- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 58 ผมขอใช้มือเดียวเล่นมือถือได้ไหม
บทที่ 58 ผมขอใช้มือเดียวเล่นมือถือได้ไหม
บทที่ 58 ผมขอใช้มือเดียวเล่นมือถือได้ไหม
เมื่อเฉินฮั่นเซิงเอ่ยปากขอโทรศัพท์มือถือ จงเจี้ยนเฉิงก็ไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างใด เขาประเมินไว้แล้วว่าเฉินฮั่นเซิงไม่ใช่นักศึกษาธรรมดา ไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก
จงเจี้ยนเฉิงพินิจดูเฉินฮั่นเซิงครู่หนึ่ง “ที่ไม่ยอมรับเงินค่าบุหรี่สองพันหยวน คงเพราะเล็งเจ้าสิ่งนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ”
ธุรกิจเซินทงเอ็กซ์เพรสเป็นระบบแฟรนไชส์ ในฐานะผู้จัดการทั่วไปประจำเขตเจียงหลิง โทรศัพท์มือถือสักเครื่องถือว่าอยู่ในงบประมาณที่จงเจี้ยนเฉิงรับไหว
ยิ่งเมื่อครู่เฉินฮั่นเซิงจงใจยกเครดิต “บุหรี่สองคอตตอน” ให้เขาต่อหน้าอวี่เยว่ผิงด้วยแล้ว จงเจี้ยนเฉิงยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้เดินหมากได้เฉียบขาดนัก
เฉินฮั่นเซิงยิ้มทะเล้น “ความหมายมันต่างกันนะครับ บุหรี่คือใบเบิกทางเพื่อให้โครงการผ่านการอนุมัติ ส่วนโทรศัพท์คือเครื่องมือสำหรับพัฒนาโครงการ ตอนนี้ผมถือว่าเป็นตัวแทนรายใหญ่ในมหาลัยแล้ว การขอโทรศัพท์สักเครื่องคงไม่เกินไปใช่ไหมครับ?”
จงเจี้ยนเฉิงชั่งใจดู เฉินฮั่นเซิงมีทั้ง ‘อาณาเขต’ (ห้องเก็บของร้างสองห้องในทำเลทอง) มี ‘เส้นสาย’ (สนิทสนมกับคณะกรรมการเยาวชน) และมี ‘สถานะ’ (เป็นทั้งหัวหน้าห้องและรองประธานฝ่าย) เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว เขาจึงพยักหน้า “ไม่เกินไปหรอก”
“กลับไปที่ร้านก่อนเถอะ เพิ่งกินข้าวเสร็จ ไปจิบชาล้างปากกันหน่อย”
จงเจี้ยนเฉิงไม่ได้ตอบรับทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาตั้งใจจะคุยเรื่องส่วนแบ่งตัวแทนกับเฉินฮั่นเซิงให้จบเสียก่อน
ณ ห้องทำงานชั้นสอง บนถนนเทียนหยวนตง จงเจี้ยนเฉิงชงชาให้เฉินฮั่นเซิงพลางหยิบสัญญาตัวแทนออกมา “นี่เป็นเรตราคาของเมิ่งเสวี่ยตง เขาได้ส่วนแบ่ง 5 เหมาต่อพัสดุหนึ่งชิ้น แต่เงื่อนไขของนายต่างออกไป ฉันให้ 8 เหมาต่อชิ้น นายว่าไง?”
เฉินฮั่นเซิงยังไม่ตอบรับ เขาอ่านสัญญาอย่างละเอียดจนจบ แล้วค่อยถามว่า “ที่ผมเคยบอกว่าอยากเป็นตัวแทนใหญ่ครอบคลุมทั้งสี่มหาลัย คือสถาบันการเงิน, มหาวิทยาลัยตงไห่, วิทยาลัยการแพทย์ และสถาบันวิศวกรรม ผู้จัดการจงมีความเห็นว่ายังไงครับ?”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ถึงตอนนั้นนายก็เป็นตัวแทนใหญ่ ส่วนพวกนั้นก็เป็นลูกข่ายนาย นายจะไปแบ่งกำไรกับลูกข่ายยังไงฉันไม่ยุ่ง แต่ส่วนแบ่งที่นายจะได้จากฉันคือ 8 เหมาต่อชิ้น”
จงเจี้ยนเฉิงรับปากทันทีโดยไม่ลังเล ศักยภาพและความสามารถที่เฉินฮั่นเซิงแสดงให้เห็นนั้นเหนือกว่าตัวแทนนักศึกษาคนอื่นอย่างเทียบไม่ติด และเขาก็ไม่อยากลงไปวุ่นวายกับรายละเอียดปลีกย่อยด้วย
เช่น ถ้าจงเจี้ยนเฉิงให้ค่าคอมมิชชันเฉินฮั่นเซิง 8 เหมา แล้วเฉินฮั่นเซิงไปหาลูกข่าย เขาอาจจะแบ่งให้ลูกข่ายไป 6 เหมา เหลือเข้ากระเป๋าตัวเองแค่ 2 เหมา แต่ข้อดีคือเฉินฮั่นเซิงไม่ต้องลงแรงรับของเอง
เมื่อเห็นจงเจี้ยนเฉิงยืนกรานในราคานี้ เฉินฮั่นเซิงจิบชาแล้วเอ่ยเรียบๆ “ผู้จัดการจงยึดติดเกินไปนะครับ”
“ทำไม? นายมีปัญหาเรื่องราคาเหรอ?”
จงเจี้ยนเฉิงขมวดคิ้วถาม ที่ผ่านมาไม่เคยมีนักศึกษาคนไหนกล้าต่อรองเรื่องส่วนแบ่งมาก่อน เฉินฮั่นเซิงเป็นคนแรก
เฉินฮั่นเซิงโบกมือ “ผมไม่มีปัญหาครับ แค่มีข้อเสนอที่ดีกว่า”
“ว่ามาสิ”
“ผมว่าเราน่าจะกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมา เช่น ถ้าในหนึ่งสัปดาห์ทำยอดรับพัสดุได้ถึงจำนวนที่กำหนด ก็ขยับส่วนแบ่งจาก 8 เหมา เป็น 1.2 หยวน แล้วก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆแบบขั้นบันได วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นของลูกข่ายได้... ผู้จัดการจงจ้องหน้าผมทำไมครับ?”
เฉินฮั่นเซิงพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นจงเจี้ยนเฉิงจ้องมองเขาตาค้าง
“ที่บ้านนายทำธุรกิจหรือเปล่า?”
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมนายถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก?”
“ผมเรียนบริหารธุรกิจนี่ครับ ในตำราก็มีกรณีศึกษาคล้ายๆแบบนี้อยู่”
เฉินฮั่นเซิงผู้นอนหลับตลอดคาบเรียน งัดตำรามาอ้างเป็นเกราะกำบังอีกตามเคย แต่จงเจี้ยนเฉิงดันเชื่อสนิทใจ “มิน่าล่ะ เขาถึงว่าในหนังสือมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ 'ผู้จัดการเฉิน' แค่พูดเปรยๆออกมา ผมก็นึกไม่ถึงแล้ว”
พอได้ยินคำว่า “ผู้จัดการเฉิน” เฉินฮั่นเซิงแอบใจลอยไปวูบหนึ่ง ในที่สุดบิดาก็กลับมาเป็น “ผู้จัดการเฉิน” อีกครั้งจนได้
“ข้อเสนอของผู้จัดการเฉินเยี่ยมมาก เดี๋ยวฉันคำนวณเกณฑ์มาตรฐานเสร็จแล้วจะบอกนะ เราจะเริ่มทดลองใช้กับนายเป็นที่แรกเลย มีไอเดียอื่นอีกไหม?” จงเจี้ยนเฉิงถามอย่างจริงจัง
“ปกติผู้จัดการจงจัดการเรื่องรับพัสดุในมหาลัยยังไงครับ?” เฉินฮั่นเซิงถามต่อ
“เพราะยอดในมหาลัยมันน้อย เราเลยไปรับสองสามวันครั้ง ให้รถวิ่งวนไปรับทีเดียวหลายๆมหาลัย”
เฉินฮั่นเซิงครุ่นคิด “ถ้าต่อไปยอดพัสดุถึงเกณฑ์ที่กำหนด ผมขอพนักงานประจำมารับของที่มหาลัยวันละครั้งนะครับ จะได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”
จงเจี้ยนเฉิงพยักหน้า “ไม่มีปัญหา ถ้าพวกนายทำกำไรได้ถึงเป้า จ้างคนเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป”
เฉินฮั่นเซิงโยนบุหรี่ให้มวนหนึ่ง แล้วยิ้มร่า “เงินเดือนพนักงานคนนี้ผมจะจ่ายเอง ผู้จัดการจงแค่ช่วยหาคนที่มีประสบการณ์มาให้ก็พอ”
“นายจะจ่ายเอง?”
จงเจี้ยนเฉิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเฉินฮั่นเซิงด้วยสายตามีเลศนัย “ไอ้หนุ่ม... แผนสูงนะเรา แบบนี้เท่ากับว่านายคุมเส้นเลือดใหญ่ของทั้งสี่มหาลัยไว้ในกำมือเลยนี่หว่า?”
“แหม... ผู้จัดการจงอยากเป็นฮ่องเต้รึไงครับ เป็นผู้บริหารแค่นอนรอรับเงินสบายๆก็พอแล้ว เรื่องขี้ปะติ๋วก็แบ่งอำนาจให้ลูกน้องทำบ้างเถอะครับ”
เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างไม่ยี่หระ
“พ่อไม่ใช่สาวไซด์ไลน์นะเว้ย จะได้นอนรับเงินสบายๆ แต่ข้อนี้ฉันตกลง เดี๋ยวจะส่งคนงานซื่อๆแต่มีประสบการณ์ไปให้ แล้วจะกำชับเขาให้ชัดเจนเลยว่า ‘ผู้จัดการเฉิน’ คือเจ้านายที่จ่ายเงินเดือน”
จงเจี้ยนเฉิงแกล้งทำเสียงดุ แต่ในใจกลับลิงโลด ยิ่งเฉินฮั่นเซิงแสดงความเขี้ยวลากดินออกมาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมั่นใจในตลาดมหาลัยมากขึ้นเท่านั้น
“โอเคครับ งั้นผมไม่มีปัญหาแล้ว รอผู้จัดการจงเคาะเกณฑ์มาตรฐานออกมา แล้วผมค่อยมาเซ็นสัญญา ตอนนี้ผมกลับล่ะครับ”
ปากบอกว่า “กลับ” แต่ก้นยังติดหนึบอยู่กับเก้าอี้
“มีอะไรอีก?”
จงเจี้ยนเฉิงถามงงๆ
เฉินฮั่นเซิงยิ้มแฉ่ง “ผมกำลังคิดว่า ถ้าเกิดปิ๊งไอเดียใหม่ๆขึ้นมา จะติดต่อผู้จัดการจงด่วนจี๋ได้ยังไงน้า...”
จงเจี้ยนเฉิงแค่นเสียง “หึ” ลุกไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบกล่องโทรศัพท์ที่ยังไม่แกะซีลออกมา “นี่เครื่องที่ฉันกะจะเปลี่ยนเอามาใช้เอง เอ้า... เอาไปใช้ก่อนแล้วกัน”
เฉินฮั่นเซิงรับมาดู Nokia 5210 รุ่นคลาสสิกสุดๆ เขาแกะกล่องทันทีแล้วโยนกล่องเปล่าทิ้งลงพื้น
จงเจี้ยนเฉิงมองตาปริบๆ “นี่มือถือเครื่องแรกของนายจริงเปล่าเนี่ย?”
“ใช่สิครับ”
เฉินฮั่นเซิงตอบหน้าตาย
จงเจี้ยนเฉิงมองด้วยสายตาซับซ้อน “ตอนฉันซื้อมือถือเครื่องแรก คู่มือภาษาอังกฤษอ่านไม่รู้เรื่องฉันยังไม่กล้าทิ้งเลยนะ”
“เว่อร์ไปครับ”
เฉินฮั่นเซิงตบก้นลุกขึ้น คราวนี้เขาจะกลับจริงๆแล้ว แถมยังแวะศูนย์การค้าอี้อู๋เปิดซิมการ์ด China Mobile อีกด้วย
• ·····
ตกค่ำ เฉินฮั่นเซิงไปร่วมประชุมสภานักศึกษาตรงเวลา ในห้องกิจกรรมคนเยอะพอสมควร ล้วนแต่เป็นประธานและรองประธานฝ่ายต่างๆ การประชุมยังไม่เริ่ม ทุกคนจึงจับกลุ่มคุยกันสัพเพเหระ
เนื่องจากวาระหลักวันนี้คือการเตรียมงานรับน้องใหม่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จึงมีบทบาทสำคัญ รองประธานสภาทั้งสามคนกำลังล้อมวงคุยกับฉีเว่ยและเหยาชิงกั๋ว
พอฉีเว่ยเห็นเฉินฮั่นเซิงเดินเข้ามา ก็ตะโกนเรียก “เฉินฮั่นเซิง มาเอาป้ายชื่อนายไปสิ”
สิ้นเสียงเรียก ทั้งห้องพลันเงียบกริบ หลายคนเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเฉินฮั่นเซิงมาแล้ว ต่างก็อยากเห็นหน้าไอ้เด็กปีหนึ่งตัวแสบที่โค่นรุ่นพี่โจวเสี่ยวแล้วเสียบแทนหน้าตาเฉย
เฉินฮั่นเซิงไม่สนใจสายตาใคร เดินยิ้มร่าเข้าไปรับป้ายชื่อ บนนั้นเขียนว่า: เฉินฮั่นเซิง รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
“ไอ้นี่คงไม่ต้องแขวนคอตลอดเวลาใช่ไหมครับ?”
เฉินฮั่นเซิงถามฉีเว่ย
ฉีเว่ยยังไม่ทันตอบ จัวเสี่ยวลี่รองประธานสภาผู้มีแววตาขุ่นมัวก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างดุดัน “ทางที่ดีนายอย่าใส่เลย ฉันล่ะกลัวนายจะทำลายภาพลักษณ์สภานักศึกษาจริงๆ!”
เฉินฮั่นเซิงหันขวับด้วยความรำคาญ ฉีเว่ยรีบเอาตัวเข้ามาแทรกกลาง กลัวเฉินฮั่นเซิงจะฟิวส์ขาดซัดหน้าจัวเสี่ยวลี่เข้าให้
แต่เฉินฮั่นเซิงไม่ได้ลงมือ เขาเหลือบไปเห็นเพจเจอร์สีดำที่เหน็บอยู่ที่เอวของจัวเสี่ยวลี่ มีสายโซ่โลหะคล้องกับเคส ห้อยโค้งๆอยู่ที่เข็มขัด
“ไม่มีไรครับ ผมแค่ถามเฉยๆ”
จู่ๆเฉินฮั่นเซิงก็ล้วง Nokia 5210 เครื่องใหม่เอี่ยมออกมาวางกระแทกบนโต๊ะดัง “ปัง!”
“ผมแค่จะถามว่า... ถ้าแขวนป้ายชื่อสภานักศึกษา มันจะเกะกะเวลาผมเล่นมือถือมือเดียวรึเปล่า?”
******