เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 สถานการณ์

บทที่ 19 สถานการณ์

บทที่ 19 สถานการณ์


วันเวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงชั่วพริบตา หวังจิ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมาได้ครึ่งปีแล้ว

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานี้ เสิ่นซานได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลอู๋ในการก่อตั้งกองคาราวานและกำหนดเส้นทางการค้า ร้านค้าหลายแห่งได้เปิดทำการในตัวเมือง และที่โดดเด่นที่สุดคือโรงงานผลิตเกลือในอำเภอชางซึ่งติดทะเล มันสร้างกำไรให้แก่หวังจิ้นอย่างมหาศาลในทุกๆ เดือน

เกลือสมุทรสีขาวบริสุทธิ์ดุจเกล็ดหิมะที่กลั่นจากโรงงาน เปรียบเสมือนการโจมตีที่เหนือชั้นจนเกลือจากบ่อและเกลือหยาบของพ่อค้าเกลือเอกชนรายอื่นไม่อาจเทียบติด มันถูกส่งขายไปตามเส้นทางการค้าสู่เมืองและอำเภอโดยรอบ

ทุกเดือนจะมีเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่มือของหวังจิ้นอย่างไม่ขาดสาย เขาใช้เงินเหล่านี้แลกเปลี่ยนสินค้าในราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินจากระบบแล้วนำออกมาขายต่อ เพียงแค่ครึ่งปี หวังจิ้นก็สะสมแต้มทรัพยากรได้เกือบสิบล้านแต้ม

ข้อดีของการจับมือกับตระกูลใหญ่คือทรัพย์สินของเขาสามารถกลมกลืนกับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว ลดแรงต่อต้านลงได้มาก ในขณะเดียวกัน สินค้าที่หวังจิ้นแลกมาจากระบบก็ถูกขายต่อให้พวกตระกูลใหญ่ในราคาบวกกำไร เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนแบ่งในผลประโยชน์ และต่างฝ่ายต่างก็สะสมความมั่งคั่งมากขึ้น

ทว่าข้อเสียก็ชัดเจนเช่นกัน ชาวบ้านจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สูญเสียที่ดินทำกิน บ้างก็ต้องขายตัวเป็นทาส บ้างก็ต้องเช่าที่นาของพวกตระกูลขุนนางทำกิน จะมีข้าวกินอิ่มท้องหรือไม่หลังจากทำงานหนักมาทั้งปี ล้วนขึ้นอยู่กับมโนธรรมของเจ้านาย และรายได้จากภาษีอากรของเมืองก็ลดน้อยถอยลงทุกวัน

ณ ศาลาริมทะเลสาบภายในจวนเจ้าเมือง หวังจิ้นกำลังนั่งเดินหมากกับสุมาอี้

หวังจิ้นถือตัวหมากในมือ แววตาว่างเปล่ามองดูกระดานที่ไร้ทางสู้ เขาใช้มือลูบคางที่เกลี้ยงเกลาไร้หนวดเคราของตน

"จ้งต๋า เราเล่นกันมาทั้งวันแล้ว เจ้าให้ข้าชนะสักตาไม่ได้หรือไง? ไม่ไว้หน้าข้าบ้างเลยรึ? ออมมือให้หน่อยเถอะน่า"

สุมาอี้ยิ้มพลางส่ายหน้า กล่าวว่า "ฝีมือเดินหมากของนายท่านล้ำลึกขึ้นทุกวัน ข้าน้อยมิกล้าประมาท ทำได้เพียงทุ่มเทสุดฝีมือขอรับ"

หวังจิ้นโยนตัวหมากในมือทิ้ง

"ไม่เล่นแล้ว! ไม่เห็นจะสนุกเลย!"

หวังจิ้นรู้ดีว่าสุมาอี้แค่พูดเอาใจ ที่บอกว่า 'ล้ำลึกขึ้นทุกวัน' แม้จะดีกว่าตอนเริ่มแรกนิดหน่อย แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับของสุมาอี้แบบไม่เห็นฝุ่น

ทุกครั้งสุมาอี้จะสร้างภาพลวงตาว่าหวังจิ้นใกล้จะชนะแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยชนะได้จริงๆ เป็นการค่อยๆ กัดกร่อนจิตใจและความมั่นใจของหวังจิ้นทีละน้อย

ตามคำกล่าวของสุมาอี้ นี่คือการฝึกฝนจิตใจให้เผชิญกับความล้มเหลว ผู้ปกครองอาจจะไม่ฉลาด อาจจะไม่กล้าหาญ อาจจะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่สิ่งเดียวที่ขาดไม่ได้คือความสามารถในการต้านทานความล้มเหลว ต้องมีความอดทนอดกลั้น

หวังจิ้นได้แต่ตอบรับว่า "อือ ใช่ๆๆ ท่านพูดถูก"

เขาลุกขึ้นยืน มองดูปลาสวยงามที่ว่ายวนเวียนอยู่ในทะเลสาบเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถามสุมาอี้ "จ้งต๋า ตอนนี้เราสะสมทรัพยากรได้มากพอแล้ว และพวกตระกูลใหญ่ก็เริ่มแข็งข้อขึ้น ถึงเวลาเก็บเกี่ยวพวกมันหรือยัง?"

"ข้าแค่เอาชุดเกราะจำนวนหนึ่งไปซ่อนไว้ในสวนหลังบ้าน ก้นสระน้ำ หรือห้องใต้ดินของพวกมัน แล้วบุกเข้าไปค้น ใช้ข้อหา 'ซุกซ่อนอาวุธคิดก่อกบฏ' ฆ่าล้างตระกูลแล้วยึดทรัพย์สินให้หมด ท่านคิดว่าอย่างไร?"

สุมาอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า

"ยังไม่ใช่เวลาขอรับ อีกอย่าง วิธีการนี้รุนแรงเกินไปและอาจก่อให้เกิดการต่อต้านตีกลับได้"

"เมื่อเดือนก่อน นายท่านบอกว่าได้รับจดหมายจากใต้เท้าจาง แจ้งว่าพระพลานามัยของฝ่าบาทเริ่มย่ำแย่ และพระองค์ต้องการปลดฮองเฮาและรัชทายาทใช่หรือไม่?"

หวังจิ้นพยักหน้า

มุมปากของสุมาอี้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน

"มารดาผู้ให้กำเนิดรัชทายาทคือบุตรสาวสายเลือดแท้ของตระกูลชุย หากฝ่าบาทดึงดันจะปลดรัชทายาทและฮองเฮา แล้วแต่งตั้งองค์ชายสามซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากบุตรสาวพ่อค้า ขึ้นเป็นรัชทายาท และยกย่องลูกสาวพ่อค้าขึ้นเป็นฮองเฮา เมื่อนั้น 'กองทัพธรรม' กลุ่มต่างๆ ก็จะเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง"

"ฝ่าบาทจะไม่ยอมให้ตระกูลฝ่ายมารดาของจักรพรรดิองค์ต่อไปมาจากหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่อีกแล้ว ในตอนนี้แม้จักรพรรดิจะทำอะไรพวกมันไม่ได้ แต่พระองค์ก็ยังกุมกระแสหลักของแผ่นดินไว้ หากปล่อยให้พวกตระกูลใหญ่มีฮ่องเต้หุ่นเชิดที่เป็นหลานชายของตนเองอีก ราชวงศ์จิ้นอันยิ่งใหญ่อาจจะไม่ได้แซ่จ้าวอีกต่อไป ฝ่าบาทไม่มีทางยอมแน่"

"แม้ว่า 'กองทัพธรรม' เหล่านี้จะมีพวกตระกูลใหญ่ชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่ใครจะรู้ว่าท่ามกลางความโกลาหล อาจมีวีรบุรุษที่แท้จริงถือกำเนิดขึ้น? ถึงเวลานั้นแหละ จึงจะเป็นเวลาชักดาบออกจากฝัก!"

หวังจิ้นลองไตร่ตรองดูก็เห็นว่าสุมาอี้พูดมีเหตุผล ในยามบ้านเมืองสงบสุข หากไม่ทำตามกฎกติกา ย่อมสร้างความตื่นตระหนกและโกรธแค้นแก่ผู้คน แต่ถ้ากระดานหมากถูกล้มกระจัดกระจาย จะไม่มีใครสนหรอกว่าคนที่ถือมีดอยู่ในมือจะเล่นตามกฎหรือไม่

"แต่ถ้าแผ่นดินไม่เกิดความวุ่นวายล่ะ? ถ้าฝ่าบาทหรือพวกตระกูลใหญ่ยอมถอยล่ะ?"

สุมาอี้ส่ายหน้าอย่างเยือกเย็น

"พวกเขาไม่ถอยหรอกขอรับ อำนาจคือยาพิษที่ไร้ทางแก้ วีรบุรุษในใต้หล้ามีมากมาย และคนมักใหญ่ใฝ่สูงก็ไม่เคยขาดแคลน หากบ้านเมืองไม่วุ่นวายจริงๆ..."

ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตาของสุมาอี้

"วิธีการสนับสนุน 'กองทัพธรรม' ให้เกิดขึ้น... ข้าน้อยเองก็เชี่ยวชาญเช่นกัน"

หวังจิ้นถอนหายใจ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้นผู้นี้ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง สถานการณ์ของพระองค์ช่างคล้ายคลึงกับพระเจ้าเลนเต้ในชาติก่อนของเขา

พระเจ้าเลนเต้ก่อคดี 'ภัยคุกคามจากพรรคพวก' เพื่อจัดการตระกูลขุนนาง ก่อตั้งสำนักศึกษาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ แต่จู่ๆ กบฏโจรโพกผ้าเหลืองก็ปะทุขึ้นทั่วแผ่นดิน พระเจ้าเลนเต้หวาดกลัวจึงยอมยกเลิกคำสั่งกวาดล้าง หลังจากปราบโจรโพกผ้าเหลืองได้ พระองค์ต้องการตั้งโอรสของพระมเหสีโฮซึ่งมาจากตระกูลคนฆ่าสัตว์ให้เป็นฮ่องเต้ แต่พระองค์กลับด่วนสวรรคตไปเสียก่อน

เมื่อยุวจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ ตระกูลหยวนซึ่งเป็นขุนนางชั้นซานกงมาสี่รุ่น ก็ยุยงให้พวกขันทีสังหารแม่ทัพโฮจิ๋นและยึดอำนาจทางทหาร ยันต์กันภัยแผ่นสุดท้ายของยุวจักรพรรดิถูกฉีกทิ้ง จากนั้นไท่ฟู่หยวนขุยก็เรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงเพื่อปลดจักรพรรดิ

สิ่งเดียวที่ตระกูลหยวนอาจจะคาดไม่ถึงคือ ตั๋งโต๊ะกลับล้มกระดาน สังหารหยวนขุยผู้นำตระกูลและหยวนจีบุตรชายคนโตสายเลือดแท้ ทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลจึงตกไปอยู่ในมือของอ้วนเสี้ยวบุตรชายคนโตที่เกิดจากเมียน้อย และอ้วนสุดบุตรชายคนรองสายเลือดแท้ ประเด็นสำคัญคือสองพี่น้องนี้ไม่ถูกกัน ทำให้อำนาจของตระกูลหยวนแตกแยก

ก็น่าแปลกที่ในประวัติศาสตร์ชาติก่อนของเขา ไม่มีตระกูลใดที่มีเกียรติยศระดับขุนนางชั้นซานกงสี่รุ่นจะเป็นคนซื่อสัตย์เลยสักตระกูล เช่นเดียวกับตระกูลหยางที่มีเกียรติยศระดับเดียวกัน

"แต่ตอนนี้เราจะปล่อยให้พวกมันเหิมเกริมต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นรายได้ภาษีปีหน้าอาจไม่พอจ่ายเบี้ยหวัดขุนนางด้วยซ้ำ"

สุมาอี้กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินดังนั้น

"คำเตือนที่จำเป็นนั้นขาดไม่ได้ และเราต้องทำให้พวกมันเลือดตกยางออกบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้พวกมันรู้สึกสบายใจ"

หวังจิ้นพยักหน้า นั่นสินะ การยอมจ่ายค่าคุ้มครองย่อมทำให้พวกมันสบายใจขึ้น มิฉะนั้นพวกตระกูลใหญ่คงกังวลว่าหวังจิ้นจะจ้องฮุบสมบัติทั้งหมดโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมและใช้กำลังแย่งชิงไปดื้อๆ

"ตกลง พรุ่งนี้เราจะจัดงานเลี้ยง อืม... อ้างว่าข้าได้สัตว์วิเศษหายากตัวใหม่มาก็แล้วกัน"

ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ หวังจิ้นได้รับเลี้ยงแมวและสุนัขหลายตัว ตระกูลอู๋พอรู้ว่าหวังจิ้นชอบสัตว์เลี้ยง เมื่อไม่กี่วันก่อนจึงหาแพนด้ามาให้ตัวหนึ่ง ซึ่งหวังจิ้นชอบมาก เขาถึงกับสร้างกรงเลี้ยงดูอย่างดีให้เจ้าแพนด้าที่ตั้งชื่อว่า 'ไข่มุก' ภายในจวนเจ้าเมือง โดยมันได้กินหน่อไม้สดที่ตระกูลอู๋จัดส่งมาให้ทุกวัน ชีวิตสุขสบายยิ่งนัก

เมื่อพูดถึงไข่มุก หวังจิ้นก็เดินไปดูเจ้าไข่มุกที่กำลังนอนงีบหลับอยู่ในกรง

เขาเดินเข้าไป ขยี้หัวเจ้าหมีขนปุย สูดดมกลิ่นอายของมันเข้าปอดลึกๆ หลายครั้ง ด้วยสีหน้าฟินสุดขีด เขาอุ้มและเล่นกับมันอยู่พักใหญ่

สุมาอี้และบ่าวรับใช้ที่ดูแลแพนด้าอยู่ด้านหลัง ต่างแสดงสีหน้าไม่เข้าใจพฤติกรรมอันยากจะหยั่งถึงนี้ของนายน้อยเลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ บทที่ 19 สถานการณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว