- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมังกรทอง ขอปั้นพ่อบุญธรรมให้ครองโลก
- บทที่ 35 - คัมภีร์แห่งโนอาห์
บทที่ 35 - คัมภีร์แห่งโนอาห์
บทที่ 35 - คัมภีร์แห่งโนอาห์
บทที่ 35 - คัมภีร์แห่งโนอาห์
"ไปกันเถอะครับ"
โนอาห์ไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว บนดินดำที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ การคำนวณรายได้จากการเพาะปลูกด้วยอัตราส่วนผลผลิตต่อเมล็ดพันธุ์ ไม่มีอะไรจะกระตุ้นต่อมโมโหของเขาได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
"ไม่ดูแล้วเหรอ"
"ผมอยากไปดูที่ดินของขุนนางคนอื่นบ้าง"
"ก็ได้"
ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมมังกรทองสายเลือดบริสุทธิ์ถึงมาสนใจที่ดินธรรมดาๆ พวกนี้ แถมดูเหมือนจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟด้วย แต่เซลีน่าก็ยินดีจะไปเป็นเพื่อน ยังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว
เรือเหาะเริ่มลอยตัวขึ้นอีกครั้ง ทิ้งกลุ่มคนที่ยืนงงอยู่ในสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นทุ่งนา พวกเขายังคงสับสนระคนโล่งใจ จนผ่านไปพักใหญ่ ท่านลอร์ดอัศวินที่ถูกโนอาห์ด่าว่าเป็นขยะถึงได้พาคนกลับไป
เซลีน่ามีภารกิจทางการเมือง ต้องตระเวนเยี่ยมเยียนดินแดนขุนนางในสังกัดตระกูลออกัสตัส เดิมทีโนอาห์แค่ติดสอยห้อยตามมากินๆ นอนๆ เพราะใครที่มีสมองหน่อยก็ต้องดูแลปูเสื่อต้อนรับเขาอย่างดี
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ด้วยแรงผลักดันจากอารมณ์ที่รุนแรง และความรู้สึกรับผิดชอบบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น ทุกครั้งที่ไปถึงที่ใหม่ โนอาห์จะตรงไปตรวจสอบไร่นาแถวนั้นทันที ดูวิธีการหว่านเมล็ดและการเพาะปลูกของชาวนาท้องถิ่น สอบถามผลผลิต
แต่พอดูไปเรื่อยๆ โนอาห์กลับหายโกรธไปเอง เพราะที่ไหนๆ ก็เหมือนกันหมด ไม่ต่างกันเลย
เขตอัศวินที่เขาด่าเจ้าของที่ว่าเป็นขยะเป็นที่แรก อัตราผลผลิตหนึ่งต่อสอง ดันกลายเป็นระดับหัวกะทิในบรรดาดินแดนขุนนางทั้งหลายซะงั้น ดินแดนขุนนางส่วนใหญ่มีผลผลิตที่แย่ยิ่งกว่าขยะเสียอีก
บนผืนดินที่โนอาห์เห็น ระดับการพัฒนาทางการเกษตรแทบจะหยุดอยู่ที่ยุคดึกดำบรรพ์แบบถางป่าเผาไร่ ชาวนาหว่านเมล็ดลงบนดินที่พลิกหน้าดินแบบง่ายๆ ระหว่างปลูกแทบไม่ใส่ปุ๋ย ไม่รู้จักการถอนหญ้าวัชพืช ไม่รู้จักการรดน้ำ ฝากท้องไว้กับฟ้าฝนล้วนๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ การมีหน่วยวัดแบบเมล็ดพันธุ์เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ ถ้าดันเกิดผลผลิตมหาศาลเหมือนในความทรงจำของโนอาห์สิ ถึงจะเรียกว่าพระเจ้าว่างจัดจนลงมาเสกให้
ความจริงแล้ว เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับความศรัทธาในเทพเจ้าอยู่บ้าง ชาวนาจำนวนมากชอบสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าที่ตนนับถือ มีเพลงสวดบทหนึ่งที่ฮิตกันมาก ร้องว่า:
"เราไถหว่านผืนดินด้วยความอุตสาหะ เราโปรยเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ โปรดประทานน้ำและปุ๋ยแก่ต้นกล้าด้วยเถิด!
พระแม่ธรณีผู้เมตตา ดินแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงเรา ขอให้เมล็ดพันธุ์ทุกเม็ดหยั่งรากและงอกงาม
พระบิดาแห่งท้องนภาผู้ใจกว้าง โปรดประทานฝนทิพย์แก่พืชผลของเรา ให้สายฝนชุ่มฉ่ำทั่วทุกตารางนิ้ว
ขอให้ความเหนื่อยยากของเรากลายเป็นความอุดมสมบูรณ์ ขอให้ผืนดินนี้รุ่งเรืองชั่วนิรันดร์!"
พูดกันตามตรง โนอาห์พูดไม่ออกเลย หว่านแล้วไม่ถอนหญ้าไม่ใส่ปุ๋ย หวังพึ่งแต่พระเจ้า มันเกี่ยวกับความขยันตรงไหนเนี่ย
แน่นอนว่า มนุษย์ยุคหินพวกนี้ก็ไม่ได้ไร้ความรู้ซะทีเดียว อย่างน้อยก็ยังมีแนวคิดเรื่องการพักหน้าดิน พวกเขารู้จักให้ดินพักผ่อน จึงเกิดระบบนาสองแปลง
คือแบ่งที่ดินทำกินออกเป็นสองส่วน แต่ละปีปลูกพืชแค่ส่วนเดียว ให้อีกส่วนสะสมความสมบูรณ์ที่สูญเสียไป สลับกันไปมาแบบนี้
ในบางพื้นที่ โนอาห์ยังได้เห็นระบบที่ก้าวหน้ากว่าอย่างระบบนาสามแปลง คือแบ่งที่ดินเป็นสามส่วน หมุนเวียนปลูกพืชในรอบสามปี ที่ดินที่พักหน้าดินยังสามารถหว่านเมล็ดหญ้าใช้เลี้ยงสัตว์ได้
แต่คำว่าก้าวหน้าก็แค่เมื่อเทียบกันเอง ระบบนาสามแปลงเมื่อเทียบกับการปลูกแบบยกร่องในความทรงจำของโนอาห์แล้ว มันก็แค่เศษขยะ
การปลูกแบบยกร่องคือการปลูกพืชเรียงเป็นแถวบนเนินดิน (ร่อง) เว้นระยะห่างระหว่างร่อง โดยทั่วไปร่องจะสูงกว่าร่องน้ำระหว่างแถวเล็กน้อย หรือจะเสมอพื้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช
นี่เป็นวิธีการปลูกที่การันตีผลผลิตสูงแน่นอน พืชผลสามารถเติบโตได้อย่างอิสระ ไม่แย่งอาหารกัน เกษตรกรสามารถเดินในร่องน้ำระหว่างแถวเพื่อถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย รดน้ำได้โดยไม่ไปเหยียบย่ำพืชผลเสียหาย
ความเจ๋งของการปลูกแบบยกร่องอยู่ที่ร่องดินและร่องน้ำ สามารถสลับกันได้หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลฤดูหนึ่ง เพื่อให้ดินได้พัก รักษาความสมบูรณ์ของหน้าดินไว้ได้
แต่หลังจากลงพื้นที่สำรวจตามดินแดนขุนนางต่างๆ โนอาห์ก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง นั่นคือการปลูกแบบยกร่องที่คนในความทรงจำเขาทำกันเป็นปกติ ไม่มีทางพัฒนาหรือเผยแพร่ได้ที่นี่
เหตุผลก็ง่ายมาก ชาวนาที่นี่จนเกินไป จนถึงขนาดว่าโลหะทั้งตัวที่พอจะหาได้ อาจมีแค่เหรียญทองแดงไม่กี่สิบเหรียญ หรือดีหน่อยก็เหรียญเงินสักหนึ่งหรือสองเหรียญ
การปลูกแบบยกร่องต้องมีการไถพรวนดินอย่างละเอียด ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือการเกษตรที่ทำจากโลหะ ต้องมีสัตว์ลากจูงและคันไถที่เข้าชุดกัน ถึงจะขุดดินทำร่องน้ำ พูนดินทำร่องปลูกได้
แต่ความต้องการเบื้องต้นแค่นี้ สำหรับครัวเรือนชาวนาที่ถูกขุนนางขูดรีดมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสุดขีด ชาวนาแทบทุกคนไม่มีทางครอบครองเครื่องมือการเกษตรโลหะได้
โลหะในเตาหลอม สุดท้ายก็จะกลายเป็นชุดเกราะบนตัวขุนนางและดาบในมือพวกเขา ไม่มีทางกลายเป็นเครื่องมือในมือชาวนา
ด้วยเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่แปลกที่ชาวนาบนผืนดินนี้จะหยุดอยู่ที่ยุคดึกดำบรรพ์ ต่อให้มีใจอยากจะทำ ก็ไม่มีปัญญา
ขุนนางชั้นผู้น้อยยังกดขี่ชาวนาได้ขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงพวกเหนือมนุษย์ในชนชั้นที่สูงกว่าเลย
แม่บุญธรรมของโนอาห์ เธออาจจะไม่กดขี่ชาวนา เพราะเธอยอมรับฟังความเห็นของโนอาห์ แม้แต่ทาสที่ซื้อมายังยอมมอบโอกาสให้ไถ่ถอนอิสรภาพ
แต่ที่เธอยอมทำ เพราะเธอไม่ได้ใส่ใจเลยต่างหาก นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าการทารุณกดขี่เสียอีก มันคือการมองข้าม หรือจะเรียกว่า 'มองไม่เห็นหัว' เลยก็ได้!
ตำแหน่งของเธอสูงส่งเกินไป ในสายตาเธอ ไม่มีเงาของชาวนาอยู่เลย
ไม่ว่าชาวนาจะปลูกข้าวได้เท่าไหร่ ต่อให้ปรับปรุงเทคนิคการเกษตรจนผลผลิตเพิ่มขึ้นสิบเท่าร้อยเท่า ในสายตาเธอก็แค่นั้น อาจจะไม่เท่าคำอ้อนคำเดียวของโนอาห์ด้วยซ้ำ
นี่แหละคือเรื่องที่น่ากลัวที่สุด!
เหล่าเหนือมนุษย์ผู้ทรงพลังที่สามารถถล่มภูเขา กลับสายน้ำ แทบทุกคน ไม่มีสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยจำนวนมหาศาลเหล่านี้อยู่ในสายตา สำหรับพวกเขา สิ่งมีชีวิตระดับล่างพวกนี้มีค่าเท่ากับไม่มีตัวตน
"โนอาห์น้อย ดูพอหรือยัง"
"พอแล้วครับ เราจะกลับกันหรือยัง"
"กลับสิ เราต้องกลับแล้ว ออกมาเที่ยวรอบนี้ เธอทำความดีความชอบไว้เยอะเลยนะ อยากได้รางวัลอะไรล่ะ"
"ผมอยากออกหนังสือครับ รอผมเขียนหนังสือเสร็จ พวกคุณช่วยโปรโมตให้ทั่วดินแดนได้ไหมครับ"
โนอาห์ตอบ
"เธอจะออกหนังสือ? หนังสืออะไร? เขียนเกี่ยวกับอะไร?"
เซลีน่าหูผึ่งทันที ถามด้วยความสนใจใคร่รู้
"หนังสือคู่มือการทำเกษตรครับ"
โนอาห์ตอบ
ในด้านหนึ่ง เขาไม่อาจทนเห็นพวกคนป่าที่เรียกตัวเองว่าชาวนาทำลายล้างดินดำอันอุดมสมบูรณ์แบบนั้นได้อีกต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง เขาอยากรู้ว่า พฤกษาทองคำจะให้ผลตอบแทนเขาอย่างไรจากเรื่องนี้
ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่า ถ้าเขาเผยแพร่วิธีการปลูกแบบยกร่องออกไปได้สำเร็จ มันจะช่วยชีวิตคนได้นับล้านๆ คุณงามความดีและอิทธิพลระดับนี้ เพียงพอที่จะทำให้ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปชั่วกาลนาน
[จบแล้ว]