- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 59 วัยรุ่นก็คือการขายคำหวานสินะ
บทที่ 59 วัยรุ่นก็คือการขายคำหวานสินะ
บทที่ 59 วัยรุ่นก็คือการขายคำหวานสินะ
ในปี 2002 มีเด็กมหาวิทยาลัยไม่กี่คนหรอกที่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ไม่อย่างนั้นจินหยางหมิงคงไม่พยายามหาเรื่องมาอวดรวยขนาดนั้นหรอก แต่วันนี้เฉินฮั่นเซิงก็ได้ลองเป็น “ไอ้หนุ่มขี้อวด” ดูบ้าง แล้วก็ต้องยอมรับเลยว่า... มันรู้สึกดีชะมัดยาด
การอวดเบ่งแบบนี้มันอยู่คนละมิติกับเรื่องตำแหน่งหรือความอาวุโส เล่นเอาจัวเสี่ยวลี่เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
มู่เหวินหลิง รองประธานสภานักศึกษาหญิงอีกคนรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย ให้ทุกคนสงบสติอารมณ์เตรียมประชุม จัวเสี่ยวลี่เดินกลับไปนั่งที่พลางดึงชายเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เคยยัดใส่กางเกงออกมาปิดเพจเจอร์ที่เอวไว้อย่างเงียบๆ
“ที่เรียกทุกคนมาวันนี้ หลักๆคือต้องการหารือเรื่องการเตรียมงานรับน้องใหม่ครับ”
หูซิวผิง รองประธานสภานักศึกษาเอ่ยเปิดประเด็น “งานรับน้องใหม่เป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะปีนี้ครบรอบ 50 ปีสถาปนามหาวิทยาลัย อาจจะมีผู้บริหารจากสถาบันอื่นมาดูงานด้วย ทุกคนต้องตั้งใจเตรียมงานให้ดีเป็นพิเศษนะครับ”
เฉินฮั่นเซิงเพิ่งรู้เรื่องครบรอบ 50 ปีก็ตอนนี้ มิน่าล่ะช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัยถึงได้ขยันเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซ่อมแซมภูเขาจำลอง ขุดลอกทะเลสาบเทียม ที่แท้ก็เตรียมต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่นี่เอง
“ถ้าครบรอบ 50 ปี ทางมหาวิทยาลัยก็ต้องมีงานฉลองใหญ่น่ะสิ”
เฉินฮั่นเซิงกระซิบถามฉีเว่ย “แล้วมันจะชนกับงานรับน้องใหม่ของคณะเราไหมครับ?”
“ชนแหงๆ ดีไม่ดีพอเราจัดงานรับน้องที่ศูนย์กิจกรรมเสร็จ งานฉลองของมหาลัยก็อาจจะต่อคิวรอเสียบเลย” ฉีเว่ยตอบอย่างเซ็งๆ
ทันใดนั้น จัวเสี่ยวลี่ก็พูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน “ฝ่ายประชาสัมพันธ์มีปัญหาอะไรครับ? ข้างบนกำลังประชุม ข้างล่างก็เปิดวงคุยกันเอง ไม่มีวินัยองค์กรกันบ้างเลยรึไง?”
ฉีเว่ยเป็นนักศึกษาหญิงที่สุขุมรอบคอบและมีความคิดเป็นของตัวเอง เธอยืนขึ้นเม้มปากแน่นก่อนตอบว่า “เมื่อกี้ดิฉันกับรองประธานเฉินกำลังปรึกษากันว่า ในเมื่อปีนี้ครบรอบ 50 ปี ทางมหาวิทยาลัยต้องมีงานฉลองใหญ่แน่ๆ กิจกรรมของเราจะไปชนกับงานใหญ่หรือเปล่าคะ?”
“ความหมายของคุณคือจะให้ระงับงานรับน้องปีนี้งั้นเหรอ?”
หูซิวผิงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ฉีเว่ยส่ายหน้า “ดิฉันคิดว่างานรับน้องของคณะปีนี้ควรจัดแบบเรียบง่าย ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป เพราะถึงตอนนั้นเราอาจจะต้องไปช่วยงานฉลองของมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ”
รองประธานทั้งสามมองหน้ากัน ต่างคนต่างความคิด
มู่เหวินหลิงเห็นด้วยกับฉีเว่ย หูซิวผิงอยากให้คงมาตรฐานเดิมไว้ ส่วนจัวเสี่ยวลี่เหลือบมองเฉินฮั่นเซิงที่นั่งกดมือถือเล่นอย่างไม่ยี่หระแล้วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“ผมว่าไม่ควรลดมาตรฐาน ตรงกันข้าม เราต้องยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าจัดงานแบบลวกๆ ผู้บริหารจะมองคณะเรายังไง?”
ฉีเว่ยส่ายหน้าเงียบๆ จัวเสี่ยวลี่นี่มันเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานชัดๆ คำว่า “ยกระดับมาตรฐาน” พูดง่ายแต่ทำยาก คนที่รับกรรมก็คือฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ต้องออกไปเป็นขอทานหาเงินเข้าบ้านนั่นแหละ
เธอหันไปมองเฉินฮั่นเซิง หวังว่า “ตัวตึง” คนนี้จะลุกขึ้นมาโต้แย้งบ้าง เผื่อสถานการณ์จะพลิกผัน แต่เฉินฮั่นเซิงกลับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาอ้อนวอนของเธอ
ความจริงเฉินฮั่นเซิงรู้ตัวดี แต่เขามีแผนในใจ ตั้งแต่เริ่มทำโครงการธุรกิจ เขาก็ไม่ใช่แค่นักศึกษาธรรมดาอีกต่อไป
หูซิวผิงที่ลังเลอยู่แล้ว พอได้ยินจัวเสี่ยวลี่สนับสนุนก็รีบสรุป “ถึงจะไม่ยกระดับ แต่ก็ห้ามลดมาตรฐานเด็ดขาด งั้นเรามาแบ่งหน้าที่กันเลย ฝ่ายประชาสัมพันธ์รับผิดชอบเรื่องหาสปอนเซอร์...”
เนื้อหาหลังจากนั้นเฉินฮั่นเซิงไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ จับใจความได้แค่ว่าภารกิจของฝ่ายประชาสัมพันธ์คือหาเงินสนับสนุนให้ได้ 3,500 หยวน และต้องเป็นเงินสดๆ ไม่ใช่คูปองส่วนลดปาหี่แบบที่โจวเสี่ยวเคยทำ
หลังเลิกประชุม ฉีเว่ยหันมาบอกเฉินฮั่นเซิงว่า “ตอนนี้รับสมัครน้องใหม่เข้าฝ่ายครบแล้ว นายอยากเจอเพื่อนๆหน่อยไหม?”
แม้เฉินฮั่นเซิงจะเป็นรองประธาน แต่ตอนสัมภาษณ์ฉีเว่ยก็ไม่ได้เรียกเขาไปช่วย ซึ่งเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ ยักไหล่ตอบง่ายๆว่า “เจอกันหน่อยก็ดีครับ”
ฝ่ายประชาสัมพันธ์มักเป็นฝ่ายที่มีคนเยอะที่สุด ปีนี้มีสมาชิกทั้งหมด 11 คน นอกจากประธานและรองประธานแล้ว ยังมีปีสอง 3 คน และปีหนึ่งอีก 5 คน
พวกน้องใหม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเฉินฮั่นเซิงแต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยาก เพราะในห้องกิจกรรมมีผู้ชายคนเดียวที่นั่งเอนหลังไขว่ห้างสูบบุหรี่อย่างสบายใจเฉิบ
“รองประธานเฉิน นี่คือสมาชิกฝ่ายเราทั้งหมด” ฉีเว่ยแนะนำ
เฉินฮั่นเซิงพยักหน้าทักทาย บุคลิกของเขาช่างสมคำร่ำลือ ขนาดทักทายยังไม่ยอมดับบุหรี่ในมือเลย
ฉีเว่ยเริ่มเข้าเรื่อง “ครั้งนี้สภานักศึกษามอบหมายให้เราหาเงินสปอนเซอร์ 3,500 หยวน ฉันในฐานะประธานจะรับผิดชอบ 1,500 หยวน ส่วนรองประธานอีกสองคนรับไปคนละ 1,000 หยวน คนอื่นๆคอยช่วยสนับสนุน มีใครมีปัญหาอะไรไหม?”
เหยาชิงกั๋วทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ “มีปัญหาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ฝ่ายเรามันรับกรรมแบบนี้แหละ”
ฉีเว่ยไม่สนคำบ่นของเหยาชิงกั๋ว หันมาทางเฉินฮั่นเซิง “แล้วรองประธานเฉินล่ะ?”
เฉินฮั่นเซิงพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลมลอยละล่อง “3,500 หยวน ผมคนเดียวก็ไหว”
มุมปากเหยาชิงกั๋วกระตุกยิกๆ เดิมทีอยากจะด่าว่า “โม้” แต่พอนึกถึงวีรกรรมทวงเงินของเฉินฮั่นเซิง ก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอไป
ฉีเว่ยพยักหน้า ลึกๆเธอก็รู้สึกคล้ายกัน
ทั้งที่ยอด 1,500 หยวนของตัวเองเธอยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้ แต่เธอกลับมีความเชื่อมั่นประหลาดๆในตัวเฉินฮั่นเซิง นี่คงเป็นเหตุผลที่เธอดันเขาขึ้นมาเป็นรองประธาน
“เอาล่ะ ต่อไปเราจะแบ่งน้องๆไปช่วยงาน ขอเป็นความสมัครใจนะ ใครอยากอยู่กับฉันหรือรองคนไหนก็เลือกได้เลย”
ฉีเว่ยจัดระเบียบอารมณ์แล้วประกาศ
ผิดคาด นอกจากปีสอง 2 คนที่เลือกเหยาชิงกั๋ว และ 1 คนที่เลือกฉีเว่ย น้องใหม่ปีหนึ่งทั้ง 5 คนต่างยกมือขออยู่กับเฉินฮั่นเซิงหมด
เฉินฮั่นเซิงเองก็แปลกใจ นึกว่าจะต้องฉายเดี่ยวเสียแล้ว
สุดท้ายมีน้องใหม่คนหนึ่งเกรงใจเลยย้ายไปอยู่กับฉีเว่ย ทีมของเฉินฮั่นเซิงเลยประกอบด้วยเด็กปีหนึ่ง 4 คน ชาย 2 หญิง 2
ฉีเว่ยแบ่งทีมเสร็จก็ไม่เยิ่นเย้อ กำชับให้รีบทำงานให้เสร็จแล้วก็ปล่อยเลิก
“รองประธานเฉิน พรุ่งนี้เราต้องออกไปขอสปอนเซอร์เลยไหมคะ?”
เนี่ยเสี่ยวอวี่ น้องใหม่คนหนึ่งถามขึ้น
“พรุ่งนี้?”
เฉินฮั่นเซิงมีธุระอื่น โบกมือปัด “พรุ่งนี้วันหยุดพักผ่อน ใครจะนอน จะเล่นเกม หรือจะไปเดตก็ตามสบาย มีอะไรค่อยว่ากันวันจันทร์”
น้องใหม่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ในเมื่อรองประธานสั่งมาแบบนี้ก็ไม่มีใครกล้าขัด
• ·····
ระหว่างเดินกลับหอพัก เฉินฮั่นเซิงหยิบมือถือออกมาโทรหาแม่
“ฮัลโหล ใครคะ?”
เสียงเหลียงเหม่ยจวนดังมาจากปลายสาย
“ลูกชายแม่เอง ผมเพิ่งซื้อโทรศัพท์ใหม่ เบอร์ 133XXXXXXX ต่อไปมีอะไรก็โทรเบอร์นี้นะ”
เหลียงเหม่ยจวนได้ยินก็ของขึ้นทันที “โทรศัพท์เครื่องเท่าไหร่? เอาเงินที่ไหนมาซื้อ? ช่วงนี้ไปก่อเรื่องอะไรมาหรือเปล่า?”
เจอคำถามชุดใหญ่ไฟกะพริบเข้าไป เฉินฮั่นเซิงก็เบ้ปาก ดึงโทรศัพท์ออกห่างหู แล้วตะโกนกลับไปว่า “ฮัลโหล แม่ ได้ยินไหม ฮัลโหล สัญญาณไม่ดีเลย แค่นี้ก่อนนะครับ...”
“ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...”
เหลียงเหม่ยจวนถือหูโทรศัพท์ค้างด้วยความงุนงง
เฉินจ้าวจวินที่กำลังล้างจานได้ยินเสียงเอะอะก็เดินออกมาถาม “ใครโทรมา?”
“ก็ไอ้ลูกตัวดีน่ะสิ โทรมาบอกว่าซื้อโทรศัพท์ใหม่ แต่ไม่บอกว่าเอาเงินมาจากไหน สุดท้ายก็ชิงวางสายใส่ฉันเฉยเลย”
ยิ่งพูดยิ่งกังวล สุดท้ายเหลียงเหม่ยจวนก็ตบเข่าฉาด “ไม่ได้การล่ะ ฉันใจคอไม่ดีเลย ต้องไปดูไอ้ลูกชายที่เจี้ยนเย่หน่อยแล้ว”
เฉินจ้าวจวินเองก็ไม่สบายใจ โทรศัพท์เครื่องนึงตั้งหลายพัน ขนาดเขาที่เป็นพ่อแม่ยังใช้แค่เสี่ยวหลิงทง(โทรศัพท์กึ่งมือถือกึ่งโทรศัพท์บ้าน) แต่ลูกชายดันมีมือถือใช้ก่อนซะงั้น
“ฮั่นเซิงถึงจะเกเรไปบ้าง แต่เขาก็รู้ลิมิตนะ เรื่องผิดกฎหมายคงไม่ทำหรอกมั้ง”
เฉินจ้าวจวินพยายามวิเคราะห์อย่างใจเย็น แต่พอเจอสายตาพิฆาตของภรรยา ก็รีบกลับลำทันที “แต่ผมก็เห็นด้วยว่าควรไปดูหน่อย เรายังไม่รู้เลยว่ามหาลัยลูกมันอยู่ตรงไหน แต่จะไปพรุ่งนี้เลยคงไม่ได้ วางแผนกันหน่อยดีกว่า ลางานพักร้อนไปเที่ยวเจี้ยนเย่กันสักทริปเลยดีไหม?”
เหลียงเหม่ยจวนเห็นดีด้วย จะได้ไม่ต้องรีบร้อนเดินทางไปกลับ
เฉินฮั่นเซิงหารู้ไม่ว่าพ่อแม่กำลังวางแผนจู่โจมสายฟ้าแลบ เขายังคงโทรหาเสิ่นโหยวชูอย่างสบายใจเฉิบ
“นี่เบอร์มือถือฉันนะ 133XXXXXXX ต่อไปโทรหาเบอร์นี้นะ”
“พูด... พูดช้าๆหน่อยได้ไหมคะ ฉันขอไปหยิบกระดาษก่อน”
“เร็วๆสิ”
เฉินฮั่นเซิงเร่งยิกๆ
“ค่ะๆ รอแป๊บนึงนะ”
เสิ่นโหยวชูวิ่งไปหยิบกระดาษ คงเพราะกลัวโดนดุว่าช้า เลยซุ่มซ่ามชนข้าวของล้มเสียงดัง “โครมคราม” ลอดเข้ามาในโทรศัพท์
สักพักใหญ่ เสียงเสิ่นโหยวชูก็กลับมา “คะ... คุณยังอยู่ไหมคะ?”
“เมื่อกี้ชนอะไรรึเปล่า?”
เฉินฮั่นเซิงถาม
“ค่ะ...”
เสิ่นโหยวชูยอมรับเสียงอ่อย
เฉินฮั่นเซิงถอนหายใจ “ซุ่มซ่ามจริง เจ็บตรงไหนไหม?”
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ แค่กะละมังคว่ำ”
เสิ่นโหยวชูอธิบายตะกุกตะกัก
เฉินฮั่นเซิงโล่งใจ ทวนเบอร์โทรศัพท์ให้อีกรอบ แล้วกำชับให้จำให้ขึ้นใจ
พอกดวางสาย เสิ่นโหยวชูก็ท่องเบอร์ในกระดาษซ้ำสามรอบ พับเก็บใส่ในหนังสือ แล้วยกกะละมังเดินไปห้องอาบน้ำ
แต่ก่อนจะเปิดน้ำ เธอก็หยิบกระดาษออกมาท่องอีกรอบ ก่อนถอดเสื้อผ้าก็ท่องอีกรอบ อาบน้ำเสร็จผมยังเปียกมะล่อกมะแล่ก ก็รีบหยิบมาท่องอีกรอบ
จนมั่นใจว่าจำได้แม่นแล้ว ถึงได้เก็บกระดาษแผ่นนั้นสอดไว้ในหนังสืออย่างทะนุถนอม
ส่วนบทสนทนาระหว่างเฉินฮั่นเซิงกับเซียวหรงอวี้นั้นดูรื่นเริงกว่ามาก
“เสี่ยวเฉิน นายซื้อโทรศัพท์แล้วจริงเหรอ?”
“แปลกตรงไหน”
เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างไม่ยี่หระ
“งั้นพรุ่งนี้เอามาอวดหน่อยสิ”
“พรุ่งนี้เหรอ...”
เฉินฮั่นเซิงกะจะบอกเรื่องนี้กับเซียวหรงอวี้พอดี “พรุ่งนี้ฉันจะไปบ้านอาจารย์ที่ปรึกษา มีเรื่องต้องปรึกษานิดหน่อย”
เฉินฮั่นเซิงตั้งใจจะเอาผลไม้ไปคุยกับกัวจงอวิ๋นเรื่องเป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งแน่นอนว่ากัวจงอวิ๋นไม่มีทางปฏิเสธ
เซียวหรงอวี้เริ่มงอแง “ไหนรับปากว่าจะพาไปเดินเล่นไง”
“ก็มีธุระจริงๆนี่นา เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะ”
เฉินฮั่นเซิงเตรียมตัดบท
“งั้นเดี๋ยวฉันโทรบอกพ่อกับน้าเหลียงว่านายแอบจูบฉัน”
เฉินฮั่นเซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “จะไปด้วยกันไหมล่ะ?”
“ไปสิ! เจอกันพรุ่งนี้เช้านะ”
เซียวหรงอวี้ตอบรับเสียงใส ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“เสี่ยวเฉิน นายโทรหาฉันเป็นคนแรกหลังจากซื้อมือถือใช่ไหม?”
“แหงอยู่แล้ว ฉันยังไม่ได้โทรหาแม่เลยเนี่ย แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวต้องโทรรายงานท่านแม่ก่อน”
พอกดวางสาย เฉินฮั่นเซิงบ่นพึมพำ “ผู้หญิงนี่เรื่องเยอะชะมัด”
ทางด้านเซียวหรงอวี้อารมณ์ดีสุดๆ เธอเปิดตู้เสื้อผ้าเลือกชุดสำหรับวันพรุ่งนี้ รูมเมตที่อยู่ข้างๆถามขึ้น “หรงอวี้ เธอเลือกวิชาเลือกเสรีได้ยัง?”
“เลือกได้แล้ว กฎหมายธุรกิจ”
“ทำไมเลือกกฎหมายธุรกิจล่ะ? เรียนการค้าระหว่างประเทศน่าจะเลือกภาษาที่สามสิ”
เซียวหรงอวี้ยิ้มหวาน “ไม่เป็นไรหรอก ฉันอยากรู้เรื่องนี้ไว้น่ะ”
*****