- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 49 มีสุราแต่ไร้เรื่องราว
บทที่ 49 มีสุราแต่ไร้เรื่องราว
บทที่ 49 มีสุราแต่ไร้เรื่องราว
เบื้องหน้าภาพยนตร์กำลังดำเนินไป แต่เฉินฮั่นเซิงกลับจมดิ่งลงสู่ห้วงทรงจำแห่งความเจ้าชู้ของตนเอง ทว่าแรงขยับเบาๆจากมือของเสิ่นโหยวชูก็ดึงเขากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เธอกำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา
หากเป็นผู้ชายคนอื่น เมื่อเห็นฝ่ายหญิงแสดงท่าทีฝืนใจขนาดนี้คงรีบปล่อยมือด้วยความเกรงใจ แต่ตรรกะแบบนั้นใช้ไม่ได้กับเฉินฮั่นเซิง สำหรับเขา การจีบติดคือความสำเร็จ และการได้ร่วมเตียงถึงจะถือว่าเป็นของตนอย่างแท้จริง
“อยู่นิ่งๆ ตั้งใจดูหนังไป!”
เฉินฮั่นเซิงปั้นหน้ายักษ์ ดุเสียงเบา
เสิ่นโหยวชูถูกดุจนน้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ เธอไม่รู้ว่าควรจะร้องให้คนช่วยดีไหม แต่พอคิดถึงเรื่องที่เฉินฮั่นเซิงยอมโดดเรียนเพื่อวิ่งเต้นขอทุนการศึกษาให้เธอ เหมือนที่หูหลินอวี่บอกไว้... เขาก็ยังมีจิตสำนึกที่ดีต่อเธออยู่บ้าง
“งั้นคุณ... ช่วยคลายมือหน่อยได้ไหมคะ”
เสิ่นโหยวชูขอร้องเสียงเบา ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
เฉินฮั่นเซิงเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่เขากลัวเธอจะหนี เลยเผลอบีบข้อมือเธอแรงไปหน่อย
เขาคลายแรงบีบลงเล็กน้อย แต่ยังคงจับไว้แน่นพอประมาณเพื่อกันไม่ให้เธอสะบัดหนี
อันที่จริงเสิ่นโหยวชูไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดนั้น เธอเพียงแค่เหลือบมองเฉินฮั่นเซิงผ่านความมืด เมื่อรู้ว่าดิ้นไม่หลุดแน่แล้ว ก็ยอมจำนนนั่งดูหนังต่อไปเงียบๆ
ค่าตั๋วหนัง 3 หยวน สำหรับเสิ่นโหยวชูแล้ว มันคือค่าอาหารเกือบสองวันเลยทีเดียว
เธอไม่เคยดูหนังในโรงภาพยนตร์มาก่อน ที่บ้านมีทีวีเก่าๆเครื่องเดียวที่ชาวบ้านโละทิ้งแล้วยกให้คุณยาย ดังนั้นเธอจึงตื่นเต้นกับจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ยักษ์นี้ไม่น้อย ประกอบกับ The Lion King เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย มีทั้งความบันเทิงและแง่คิดดีๆ ทำให้เธอเผลออินไปกับเรื่องราวโดยไม่รู้ตัว
ยามที่ซิมบ้าเผชิญอันตราย ร่างกายเธอก็เกร็งจนแข็งทื่อ
ยามที่ซิมบ้าฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ แววตาของเธอก็ฉายแววปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด
แสงไฟในโรงหนังค่อนข้างสลัว มีเพียงแสงสะท้อนจางๆจากจอภาพที่ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเสิ่นโหยวชู เผยให้เห็นแพขนตายาวงอน สันจมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอิ่มเอิบสีระเรื่อ ดูงดงามสงบเยือกเย็น
เฉินฮั่นเซิงอดขำในใจไม่ได้ ถ้าไม่ได้จับข้อมือเธอไว้ เขาคงไม่รู้เลยว่าข้อมือของเสิ่นโหยวชูนั้นอวบอิ่มนุ่มนิ่มน่าสัมผัสขนาดนี้
“ขืนอวี่เยว่ผิงรู้เข้า ทุนนักศึกษายากจนของเสิ่นโหยวชูคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายแน่ๆ”
เฉินฮั่นเซิงหัวเราะเยาะในใจ
ยากจะเชื่อว่าคนที่กินอยู่อย่างอัตคัดขัดสนอย่างเสิ่นโหยวชูจะมีรูปร่างที่มีน้ำมีนวลขนาดนี้ แต่ถ้ามองในมุมสรีรวิทยา ผู้หญิงอย่างเสิ่นโหยวชูจัดว่าเป็นพวก “สวยแต่กำเนิด”
สรุปง่ายๆก็คือแต้มบุญทางพันธุกรรมสูง ต่อให้สภาพแวดล้อมแย่แค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้
และยิ่งอายุมากขึ้น ข้อได้เปรียบทางร่างกายนี้ก็จะยิ่งฉายแววเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ขณะนั้น เสิ่นโหยวชูคงรู้สึกตัวว่าถูกจ้องมองอยู่ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง แววตาของเสิ่นโหยวชูเต็มไปด้วยความสับสน ระแวดระวัง น้อยเนื้อต่ำใจ และฉงนสงสัยปนเปกัน
เธอไม่เคยคิดเรื่องความรักมาก่อน แต่จู่ๆเฉินฮั่นเซิงก็บุกเข้ามาในโลกอันเงียบสงบของเธออย่างอุกอาจ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมจากไปง่ายๆ เธอจึงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะรับมืออย่างไร
เฉินฮั่นเซิงส่งยิ้มอ่อนโยนให้ พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เธอดูหนังต่อ
หนังความยาวกว่าสองชั่วโมงจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไฟในศูนย์กิจกรรมสว่างขึ้น เสิ่นโหยวชูเตรียมจะลุกเดินตามฝูงชนออกไป แต่เฉินฮั่นเซิงตบหลังมือเธอเบาๆ “รอก่อน เดี๋ยวไปเดินเล่นริมทะเลสาบกัน”
ตอนนี้เสิ่นโหยวชูไม่กล้าขัดขืน เพราะในโรงหนังคนเยอะแยะ ดีไม่ดีอาจจะเจอเพื่อนร่วมชั้นเข้าก็ได้
สถาบันการเงินก็มีทะเลสาบจำลองเหมือนกัน แม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็เปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่ฝังอยู่บนผืนดิน สะท้อนแสงจันทร์นวลผ่อง นานๆทีจะมีปลาสีแดงโผล่ขึ้นมาหายใจ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นวงกลมแผ่ขยายเข้าหาฝั่งอย่างเชื่องช้า
สายลมยามดึกพัดเอื่อย เฉินฮั่นเซิงเดินเคียงคู่กับเสิ่นโหยวชูไปตามทางเดินปูหินกรวดเลียบทะเลสาบ นานๆครั้งจะมีคู่รักเดินสวนมา ต่างฝ่ายต่างก็เอียงตัวหลบให้กัน
“หนังสนุกไหม?”
จู่ๆเฉินฮั่นเซิงก็ถามขึ้น
“อื้อ”
เสิ่นโหยวชูตอบรับในลำคอเบาๆ
“คราวหน้ามาดูกันอีกดีไหม?”
เฉินฮั่นเซิงถามต่อ
เสิ่นโหยวชูนิ่งเงียบ
“ทำไม ไม่อยากมาเหรอ?”
เฉินฮั่นเซิงหันขวับมามอง
เสิ่นโหยวชูก้มหน้าลงทันควัน แสงจันทร์สาดส่องกระทบหน้าผากมนของเธอจนดูนวลเนียนราวกับเครื่องเคลือบชั้นดี
เฉินฮั่นเซิงอดใจไม่ไหว ยื่นหน้าเข้าไป “จุ๊บ” ที่หน้าผากเธอหนึ่งที
“คะ...คุณทำอะไรน่ะ?!”
เสิ่นโหยวชูเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เธอตามความคิดของไอ้จอมลามกคนนี้ไม่ทันจริงๆ
“โทษที ฉันอดใจไม่ไหว... เฮ้ย!”
เฉินฮั่นเซิงกำลังจะหาข้อแก้ตัว แต่ปฏิกิริยาของเสิ่นโหยวชูรุนแรงกว่าที่คิด เธอผลักเฉินฮั่นเซิงเต็มแรงแล้ววิ่งหนีกลับหอพักไปดื้อๆ
เฉินฮั่นเซิงยืนไม่มั่นคงอยู่แล้ว พอโดนผลักก็เสียหลักหงายหลังตกลงไปในทะเลสาบจำลอง
“ตูม!”
น้ำแตกกระจายวงกว้าง ทำเอาคู่รักที่กำลังพลอดรักกันแถวนั้นสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์
โชคดีที่ทะเลสาบจำลองลึกแค่เมตรเดียว เฉินฮั่นเซิงจึงไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิต แค่เปียกมะล่อกมะแล่กไปทั้งตัว
พวกจีนมุงริมฝั่งบางคนตะโกนแซว “เพื่อนเอ๊ย เดินริมน้ำบ่อยๆมีรึรองเท้าจะไม่เปียก แต่นี่เล่นเปียกทั้งตัวเลยนะ”
เฉินฮั่นเซิงลูบน้ำออกจากหน้า ตะโกนสวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “หุบปากไปเลย! พ่อกำลังอาบน้ำในแม่น้ำแห่งความรักโว้ย!”
เสิ่นโหยวชูเองก็นึกไม่ถึงว่าจะผลักเฉินฮั่นเซิงตกน้ำ เธอรีบวิ่งย้อนกลับมาดูด้วยความเป็นห่วง พอได้ยินเสียงเฉินฮั่นเซิงตะโกนเถียงชาวบ้านอย่างแข็งแรง ก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
“คะ...คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
เธอนั่งยองๆริมตลิ่ง ถามเสียงสั่น
“สภาพนี้คิดว่าเป็นไหมล่ะ?”
เฉินฮั่นเซิงกลอกตา แล้วยื่นมือส่งให้เสิ่นโหยวชู
เสิ่นโหยวชูยังงงๆ กระพริบตาดอกท้อปริบๆ มองเฉินฮั่นเซิงนิ่งๆ
“ดึงฉันขึ้นไปสิ ยัยทึ่ม!”
เฉินฮั่นเซิงถลึงตาใส่
“อ๊ะ... ค่ะ อย่าดุฉันสิ...”
คืนนี้เสิ่นโหยวชูเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญมาเยอะเหลือเกิน ทั้งดูหนัง จับมือ โดนขโมยจูบ แถมยังผลักคนตกน้ำอีก พอโดนตวาดเข้าหน่อย น้ำเสียงเลยสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
พอขึ้นฝั่งมาได้ เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มแนบเนื้อไปทุกสัดส่วน ผมเผ้ามีน้ำหยดติ๋งๆ เฉินฮั่นเซิงยืนหนาวสั่น ส่วนเสิ่นโหยวชูยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ
สภาพแบบนี้เฉินฮั่นเซิงคงไม่มีอารมณ์จะลวนลามต่อแล้ว จึงโบกมือไล่อย่างหงุดหงิด “กลับไปๆ กลับไปได้แล้ว แค่จูบหน้าผากทีเดียวทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้!”
พูดจบเขาก็ส่ายหัว เดินกลับหอพัก รองเท้าที่ชุ่มน้ำส่งเสียง “จ๊อบแจ๊บ” ทุกย่างก้าว ทิ้งรอยน้ำเป็นทางยาว ดูทุลักทุเลพิลึก
เสิ่นโหยวชูมองแผ่นหลังของเขาเงียบๆ จู่ๆก็หลุดขำออกมา รอยยิ้มนั้นสดใสราวกับเมฆหมอกสลาย เผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับ
น่าเสียดายที่เฉินฮั่นเซิงไม่ได้เห็นภาพนั้น
เมื่อกลับถึงหอพัก เพื่อนร่วมห้องเห็นสภาพลูกหมาตกน้ำของเฉินฮั่นเซิง ต่างก็รุมซักไซ้ไล่เลียง แน่นอนว่าเฉินฮั่นเซิงไม่ยอมเล่าความจริง บอกปัดไปว่าเดินไม่ระวังเลยตกน้ำ
กัวเส้าเฉียงเบ้ปาก “โธ่ นึกว่าจะมี ‘เรื่องเล่า’ ซะอีก”
“หมายความว่าไง?” เฉินฮั่นเซิงถาม
หยางซื่อเชาอธิบาย “ยิ่งกลับดึก แสดงว่ายิ่งมี ‘เรื่องราว’ กับสาวไง ดูอย่างไอ้หกสิ ป่านนี้ยังไม่กลับ สงสัยจะเข้าวินกับซางเหยียนเหยียนไปแล้วมั้ง”
น้ำเสียงของเหล่าหยางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เขาเองก็ชอบซางเหยียนเหยียนเหมือนกัน แต่ดันช้ากว่าจินหยางหมิง
เฉินฮั่นเซิงคิดตามก็เห็นด้วย หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาก็ชวนเพื่อนตั้งวงไพ่ แต่ที่น่าแปลกคือ รอแล้วรอเล่าจินหยางหมิงก็ยังไม่โผล่หัวมา
“ไอ้หมอนั่น... หรือว่าจะไปเปิดห้องจริงๆวะ?”
กัวเส้าเฉียงบ่นพึมพำ
หยางซื่อเชาได้ยินดังนั้นก็หมดอารมณ์เล่นไพ่ทันที ภาพจินหยางหมิงกำลังจู๋จี๋กับซางเหยียนเหยียนลอยเข้ามาในหัว ทำเอาเขาปวดใจจี๊ด
‘ตามหลักแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้นี่หว่า หรือว่าฉันคำนวณพลาด?’
เฉินฮั่นเซิงครุ่นคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา
เกือบเที่ยงคืน ขณะที่สมาชิกห้อง 602 กำลังตั้งวงสภากาแฟวิจารณ์สาวๆในห้อง จินหยางหมิงก็เดินโซซัดโซเซกลับมาในสภาพเมาแอ๋
“ไอ้หก! รีบเล่า ‘เรื่องราว’ ของแกมาเร็วเข้า” กัวเส้าเฉียงถามด้วยความตื่นเต้น
“เรื่องราว?”
จินหยางหมิงพ่นลมหายใจกลิ่นเหล้าคลุ้ง แสยะยิ้มสมเพชตัวเอง “เรียกว่า ‘เรื่องเศร้า’ จะถูกกว่า”
สมาชิกห้อง 602 มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เฉินฮั่นเซิงปีนลงจากเตียงมาถามอย่างจริงจัง “เกิดอะไรขึ้นวะ?”
จินหยางหมิงกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป โผเข้ากอดเฉินฮั่นเซิงแล้วร้องไห้โฮ “พี่เฉิน... ผมโดนผู้หญิงหลอก ซางเหยียนเหยียนยกตั๋วให้คนอื่น ผม... ฮึก... ผมต้องนั่งดูหนังกับป้าคุมหอทั้งคืนเลย!”
*****