- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 25 - จงลุกโชน จิตวิญญาณจูนิเบียว
บทที่ 25 - จงลุกโชน จิตวิญญาณจูนิเบียว
บทที่ 25 - จงลุกโชน จิตวิญญาณจูนิเบียว
บทที่ 25 - จงลุกโชน จิตวิญญาณจูนิเบียว
เมื่อมาถึงห้องประชุม ทุกคนก็นั่งประจำที่ แล้วมองไปที่อวี๋ต้าจางซึ่งยืนอยู่หัวโต๊ะ
ตอนนี้พวกเขาไม่สนใจแล้วว่าอวี๋ต้าจางจะเป็นแค่ตำรวจฝึกหัดหรือไม่
พวกเขาสงสัยมากกว่าว่า เจ้าอ้วนคนนี้จะบอกเบาะแสใหม่อะไร
หรือว่าเมื่อกี้เขาไปเจออะไรที่จุดเกิดเหตุมา?
รายงานการตรวจที่เกิดเหตุพวกเขาก็อ่านกันหมดแล้ว ตำรวจสืบสวนรุ่นเก๋าตั้งกี่คนยังมองไม่เห็นความผิดปกติ นายไปรอบเดียวจะไปเจอเบาะแสใหม่ได้ไง
ล้อกันเล่นหรือเปล่า?
จะบอกว่าพวกเรากับเพื่อนร่วมงานแผนกพิสูจน์หลักฐานกินข้าวเสียของงั้นสิ
พวกเขากะไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเข้าห้องประชุมว่า ถ้าเดี๋ยวเจ้าอ้วนพูดจาเหลวไหลไร้สาระ จะสั่งสอนให้เข็ด
เด็กใหม่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ต้องทำให้รู้สำนึกซะบ้างว่าตัวเองควรทำอะไร
"ว่ามาสิ"
หลวี่จงซินเปิดประเด็นก่อน
"พยายามสรุปสั้นๆ เอาแต่เนื้อๆ นะ"
อวี๋ต้าจางคิดสักพัก เรียบเรียงความคิดในหัวอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ พูดออกมา
"รายงานชันสูตรศพระบุว่า ผู้ตาย จางเหยียน มีการดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงก่อนเสียชีวิต"
"แต่เมื่อกี้ที่ผมไปจุดเกิดเหตุ กลับไม่พบร่องรอยการต่อสู้ดิ้นรนเลย"
"เตียงนอนเรียบกริบ แม้แต่รอยยับสักรอยก็ยังไม่เห็น"
"ผมเคยคิดว่าอาจเป็นไปได้ที่ข่งลิ่งเจี๋ยฆ่าจางเหยียนเสร็จ แล้วเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ จากนั้นก็จัดห้องใหม่ทั้งหมด"
"แต่ความเป็นไปได้นี้ต่ำมาก"
"ถ้าข่งลิ่งเจี๋ยมีจิตใจที่นิ่งขนาดนั้นจริง เขาคงไม่หนีไปซ่อนตัวที่โรงแรมเล็กๆ หรอก"
พูดถึงตรงนี้ อวี๋ต้าจางก็หยุดดูปฏิกิริยาของทุกคนในห้อง
เป็นไปตามคาด รวมทั้งหลวี่จงซินด้วย ทุกคนถูกดึงเข้ามาในความคิดของเขาแล้ว
โดยเฉพาะเฉียนเฉิง สายตาที่มองอวี๋ต้าจางเปลี่ยนไปเลย
จากที่เคยดูถูก ตอนนี้กลายเป็นความยำเกรง ไม่มีท่าทีสบายๆ เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
เขาเข้าใจแล้วว่าประโยค "ที่ควรจะปรากฏ แต่กลับไม่ปรากฏ" หมายถึงอะไร
ใช่แล้ว หลังจากการดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง ที่เกิดเหตุต้องทิ้งร่องรอยไว้แน่ๆ แต่ร่องรอยนั้นกลับไม่ปรากฏออกมา
"แล้วมันพิสูจน์อะไรได้?" สมาชิกทีมคนหนึ่งถามขึ้น
พวกคุณนี่ไม่คิดจะใช้สมองกันเลยหรือไง... อวี๋ต้าจางบ่นในใจ
"ยังไม่จบครับ ฟังเบาะแสอีกอย่างก่อน"
ประโยคนี้ของอวี๋ต้าจางเล่นเอาซีพียูของทุกคนในห้องแทบไหม้
เขายังเจอเบาะแสอื่นอีก?!
ก็แค่ออกไปเมื่อกี้ หักเวลาเดินทางออกไป อยู่ในที่เกิดเหตุได้ไม่นานแท้ๆ
เขาทำได้ยังไง?
พวกเดียวกับคนร้ายป่ะเนี่ย
ทุกคนในห้องมีความคิดต่างกันไป แต่ความคาดหวังเหมือนกัน คืออยากรู้ว่าเจ้าอ้วนจะพูดอะไรออกมาอีก
อวี๋ต้าจางพอใจกับสีหน้าของทุกคนมาก
แบบนี้สิถึงจะรู้สึกถึงความสำเร็จ
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน อวี๋ต้าจางหันไปมองเฉียนเฉิง
"เบาะแสนี้ผมกับพี่เฉียนเจอด้วยกันครับ"
มีเรื่องของฉันด้วยเหรอ? เฉียนเฉิงงงเป็นไก่ตาแตกที่ถูกพาดพิง
อ๋อ จุดดำนั่น!
เขากำลังจะลุกขึ้น แต่อวี๋ต้าจางชิงพูดตัดหน้า
"การเก็บรอยเท้าในที่เกิดเหตุเป็นฝีมือทีมพี่เฉียนแผนกพิสูจน์หลักฐานครับ"
"อ่า ใช่ๆๆ" เฉียนเฉิงเพิ่งตั้งสติได้ ว่าเขาไม่ได้พูดถึงจุดดำนั่น
เจ้าอ้วนคนนี้เจอเบาะแสไปกี่อย่างเนี่ย!
แต่อวี๋ต้าจางพูดเปิดทางให้แล้ว เขาก็จำต้องพูดต่อ
"จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้ รอยเท้าภายในห้องเป็นของคนคนเดียว เบื้องต้นสงสัยว่าเป็นของผู้ต้องสงสัยข่งลิ่งเจี๋ย"
"ผลเปรียบเทียบที่แน่นอนจะออกพรุ่งนี้ ส่วนรอยเท้าหน้าประตูอีกรอยยืนยันแล้วว่าเป็นของเจ้าของบ้าน"
เฉียนเฉิงพูดจบ ก็เบนความสนใจกลับไปที่อวี๋ต้าจาง
เขาพูดได้แค่ผลการตรวจสอบ แต่ไม่รู้ว่าอวี๋ต้าจางยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร
"คราวนี้ทุกคนเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ" อวี๋ต้าจางมองทุกคนด้วยความมั่นใจ
เข้าใจอะไรของเอ็ง?
ทุกคนหันมองหน้ากัน เห็นความงุนงงแบบเดียวกันบนใบหน้าฝ่ายตรงข้าม
การเก็บรอยเท้าของแผนกพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวอะไรกับนาย นายก็ไม่ได้เป็นคนเจอสักหน่อย
พูดเรื่องนี้ทำไม?
แล้วอีกอย่าง เรื่องนี้มันพิสูจน์อะไรได้
อะไรคือเข้าใจแล้ว
"การลักพาตัวไงครับ!" อวี๋ต้าจางเห็นท่าทางของพวกเขาแล้ว ร้อนใจจนเผลอตะโกนออกมา
คราวนี้แม้แต่หลวี่จงซินยังทนไม่ไหว
"รีบๆ พูดมาเถอะ น่า จะมาลีลาทำไม"
เห็นอาจารย์ของขึ้น อวี๋ต้าจางเลยต้องรีบอธิบายเสียงอ่อย
"ศพของจางเหยียนมีบาดแผลภายนอกแค่จุดเดียว... รอยรัดที่คอ"
"ในเมื่อระบุว่าเธอถูกรัดคอตายในห้องเช่า แสดงว่าก่อนจะเข้าไปในห้อง เธอไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ"
"หมายความว่า ก่อนตายผู้เสียหายยังมีสติและสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ปกติ"
"งั้นผมขอถามทุกคนหน่อย ทำไมในห้องเช่าถึงไม่มีรอยเท้าของจางเหยียน?"
"เธอลอยเข้าไปเหรอครับ?!"
สิ้นคำพูดนี้ ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบกริบ
ทุกคนแสดงสีหน้าครุ่นคิด
"เป็นไปได้ไหมว่าคนร้ายแบกเข้าไป หรือไม่อาจจะอุ้มเข้าไปก็ได้"
หลวี่จงซินยังคงไวกว่าคนอื่นก้าวหนึ่ง
"อาจารย์ครับ..." อวี๋ต้าจางทำหน้าเหมือนปวดฟัน
"คนร้ายจะทำแบบนั้นทำไม?"
"ในเมื่อจี้บังคับมาแล้ว จางเหยียนก็ยอมจำนนแล้ว จะแบกให้หนักทำไม?"
"ถ้าเป็นพวกเรา จะยอมให้ตัวประกันคลาดสายตาเหรอ?"
"แถมอีกฝ่ายยังเดินเหินได้ปกติอีก"
หลวี่จงซินหน้าแดงก่ำ แต่ก็ยังถามต่อ
"แล้วอุ้มล่ะ?"
"ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่!" อวี๋ต้าจางแทบจะล้มโต๊ะ
เขารู้สึกว่าอาจารย์ชักจะร้อนรนเกินไปแล้ว ถึงได้ถามคำถามสิ้นคิดแบบนี้ออกมา
"หนุ่มสาวสมัยนี้จีบกันยังไม่อุ้มท่าเจ้าหญิงเลย นับประสาอะไรกับลักพาตัว จินตนาการภาพออกไหมครับ?"
ทุกคนพากันส่ายหัว
พร้อมส่งสายตากังขาไปที่หลวี่จงซิน
"นายก็สรุปมาเลยสิ" หลวี่จงซินโดนจ้องจนทำตัวไม่ถูก
ไม่ใช่อวี๋ต้าจางจงใจกวนประสาท แต่เขาจำเป็นต้องอธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจน และให้ทุกคนอินไปกับมัน
ไม่งั้นบอกสรุปไปเลยมันจะไม่มีน้ำหนัก
พอเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เขาคว้าเก้าอี้ข้างตัวมา แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นเหยียบ
"ตัวจะเป็นหมู แต่สมองเป็นเลิศ ไม่มีปริศนาใดที่ไขไม่ออก สารวัตรอวี๋"
อวี๋ต้าจางชี้หน้าทุกคน
"ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว... พุงกะทิ!"
อะไรของมันวะ... หลวี่จงซินโกรธจนตบโต๊ะผาง
"อวี๋ต้าจาง!! จริงจังหน่อย! เอาขาลงเดี๋ยวนี้!!"
เมื่อกี้หลวี่จงซินตั้งใจฟังลูกศิษย์เต็มที่ นึกว่าจะได้ยินคำตอบเด็ดๆ
ดันมาเจออะไรแบบนี้
ลูกศิษย์คนนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือบุคลิกหลุดโลกไปหน่อย
อวี๋ต้าจางก็เซ็งเหมือนกัน
พวกคุณไม่ดูโคนันกันบ้างเหรอ?
การไขคดีที่ไม่มีบทเปิดตัวมันไร้วิญญาณนะ~
เพราะเจอเบาะแสใหม่ ทำให้เขาผ่อนคลายลงมาก จนเผลอปลุกวิญญาณจูนิเบียวในตัวตื่นขึ้นมา
โดนอาจารย์ดุต่อหน้าธารกำนัล อวี๋ต้าจางก็ไม่กล้าเล่นมุกต่อ
"ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยเท้าผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?"
เอาขาลงแล้ว แต่ยังคงท่าทางเมื่อครู่ไว้ อวี๋ต้าจางชูนิ้วชี้ขึ้น
"ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว..."
"ห้องเช่านั่นไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุแรก!"
(จบแล้ว)