วิ่งกลับมา ผลักประตูโผล่มาแค่หัว
"ท่านครับ เรื่องด่วน ผมไปขนส่งก่อนนะ"
ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่สองคนในห้องจะอ้าปาก เขาก็ปิดประตูจากไปอย่างรวดเร็ว
ไปดื้อๆ อย่างนี้เลย?
พวกเรายังไม่อนุญาตเลยนะ
ผอ.อู๋และหลี่จวินมองหน้ากัน ต่างเห็นความคิดที่เหมือนกันในแววตาอีกฝ่าย
สรุปว่าเมื่อกี้ที่เดินออกไป คือลืมพวกเราไปแล้วสินะ
ลูกศิษย์เป็นยังไง อาจารย์ก็เป็นอย่างนั้น
คุณก็ไม่เห็นหัวพวกเราเหมือนกันนี่หว่า!
.
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กองปราบปราม
อวี๋ต้าจางกำลังคุยโทรศัพท์
"ในเมื่อสืบชัดเจนแล้ว ก็รีบกลับมาเถอะ คำให้การและวิดีโอที่ถ่ายไว้เก็บไว้ก่อน อย่าให้ใครเห็น"
"ใช่ ภายหลังต้องใช้ยืนยัน หลักฐานไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ"
"โอเค ผมรออยู่ที่ซงไห่"
เพิ่งวางสาย โทรศัพท์ก็ดังอีก
อวี๋ต้าจางไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นอาจารย์โทรมา
เขารู้นิสัยหลวี่จงซินดี บอกว่าหนึ่งชั่วโมงก็ต้องหนึ่งชั่วโมง
เรื่องดีแต่พูด อาจารย์เขาไม่ทำหรอก
"ต้าจาง เจอแล้ว" ปลายสายมีเสียงตื่นเต้นของหลวี่จงซิน
"คัดกรองตามวิธีของนาย สุดท้ายเหลือรถส่วนตัวแค่คันเดียว"
(จบแล้ว)