- หน้าแรก
- ยอดนักจำลองสามหมื่นรอบต่อวัน ร่างกายเจ้ายังไหวอยู่ใช่ไหม
- บทที่ 7: อิสระแห่งโอสถปราณโลหิต
บทที่ 7: อิสระแห่งโอสถปราณโลหิต
บทที่ 7: อิสระแห่งโอสถปราณโลหิต
บทที่ 7: อิสระแห่งโอสถปราณโลหิต
เจ้าว่าจ้างชาวบ้านให้สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่เพื่อเป็นที่พำนัก และมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรต่อไปอย่างไม่ลดละ ทว่าการก้าวข้ามจากระดับขัดเกลาผิวหนังไปสู่ระดับหลอมรวมกายานั้นนับเป็นอุปสรรคใหญ่ พัฒนาการของเจ้าจึงเชื่องช้าจนเรียกได้ว่าแทบจะหยุดนิ่ง แต่เจ้าก็เข้าใจดีว่านี่เป็นเรื่องปกติของวิถียุทธ์ จึงมิได้มีท่าทีร้อนรนใจแต่อย่างใด
นอกจากการบ่มเพาะพลังแล้ว เจ้ายังค้นพบความรื่นรมย์ใหม่นั่นคือการตกปลา ในฐานะนักตกปลาผู้เปี่ยมด้วยความหลงใหล เจ้ามักจะกลับบ้านพร้อมกับปลาเต็มตะกร้าเสมอ นั่นเป็นเพราะหากปลาตัวใดไม่ยอมฮุบเหยื่อภายในสองอึดใจ เจ้าก็จะใช้ปราณแท้กระแทกจนพวกมันสลบแล้วช้อนขึ้นมาอย่างง่ายดาย เจ้าพบว่าการตกปลานั้นช่างเรียบง่ายนัก และไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงมีเหล่านักตกปลา 'มือเปล่า' อยู่มากมายถึงเพียงนี้
ในปีที่ยี่สิบสามของเจ้า หลังจากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเซี่ยงเย่ว์มาได้สองปี เจ้าก็เริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่นี่ เจ้าจ้างชาวบ้านให้ช่วยเลี้ยงม้าและตัดฟืน ส่วนตัวเจ้านั้นเฝ้ามองทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ซึมซับความอบอุ่นของมวลบุปผาในฤดูใบไม้ผลิ และรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ไปจนวันตายก็ไม่เลวนัก
ในวันนี้ ระหว่างที่เจ้ากำลัง... กระแทกปลาอยู่นั้น
'เจียงหมานจื่อ' ชายหัวโตผู้น้ำลายสอและดูโง่เขลาก็เดินมาที่ริมทะเลสาบ เขาหัวเราะร่วนพลางเลียนแบบท่าทางของเจ้าและเริ่มกระแทกปลาด้วยตนเอง
เจ้าพบว่าในร่างของเจียงหมานจื่อมีปราณแท้ไหลเวียนอยู่ และหากวัดจากปริมาณแล้ว เขาน่าจะอยู่ในระดับขัดเกลาผิวหนังขั้นต้น พละกำลังมหาศาลของเขานั้นล้วนมาจากปราณแท้เหล่านี้ ทว่าด้วยความที่สติปัญญาไม่สมประกอบ เขาจึงมิอาจควบคุมปราณในร่างได้ ปล่อยให้มันไหลพล่านไปทั่วจนย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายตนเอง
เมื่อปราณแท้ทำลายอวัยวะภายใน เจียงหมานจื่อจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและกลายเป็นคนหงุดหงิดก้าวร้าว นี่คือสาเหตุที่บางครั้งเขาจะอาละวาดเข้าใส่ผู้คน เจ้าพยายามซักถามเกี่ยวกับปราณในร่าง แต่เขากลับทำเพียงหัวเราะและน้ำลายสอใส่ เมื่อเจ้าคั้นไซ้หนักเข้า เขาก็อาศัยพละกำลังมหาศาลหมายจะลงมือกับเจ้า
เจ้าสะบัดมือตบเขาเพียงครั้งเดียว ร่างของเจียงหมานจื่อก็ลงไปกองกับพื้นและร้องไห้โฮ
"ข้าไม่ค่อยอยากลงมือกับเด็กหรือคนบ้าเท่าไหร่หรอกนะ แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าที่มีบัฟติดตัวถึงสองชั้นจะน่ารำคาญได้ขนาดนี้"
ภายหลังจากถูกเจ้าสั่งสอน ดวงตาของเจียงหมานจื่อก็ดูแจ่มใสขึ้นมาก เขาเริ่มพูดจารู้เรื่องและเล่าว่าเขาไปพบ 'ถั่วหวาน' ในหลุมศพท่านปู่ของเขาพอกินเข้าไปแล้วก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้น เจ้าจึงเดินทางไปที่นั่นและตัดสินใจขุดหลุมศพเพื่อตรวจสอบทันที
ภายในหลุมศพนั้น เจ้าพบขุมทรัพย์ล้ำค่ามากมาย:
เจียงหมานจื่อกินโอสถเหล่านี้เพื่อเพิ่มปราณแท้ แต่เขามิได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเพื่อควบคุมมัน ปราณที่ไร้การนำทางจึงทำลายร่างกายและทำลายสมองของเขาจนเสียสติ เจ้าตัดสินใจช่วยสลายปราณแท้ทั้งหมดในร่างของเขาเพื่อมิให้ร่างกายเขาถูกทำลายไปมากกว่านี้ แม้สมองจะมิอาจเยียวยาได้และเขาต้องเป็นคนโง่ผู้ร่าเริงไปตลอดกาลก็ตาม
เจ้าตระหนักได้ว่าตัวตนของปู่เจียงหมานจื่อต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพื่อความปลอดภัย เจ้าจึงตัดสินใจจากหมู่บ้านเซี่ยงเย่ว์ไปทันที โดยทิ้งเงินไว้ให้หัวหน้าหมู่บ้านห้าพันตำลึงเพื่อฝากฝังให้ช่วยดูแลเจียงหมานจื่อสืบไป
เจ้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ครึ่งเดือนต่อมาเจ้าก็มาถึง เมืองฉางเฟิง เมืองเล็กๆ อันรุ่งเรืองที่ตั้งอยู่ชายแดนของอาณาจักรต้าเฉียน ด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ เมืองนี้จึงมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์และเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู เจ้าซื้อคฤหาสน์หลังเล็กที่เงียบสงบในพื้นที่ห่างไกลของเมือง และเปลี่ยนมาบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาเพลงดาบมังกรครวญแทนวิชาเดิม
"บุรุษเรานี่หนอ... มักจะเห่อของใหม่และเบื่อของเก่าอยู่ร่ำไป"
ด้วยการสนับสนุนจากโอสถปราณโลหิต เจ้าใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็ฝึกฝนวิชาใหม่จนถึงจุดสูงสุดของระดับขัดเกลาผิวหนัง เจ้าสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราณแท้ในร่างกล้าแข็งขึ้นกว่าเดิมถึงห้าเท่า ทุกครั้งที่ตวัดดาบจะมีเสียงมังกรคำรามแผ่วเบาที่ส่งผลต่อจิตใจคู่ต่อสู้ให้ชะงักงันไปชั่วพริบตา ในวิถีแห่งความเป็นความตาย เพียงชั่วอึดใจนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินผลแพ้ชนะ
เจ้าเริ่มหันมาศึกษาด้านการหลอมโอสถ เจ้ากวาดซื้อวัตถุดิบสำหรับโอสถปราณโลหิตมาจำนวนมากและขลุกตัวอยู่ในคฤหาสน์เพื่อฝึกฝน ศาสตร์แห่งการปรุงยานั้นต้องการการควบคุมปราณที่แม่นยำยิ่งนัก เพียงความผิดพลาดเพียงนิดย่อมหมายถึงความล้มเหลว
เจ้าเพียรพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้มเหลวแล้วเริ่มต้นใหม่ ทุกวันเมื่อลืมตาขึ้นมาเจ้าจะจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถ แม้ยามหลับตานอนในหัวก็ยังมีแต่รายละเอียดของกรรมวิธี เวลาผ่านไปครึ่งปี เจ้ายังมิอาจปรุงโอสถสำเร็จได้แม้แต่เม็ดเดียว
ทว่าในกระบวนการนั้น เจ้ามิได้กลับมามือเปล่า การควบคุมปราณแท้ของเจ้าละเอียดอ่อนขึ้นเรื่อยๆ และวิชาดาบก็ก้าวหน้าอย่างยิ่ง หากแต่ก่อนความแม่นยำของเจ้าสามารถฟันแมลงวันได้ บัดนี้เจ้าก็สามารถผ่ามดเป็นสองซีกได้แล้ว
อีกหนึ่งเดือนต่อมา เจ้าจำต้องหยุดการหลอมโอสถเพราะเงินทองเริ่มขัดสน สหายที่รู้จักเจ้าดีคงรู้ว่าเจ้ากำลังจะกลับไปสวมบทบาทหัวขโมยอีกครั้ง ทักษะการย่องเบาของเจ้ายมิได้ขึ้นสนิมเลยแม้แต่น้อย เจ้าอาศัยโอกาสฝึกฝนอยู่เสมอจนบางครั้งเพียงแค่เดินผ่านตลาด ถุงเงินสองสามถุงก็จะมาปรากฏอยู่ในมือเจ้าโดยอัตโนมัติ ราวกับเป็นอาการป่วยทางอาชีพที่ฟังฟังก์ชันการเก็บของอัตโนมัติมิอาจปิดลงได้
ในที่สุด เมื่ออายุสี่สิบปี (ปีที่ยี่สิบห้าของการจำลอง) เจ้าก็สามารถหลอมโอสถปราณโลหิตเม็ดแรกได้สำเร็จ ศาสตร์การปรุงยาของเจ้าเข้าสู่ระดับ พื้นฐาน แม้อัตราความสำเร็จจะต่ำเพียงหนึ่งในสิบ แต่นั่นก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
เจ้าฝึกฝนต่อไป จนในปีที่ยี่สิบหก ศาสตร์การหลอมโอสถของเจ้าก็บรรลุระดับ เชี่ยวชาญ มีอัตราความสำเร็จสูงถึงหกในสิบส่วน เจ้าจึงหยุดการฝึกและเริ่มนำโอสถปราณโลหิตที่หลอมได้จำนวนมหาศาลมาใช้เพื่อทะลวงสู่ระดับหลอมรวมกายา
เจ้ามิได้กินโอสถทีละเม็ดอีกต่อไป แต่กลืนพวกมันลงไปทีละกำมือ เจ้ามิรู้ว่าหนึ่งกำมือมีกี่เม็ด รู้เพียงว่าไม่มีคอขวดใดที่โอสถหนึ่งกำมือแก้ไม่ได้ หากมี... ก็แค่เพิ่มเป็นสองกำมือเท่านั้น บัดนี้เจ้าบรรลุอิสระแห่งโอสถอย่างแท้จริง
เวลาสองปีผ่านไปอย่างซ้ำซากจำเจ จนกระทั่งในคืนหนึ่งของปีที่ยี่สิบแปด ระหว่างที่เจ้ากำลังบำเพ็ญเพียรและกลืนโอสถลงไปหนึ่งกำมือ เสียงมังกรครวญก็ดังก้องจากภายในร่าง
เจ้าทะลวงเข้าสู่ ระดับหลอมรวมกายา สำเร็จ
ปราณแท้ระเบิดพุ่งพล่านไปทั่วร่าง ฉีกกระชากเสื้อผ้าจนขาดสะบั้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องนับสิบลูกที่แข็งแกร่ง กางเกงของเจ้าก็มิอาจต้านทานแรงดันได้ แตกกระจายออกจนเหลือเพียงภาพเซนเซอร์อันมหึมาปกคลุมส่วนลับของเจ้าไว้ พลังปราณในระดับหลอมรวมกายานั้นเหนือล้ำกว่าระดับขัดเกลาผิวหนังอย่างเทียบมิได้ เจ้ารู้สึกว่าเพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถตบตัวเจ้าในอดีตให้ตายได้นับสิบคน
"พึ่งยาเนี่ย... มันไวทันใจดีจริงๆ!"
บัดนี้เจ้าสามารถแผ่ปราณแท้ออกสู่พื้นผิวของวัตถุที่สัมผัสได้แล้ว เจ้าชักดาบหมิงหงออกมา อัดปราณแท้เข้าไปแล้วตวัดเพียงครั้งเดียว ต้นตระคร้อเก่าแก่นับสิบปีในลานบ้านที่มิได้ล่วงเกินผู้ใดก็หักโค่นลงทันที พลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า
การบรรลุระดับหลอมรวมกายานั้นหมายความว่าเจ้าสามารถเปิดสำนักยุทธ์และรับศิษย์ได้แล้ว เฉกเช่นหวังคุนเจ้าสำนักดาบทอง เจ้าจึงตัดสินใจพักผ่อนให้ตนเองหนึ่งวันเต็มๆ เจ้าเยียดกายนอนเล่นอยู่ในลานบ้าน ปล่อยวางทุกความคิด เฝ้ามองหมู่เมฆเคลื่อนคล้อยไปตามลมอย่างเงียบเชียบ
ทว่าหลังจากพักผ่อนได้เพียงวันเดียว เจ้าก็กลับเข้าสู่กงล้อแห่งการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง เมื่อฝึกเสร็จและเตรียมตัวจะออกไปหาซื้อสมุนไพรมาปรุงยาเพิ่ม เจ้ากลับต้องชะงักเมื่อเปิดประตูคฤหาสน์ออกมา
เจ้าพบสตรีผู้หนึ่งนอนจมกองเลือด ลมหายใจรวยรินอยู่หน้าประตูบ้านของเจ้า
"แม่นางบุปผา? โยชิ~"