- หน้าแรก
- ซุปตาร์พันหน้า ตำนานตัวประกอบสะท้านวงการ
- บทที่ 7: คำเชิญออดิชันบทกุนซือเอก
บทที่ 7: คำเชิญออดิชันบทกุนซือเอก
บทที่ 7: คำเชิญออดิชันบทกุนซือเอก
บทที่ 7: คำเชิญออดิชันบทกุนซือเอก
"ลำบากคุณแล้วจริงๆ การแสดงครั้งนี้ประสบความสำเร็จมาก!"
หลังจากจบการแสดง จางจื้อลี่รีบเข้าไปคว้ามือซ่งถิงเย่มากุมไว้ด้วยความตื่นเต้น พายุเสียงปรบมือและเสียงตะโกนขออังกอร์รอบทิศทางหลังจากปิดม่านทำให้เขาตกตะโลึงอย่างยิ่ง ตั้งแต่เขารับหน้าที่เป็นผู้กำกับเวทีของโรงละครตงเตี้ยนมา เขาไม่เคยเห็นผู้ชมที่กระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อนเลย
"ผู้กำกับชมเกินไปครับ" ซ่งถิงเย่กล่าวพร้อมรอยยิ้มผ่อนคลาย ความสำเร็จที่ได้รับจากระบบช่วยปัดเป่าความขุ่นมัวจากการโดนเอารัดเอาเปรียบเมื่อช่วงเช้าไปจนสิ้น
"คุณสนใจจะเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงประจำของโรงละครเราไหม? ผมให้เงินเดือนเจ็ดพันหยวน มีข้าวมีน้ำและที่พักให้พร้อม" จางจื้อลี่ยื่นข้อเสนอทันที
เมื่อเทียบกับเหล่านักแสดงตัวประกอบที่ต้องตรากตรำแทบตายเพื่อให้ได้เงินเดือนเพียงสามถึงสี่พันหยวน ข้อเสนอของจางจื้อลี่ถือว่าใจป้ำมาก และเหตุผลที่เขาให้สูงขนาดนี้ก็เพราะซ่งถิงเย่สวมบทจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ดีจนน่าเหลือเชื่อ หากเปลี่ยนตัวคนเล่นในภายหลัง เกรงว่าผู้ชมคงไม่ยอมรับแน่
"ผู้กำกับครับ ผมขอรับเป็นงานพาร์ตไทม์เป็นครั้งคราวแทนได้ไหมครับ?" ซ่งถิงเย่ไม่มีเจตนาจะเซ็นสัญญาระยะยาว แม้รายได้จะมั่นคงและสบายกว่า แต่เขายังคงปรารถนาที่จะเป็นนักแสดงในเส้นทางสายอาชีพหลักมากกว่า
จางจื้อลี่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะตบไหล่ซ่งถิงเย่แล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไร คุณกลับไปลองคิดดูก่อนก็ได้ ให้คำตอบผมก่อนพรุ่งนี้ก็พอ"
นี่คือการปฏิเสธอย่างสุภาพที่ซ่งถิงเย่เข้าใจดี หลังจากแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อวีแชทและร่ำลากันพอเป็นพิธี เขาก็เดินออกจากโรงละครพร้อมเงินค่าตัวห้าร้อยหยวน
เขาเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก ก็มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณสนใจรับงานแสดงไหม?"
ซ่งถิงเย่กวาดสายตามองอีกฝ่าย ดูท่าทางไม่ใช่ผู้กำกับแน่ๆ เขาจึงพยักหน้าตอบไปว่า "สวัสดีครับ ผมเป็นนักแสดงพิเศษครับ ไม่ทราบว่าคุณมีบทอะไรให้ผมหรือเปล่า?"
"คุณเป็นนักแสดงพิเศษเหรอ!" อีกฝ่ายดูจะแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา "ผมนึกว่าคุณเป็นนักแสดงละครเวทีเสียอีก แบบนี้ก็คุยกันง่ายหน่อย"
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "คืออย่างนี้ครับ ผมเป็นผู้ช่วยของผู้กำกับจางหย่งซิง คุณคงรู้จักผู้กำกับจางใช่ไหม? ท่านเป็นผู้กำกับเรื่อง 《The Advisors Alliance》 ท่านเพิ่งเห็นการแสดงของคุณเมื่อกี้และอยากเชิญคุณไปออดิชันบท 'กุยแก' ที่กองถ่ายพรุ่งนี้ ไม่ทราบว่าคุณสนใจไหมครับ?"
ซ่งถิงเย่อาจไม่รู้จักจางหย่งซิง แต่เขาซึ้งดีถึงกิตติศัพท์ของละครเรื่อง 《The Advisors Alliance》 หรือในชื่อไทยว่า 'สุมาอี้ นักปราชญ์ยอดขุนพล'
ท่ามกลางกองถ่ายมากมายที่ยืนยันจะเริ่มถ่ายทำที่ตงเตี้ยนในปีนี้ ละครเรื่องนี้ติดอันดับท็อปสามอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง 'จูเซียน กระบี่เทพสังหาร' ทั้งสองเรื่องต่างเป็นงานสร้างระดับมหึมาที่มีเงินลงทุนสูงถึงสี่ร้อยล้านหยวน
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาไปออดิชัน ซ่งถิงเย่ก็พยักหน้าตอบรับอย่างตื่นเต้นทันที
"ไปครับ ไปแน่นอน! สถานที่คือที่ไหนครับ แล้วผมต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง?"
ผู้ช่วยผู้กำกับพอใจกับปฏิกิริยาของซ่งถิงเย่ เขาเปิดคิวอาร์โค้ดวีแชทขึ้นมา "แอดวีแชทผมไว้ เดี๋ยวผมจะส่งที่อยู่และเวลาไปให้ พรุ่งนี้แค่เตรียมบัตรนักแสดงมาก็พอ"
ติ๊ด—
ซ่งถิงเย่สแกนคิวอาร์โค้ดแล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม "พี่ชายครับ พี่แซ่อะไรครับ ผมจะได้บันทึกชื่อไว้ พี่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับมือฉกาจคนแรกที่ผมได้แอดวีแชทเลยนะเนี่ย"
ข้ารับใช้หน้าจวนอัครเสนาบดียังมีบารมีเทียบเท่าขุนนางขั้นเจ็ด ก่อนจะโด่งดังจงรู้จักถ่อมตัวและอย่าจองหองจนเกินงาม คุณต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหนือกว่า การพูดจาดีๆ ใส่กันไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตราบใดที่อีกฝ่ายยอมรับในตัวคุณ คุณย่อมสามารถชักจูงและขอความช่วยเหลือจากเขาได้ง่ายขึ้น
"ผมแซ่สวี่ครับ" สวี่ฟางรู้สึกพอใจกับคำเยินยอของซ่งถิงเย่ เขาคลี่ยิ้มออกมาอย่างสงวนท่าที
"ไม่ต้องเกร็งไปนะ อาจารย์อวี่เหอเว่ยกับผู้กำกับเพิ่งดูการแสดงของคุณแล้วพอใจมาก พรุ่งนี้ก็แค่แสดงไปตามปกติเหมือนที่ทำบนเวทีก็พอ"
ผลของการอ่อนน้อมถ่อมตัวปรากฏทันตา ซ่งถิงเย่ได้รับข้อมูลสำคัญเพิ่มมาอีกอย่าง นั่นคืออวี่เหอเว่ยก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขาเขารู้ดีว่าอวี่เหอเว่ยรับบทเป็นโจโฉในเรื่องนี้ และบทกุยแกที่เขาจะไปออดิชันนั้นต้องมีฉากร่วมกับโจโฉมากมาย นักแสดงระดับอาจารย์อวี่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกนักแสดงของผู้กำกับได้ หากพี่สวี่ไม่ได้คุยโวเกินจริง นั่นแปลว่าเขามีโอกาสสำเร็จไปแล้วครึ่งตัว
"รับทราบครับ ขอบคุณพี่สวี่มากครับ" รอยยิ้มของซ่งถิงเย่ดูสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม
รอยยิ้มของเขาทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจ มันดูนอบน้อมแต่ไม่ถึงขั้นประจบสอพลอจนเกินงาม
"เอาล่ะ ตามนี้แล้วกัน มีอะไรก็คุยกันในวีแชท" สวี่ฟางตบไหล่ซ่งถิงเย่ เดินไปได้สองสามก้าวก็ชะงักแล้วหันกลับมา "เสี่ยวซ่ง พรุ่งนี้มาเช้าหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะเอาบทส่งให้ดูเป็นพิเศษก่อน จะได้ทำความคุ้นเคยกับตัวละครได้เร็วขึ้น"
ผลของการอ่อนน้อมถ่อมตัวคูณสอง ซ่งถิงเย่พยักหน้ารับรัวๆ การได้บทมาก่อนแบบนี้มันก็เหมือนกับการได้ข้อสอบแบบเปิดตำราได้ชัดๆ!
"ขอบคุณมากครับพี่สวี่ ออดิชันเสร็จแล้วผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อนะ"
คำว่า 'เลี้ยงข้าวหลังออดิชันเสร็จ' กับ 'เลี้ยงข้าวหลังออดิชันสำเร็จ' ต่างกันเพียงไม่กี่คำแต่ความหมายต่างกันมหาศาล สวี่ฟางยิ้มรับแล้วเดินจากไปจริงๆ ในคราวนี้
เรื่องน่ายินดีทำให้จิตใจเบิกบาน เมื่อพบเจอเรื่องดีๆ ติดต่อกันสองเรื่อง ซ่งถิงเย่จึงรู้สึกว่าฝีเท้าของเขาเบาหวิวขึ้นมาเล็กน้อย เขาเช็คเวลาตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงตรง ในเมื่อหางานตัวประกอบไม่ได้แล้ว การจะกลับไปนอนตอนนี้ก็เกรงว่าจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน มิสู้ไปช่วยงานที่ร้านของพี่เข่อซินจะดีกว่า
เมื่อตัดสินใจได้ ซ่งถิงเย่ก็เดินกลับไปที่ลานรวมตัวเพื่อจะเอารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคู่ใจขับไปที่นั่น จากระยะไกล เขาเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังกระโดดโลดเต้นพลางสบถคำด่าออกมาไม่ขาดสาย
"ไอ้สารเลว! ฉันแค่ไปกินข้าวแปเดียว รถฉันโดนขโมยไปแล้ว! ขอให้แกมีลูกไม่มีรูทวาร!"
"พี่สือ รถพี่โดนขโมยเหรอครับ?" ซ่งถิงเย่เดินเข้าไปถามด้วยความตกใจ
คนคนนี้คือ 'สือจิ้น' ฉายาเก้ามังกรลายเพชรที่เขาเจอตรงทางเดินเมื่อคืน คนที่กะจะไปมอบความอบอุ่นให้ 'พระโพธิสัตว์หญิง' นั่นเอง
เมื่อเห็นว่าเป็นซ่งถิงเย่ สือจิ้นก็พยักหน้าแล้วสบถออกมาอีกชุดใหญ่ "เออดิ ให้ตายเถอะ! รถเพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยมเลย ถ้าฉันจับมันได้นะ จะซัดให้หมอบเลย!"
หลังจากด่าทอเสร็จ เขาก็ยังมีน้ำใจเตือนซ่งถิงเย่ "นายก็ระวังตัวไว้ด้วยล่ะ อย่าให้โดนขโมยไปอีกคน"
ซ่งถิงเย่ยิ้มบางๆ รถของเขาเป็นรถเก่าสภาพซอมซ่อที่ผ่านมือมาไม่รู้กี่เจ้า ส่งเสียงดังไปทั่วคันยกเว้นแตร แผงหน้าปัดก็พันด้วยเทปกาวจนไม่เหลือเค้าเดิม หัวขโมยที่ไหนจะสิ้นคิดมาขโมยรถขยะๆ แบบนี้ ไม่กลัวโดนเพื่อนร่วมอาชีพขำตายเอาเหรอ?
"พี่สือ ช่างมันเถอะพี่ โชคลาภกับคราวเคราะห์มักมาคู่กัน พี่เสียรถไปวันนี้ ไม่แน่ว่าเดี๋ยวพี่อาจจะเก็บเงินได้เป็นหมื่นก็ได้นะ"
ซ่งถิงเย่ใช้ประสบการณ์ตรงและปรัชญาชีวิตที่เพิ่งเจอมาปลอบใจสือจิ้น
"พูดบ้าอะไรของนาย! ถ้ารถนายโดนขโมยบ้าง นายจะมานั่งพูดว่าช่างมันเถอะแบบนี้ไหมล่ะ!" สือจิ้นด่ากลับด้วยความโมโห
ซ่งถิงเย่ยักไหล่แล้วไม่พูดอะไรต่อ บางเรื่องคนเราต้องเจอกับตัวถึงจะเข้าใจ อธิบายไปก็ไลฟ์บอย
เขเดินทอดน่องไปที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของตนเอง ก่อนจะพบว่าเขาลืมถอนกุญแจออกตั้งแต่เมื่อเช้า แต่กระนั้นก็ไม่มีใครขโมยรถเขาไปจริงๆ!
เบื้องหลังยังมีเสียงสบถของสือจิ้นดังแว่วมา ซ่งถิงเย่ตบเบาะรถเบาๆ พลางถอนหายใจ "เพื่อนยาก แกยังปลอดภัยดีสินะ"
เขาขึ้นนั่ง บิดกุญแจสตาร์ท... ทว่าแผงหน้าปัดกลับไม่มีไฟติดขึ้นมา
หืม? สายหลวมอีกแล้วเหรอ?
เขาจัดแผงหน้าปัดที่เบี้ยวจนดูไม่ได้ให้เข้าที่แล้วลองอีกครั้ง ไฟก็ยังไม่ติด บิดคันเร่งก็ไม่มีการตอบสนอง
ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก ซ่งถิงเย่รู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงก้น เขารีบกระโดดลงจากรถทันที
เขาเปิดช่องใส่แบตเตอรี่ออกดู ก่อนที่หน้าจะเปลี่ยนเป็นเขียวสลับคล้ำด้วยความโกรธ เขาเริ่มกระโดดโลดเต้นและสบถคำด่าออกมาไม่ต่างจากสือจิ้นเลยสักนิด
"ไอ้เดรัจฉาน! ไอ้สารเลวเอ๊ย!"
สือจิ้นรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นภาพตรงหน้า เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที รอยยิ้มไม่ได้หายไปจากโลกนี้ เพียงแค่ย้ายจากหน้าของคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งเท่านั้น
เขาตบไหล่ซ่งถิงเย่พลางถากถางปนปลอบใจ "ช่างมันเถอะเพื่อน โชคลาภกับคราวเคราะห์มักมาคู่กัน นายเสียแบตเตอรี่ไปวันนี้ ไม่แน่ว่าเดี๋ยวอาจจะเก็บเงินได้เป็นหมื่นก็ได้นะ"
"ไปไกลๆ เลยพี่!"
ซ่งถิงเย่ไม่นึกเลยว่า 'บูมเมอแรง' ที่เขาเพิ่งขว้างออกไปจะหมุนกลับมาฟาดหน้าตัวเองเร็วขนาดนี้