- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมังกรทอง ขอปั้นพ่อบุญธรรมให้ครองโลก
- บทที่ 32 - พันธสัญญาหนึ่งร้อยปี
บทที่ 32 - พันธสัญญาหนึ่งร้อยปี
บทที่ 32 - พันธสัญญาหนึ่งร้อยปี
บทที่ 32 - พันธสัญญาหนึ่งร้อยปี
เมื่อเห็นผู้นำคนแคระเมินเฉยต่อเซลีน่าและผู้ติดตามบนเรือทั้งหมด แต่กลับทักทายเขาเพียงคนเดียว โนอาห์ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมแม่บุญธรรมถึงหิ้วเขามาด้วย
ในฐานะสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มังกรโลหะอย่างไม่มีข้อกังขา มังกรทองย่อมมีชื่อเสียงบารมีที่สมฐานะ
ชื่อเสียงนี้ถูกสั่งสมโดยมังกรทองนับพันนับหมื่นตัว ผ่านยุคสมัยนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงมังกรทองทุกตัว
แม้ตอนนี้โนอาห์จะเป็นแค่มังกรวัยเด็ก เขาก็ยังได้รับอานิสงส์จากเกียรติยศนี้
ไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดในที่นั้นรู้สึกว่าการกระทำของ เอลเคน บรอนซ์เบียร์ด ผู้ปกครองป้อมปราการเตาหลอม เป็นเรื่องไม่เหมาะสม นี่คือแนวคิดและการยอมรับที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน
มังกรทองสมควรได้รับสถานะที่สูงส่งและทรงเกียรติเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาพึงได้รับ
"นักรบผู้ได้รับความเมตตาจากขุนเขา ข้าคือมังกรทอง โนอาห์ เฮลิออส รา มุนตัน ขอดวงธรณีนำทางท่าน และขอเกียรติยศแห่งหมู่ผาสถิตอยู่กับท่าน"
เมื่อเจอการทักทายที่เป็นทางการขนาดนี้ โนอาห์ก็จำต้องวางมาด ตอบกลับไปอย่างสมฐานะ
"ท่านโนอาห์ ขออภัยที่ข้าต้องเสียมารยาทถาม ท่านมีความสัมพันธ์อย่างไรกับมนุษย์พวกนี้ พวกมันได้ล่วงเกินท่านหรือไม่ หากมีการล่วงเกิน นักรบคนแคระเกราะหนักสามพันนายแห่งป้อมปราการเตาหลอม ยินดีจะสู้เพื่อท่าน"
หลังทักทายกันพอเป็นพิธี เอลเคนก็เงยหน้าขึ้น พิจารณาท่านหญิงเจ้าเมืองที่อยู่ข้างกายโนอาห์ หนวดเคราที่ถักเป็นเปียยาวแทบจะลากพื้นไหวไปมาตามจังหวะการขยับตัว
เห็นได้ชัดว่า ต่อให้มีแรงกดดันจากระดับตำนาน ผู้นำคนแคระคนนี้ก็ยังคงมีความรู้สึกต่อต้านและไม่พอใจมนุษย์อย่างรุนแรง รวมถึงอคติบางอย่างที่พูดออกมาไม่ได้
"ตระกูลออกัสตัสคือตระกูลผู้พิทักษ์ที่พ่อแม่ข้าเลือกให้ ดยุกคัสเซียสคือพ่อบุญธรรมของข้า และท่านนี้คือแม่บุญธรรมของข้า"
โนอาห์รีบแนะนำทันที
มนุษย์ที่เลี้ยงดูมังกรทอง ย่อมสมควรได้รับบารมีจากชื่อเสียงของมังกรทองไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่บุญธรรมก็ดีกับเขาจริงๆ ดีกว่าพ่อแม่แท้ๆ เสียอีก เพราะพ่อแม่แท้ๆ คงไม่เอาอัญมณีมาให้เขากินเล่นเหมือนลูกอมแบบนี้แน่
"ที่แท้ก็เป็นมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับจากมังกรทอง"
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
สิ้นเสียงของโนอาห์ ก็เกิดเสียงฮือฮาเบาๆ ในหมู่กองทัพคนแคระบนลานกว้าง บรรยากาศที่ตึงเครียดเหมือนจะฆ่าแกงกันจางหายไปเกินครึ่ง
"ในเมื่อเป็นมนุษย์ที่มังกรทองยอมรับ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะเป็นแขกผู้มีเกียรติของป้อมปราการเตาหลอม"
ไม่ใช่แค่คนแคระทั่วไป แม้แต่ เอลเคน บรอนซ์เบียร์ด ที่เดิมทีทำหน้าเคร่งขรึมเหมือนพร้อมจะชักอาวุธมาบวกได้ทุกเมื่อ ก็ยังมีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก รังสีอำมหิตบนลานกว้างถูกพัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น
"เหอะ ตาแก่เตี้ยม่อต้อพวกนี้ ห่วงหน้าตายิ่งกว่าอะไร!"
ตอนนั้นเอง โนอาห์ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังข้างหู เป็นเสียงของแม่บุญธรรมที่กำลังนินทาเอลเคน แต่เสียงที่ไม่ได้ปิดบังนี้กลับไม่ทำให้คนแคระบนลานกว้างมีปฏิกิริยาใดๆ เห็นได้ชัดว่าเสียงนี้ส่งมาให้เขาได้ยินแค่คนเดียว
"การมาเยือนครั้งนี้จะราบรื่นแน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการตีกันแล้วล่ะ โนอาห์น้อย เธอทำผลงานใหญ่หลวงเลยนะ พอกลับไป ฉันจะให้รางวัลอย่างงาม"
เซลีน่าสังเกตเห็นสายตาของโนอาห์ ก็ยิ้มบางๆ ให้
ท่านหญิงเจ้าเมืองที่เดิมทีดูสูงส่งสง่างามจนเอื้อมไม่ถึง ตอนนี้กลับแผ่ออร่าความเป็นมิตรที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจออกมา
โนอาห์หันกลับไปมองพวกคนแคระด้านล่าง แล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ
ความจริงก็เป็นอย่างที่แม่บุญธรรมพูด หลังจากพวกเขาลงจากเรือ ทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม โนอาห์ได้รับการดูแลดีที่สุด เขาถูกเชิญเข้าไปในพระราชวังของเอลเคน
พวกคนแคระขนแผ่นทองคำและอัญมณีจำนวนมากมาถวาย ในนั้นมีอัญมณีระดับไร้ที่ติอยู่หลายเม็ด ล้วนเป็นของโปรดของมังกรทองทั้งสิ้น
แต่ทว่า ผู้ปกครองป้อมปราการเตาหลอมกลับเลี่ยงที่จะคุยกับเขา แล้วพาผู้อาวุโสคนแคระไม่กี่คนไปหารือกับแม่บุญธรรมของเขาที่พระราชวังข้างๆ แทน
โนอาห์เคี้ยวอัญมณีที่พวกคนแคระขุดมาจากลาวาใต้ดินเล่นเหมือนกินถั่ว พลางขบคิดจนตกผลึก
คนแคระก็เป็นเผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พวกเขามีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเผ่าพันธุ์สูงมาก เรื่องหน้าตานี่สำคัญสุดๆ ถึงจะไม่เท่าพวกเอลฟ์ แต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์เหมือนกัน
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเขาเป็นผู้นำคนแคระแห่งป้อมปราการเตาหลอม ต้องเผชิญหน้ากับคำขาดให้สวามิภักดิ์จากตระกูลมนุษย์ที่เพิ่งผงาดขึ้นมา มองในมุมของการสืบทอดสายเลือดและการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เมื่อเจอกับพลังที่สามารถบดขยี้พวกเขาได้ การยอมจำนนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ถ้าต้องยอมคุกเข่าเพราะถูกกำลังทหารกดดัน คนแคระแห่งป้อมปราการเตาหลอมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะมองหน้าคนแคระเผ่าอื่นได้ยังไง พวกเขาไม่อายเหรอ ตัวเองและลูกหลานจะมีที่ยืนในสังคมได้ยังไง
คนแคระไม่ใช่พวกมอนสเตอร์ไร้อารยธรรมในป่าที่รังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง พวกเขามีอารยธรรม มีประวัติศาสตร์ และมีเทพเจ้าที่เคารพบูชา
จะให้ยอมจำนนเพราะกลัวกำลังทหารน่ะฝันไปเถอะ อย่างน้อยเหตุผลในการสวามิภักดิ์ต้องไม่ใช่เพราะกลัวระดับตำนาน
คนแคระต้องการความ 'ดูดี' พวกเขาต้องการเหตุผลที่เหมาะสมและฟังดูดีเพื่อรักษาหน้าตาของป้อมปราการเตาหลอม เหตุผลที่ใครก็หาเรื่องติไม่ได้
ดังนั้น มังกรทองวัยเด็กอย่างเขาจึงถูกหิ้วมาด้วย
การยอมจำนนต่อตระกูลมนุษย์ที่มีระดับตำนานหนุนหลัง กับการยอมสวามิภักดิ์ต่อขุนนางผู้สูงส่งที่ได้รับการยอมรับจากมังกรทอง สองอย่างนี้คนละเรื่องกันเลย
อย่างแรกจะถูกหัวเราะเยาะ แต่อย่างหลังจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
"หือ?"
โนอาห์ที่คิดว่าตัวเองไขปริศนาคนแคระได้แล้ว จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นขวับ เขาสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของธาตุในอากาศที่ผิดปกติ นั่นคือจอมเวทระดับสูงกำลังควบคุมธาตุ
ตูม——
ลำแสงสีขาวเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆ ธาตุต่างๆ กรีดร้อง ขุนเขาสั่นสะเทือน พระราชวังโยกไหว ฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราว
"ไหนบอกว่าคุยกันดีๆ ไม่ตีกันไงครับ"
โนอาห์สัมผัสแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินแล้วก็เริ่มลนลาน หันซ้ายแลขวาหาทางหนีทีไล่
"แน่นอนว่าไม่ตีกันจ้ะ"
แสงสว่างวาบขึ้น ร่างระหงของแม่บุญธรรมก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูท่าทางพอใจกับผลการเยือนครั้งนี้มาก
"โนอาห์น้อย ธุระเสร็จแล้ว เรากลับกันเถอะ"
"แค่นี้เหรอครับ"
โนอาห์มองสาวใช้คนแคระรอบๆ ที่เมื่อกี้ยังคอยปรนนิบัติเขาอยู่ ตอนนี้พวกเธอทำอะไรไม่ถูก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวล
"ไม่ต้องกลัว จากนี้ไป ป้อมปราการเตาหลอมคือพันธมิตรของตระกูลออกัสตัส ฉันกับหัวหน้าเผ่าของพวกเธอได้เซ็นสัญญาพันธมิตรหนึ่งร้อยปีเรียบร้อยแล้ว"
อารมณ์ของเซลีน่าดีสุดๆ ขณะปลอบขวัญสาวใช้คนแคระ อักขระสีเงินก็สว่างวาบขึ้นกลางอากาศ เรียงตัวกันเป็นประตูมิติ
โนอาห์เดินตามแม่บุญธรรมข้ามมิติกลับมาบนเรือเหาะ ในขณะที่พื้นลานกว้างเบื้องล่างยังคงสั่นสะเทือนเบาๆ อาฟเตอร์ช็อกยังคงอยู่ คนแคระที่อาศัยอยู่ในเมืองป้อมปราการต่างดูแตกตื่นโกลาหล
[จบแล้ว]