เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา

บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา

บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา


แม้แต่จินหยางหมิงเองก็คงคาดไม่ถึง ว่าเดตแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาจะต้องลงเอยกับป้าคุมหอพัก เล่นเอาหยางซื่อเชากับกัวเส้าเฉียงกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง

มีเพียงหลี่เจิ้นหนานที่ทนดูไม่ได้ เอ่ยปากด้วยความไม่พอใจ “พี่เฉินย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นกิจกรรมบังคับที่ทุกคนต้องเข้าร่วม ซางเหยียนเหยียนนี่ไร้สามัญสำนึกจริงๆ”

เฉินฮั่นเซิงรู้ดีอยู่แก่ใจ ซางเหยียนเหยียนมีพื้นฐานทางบ้านค่อนข้างดี กฎระเบียบบางอย่างอาจใช้ควบคุมเด็กหัวอ่อนอย่างเสิ่นโหยวชูได้ แต่คงใช้ไม่ได้ผลกับซางเหยียนเหยียน

ก่อนเลิกเรียนตอนบ่าย ซางเหยียนเหยียนจงใจมาขอดูตั๋วหนังของเขา นั่นหมายความว่า ถ้าคนข้างๆคือเฉินฮั่นเซิง เธอถึงจะยอมไปดู แต่ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นในห้อง ก็เชิญไปสวีตกับป้าคุมหอตามสบายเถอะ ซึ่งแจ็กพอตในคืนนี้ดันไปตกที่จินหยางหมิงพอดี

“คนแบบนี้ไม่เห็นหัวส่วนรวม ต่อไปเราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเธอ”

เฉินฮั่นเซิงตบไหล่ปลอบใจจินหยางหมิง “ฉันเตือนแกแล้วไง ว่าความรักมันไม่ยั่งยืนเท่าการเล่นเกม มหาสมุทรแห่งความรู้มันกว้างไม่พอหรือเกมในมือถือมันลับสมองไม่พอรึไง? ถ้าไม่ไหวก็ไปนั่งเล่นไพ่ก็ได้ ทำไมต้องไปวิ่งหาความรักด้วยวะ?”

จินหยางหมิงที่ใบหน้ายังเปื้อนคราบน้ำตาแห่งความผิดหวัง เงยหน้าเถียงด้วยความไม่ยอมแพ้ “พี่เฉิน พี่มันคนเจ้าชู้ พี่ไม่เข้าใจพวกเราหรอก”

“เออๆ พ่อไม่เข้าใจก็ได้”

เฉินฮั่นเซิงไม่อยากเถียงให้มากความ “งั้นพรุ่งนี้ไปร้านเน็ตเล่น CS กัน ให้เหล่าหยางกับเส้าเฉียงไปเป็นเพื่อน”

การปลอบใจเพื่อนชายอกหักในมหาวิทยาลัยก็หนีไม่พ้นเหล้า บุหรี่ และเกม แต่เอาเข้าจริงมันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก พอสร่างเมาสร่างมัน ความเจ็บปวดก็กลับมาเหมือนเดิม

“ผมไม่ไป!”

จินหยางหมิงปฏิเสธเสียงแข็ง กัดฟันพูดด้วยความมุ่งมั่น “พรุ่งนี้ผมจะไปหอสมุด จะใช้เวลาสองเดือนเก็บหน่วยกิตปีนี้ให้ครบ แล้วจะไปลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ปีหน้าผมจะสอบ IELTS ให้ได้ 6 คะแนนขึ้นไป ผมจะไปเรียนต่อเมืองนอก!”

อารมณ์ฮึกเหิมนี้เล่นเอาเสือเฒ่าอย่างหยางซื่อเชาและกัวเส้าเฉียงถึงกับอึ้ง ไม่น่าเชื่อว่าชายอกหักคนหนึ่งจะระเบิดพลังแฝงออกมาได้ขนาดนี้

เฉินฮั่นเซิงยิ้มมุมปาก ‘เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ จะโม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น’

แต่ถ้าตัดเรื่องอุบัติเหตุของจินหยางหมิงออกไป ปาร์ตี้ดูหนังของสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 ในคืนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย กำแพงกั้นกลางถูกทำลายลง อย่างน้อยความรู้สึกเกร็งและระยะห่างระหว่างชายหญิงในห้องก็ลดน้อยลงไปมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เฉินฮั่นเซิงยังนอนหลับอุตุ จินหยางหมิงก็มาเขย่าตัวปลุก

“พี่เฉิน สายแล้วนะ รีบลุกไปร้านเน็ตกันเถอะ”

เฉินฮั่นเซิงลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ บ่นงึมงำ “ไหนว่าแกจะไปหอสมุดไงวะ?”

“วันนี้วันเสาร์ หอสมุดอาจจะปิดก็ได้”

จินหยางหมิงตอบพลางปลุกหยางซื่อเชาและกัวเส้าเฉียงไปด้วย

เฉินฮั่นเซิงพยักหน้า ก่อนจะเอะใจ ‘เดี๋ยวสิ หอสมุดมหาวิทยาลัยที่ไหนปิดเสาร์อาทิตย์วะ?’ ไอ้หมอนี่แค่อยากเล่นเกมแล้วหาข้ออ้างสวยหรูให้ตัวเองชัดๆ

“ไอ้เวรตะไล ทำไมแกไม่บอกว่ามหาลัยปิดกิจการไปเลยล่ะ”

เฉินฮั่นเซิงด่าไล่หลัง แต่เขาก็มีธุระต้องออกไปทำพอดี ทุกคนจึงรีบแต่งตัวแล้วมุ่งหน้าสู่ศูนย์การค้าอี้อู๋

• ·····

สามสหายจอมติดเกมอย่างหยางซื่อเชา กัวเส้าเฉียง และจินหยางหมิง ตรงดิ่งเข้าสมรภูมิ CS ด่าน Dust ตามระเบียบ ส่วนเฉินฮั่นเซิงแยกตัวไปหาจงเจี้ยนเฉิง ผู้จัดการทั่วไปของเซินทงเอ็กซ์เพรส สาขาเจียงหลิง

ช่วงไม่กี่วันที่ไปช่วยงานคณะกรรมการเยาวชน เฉินฮั่นเซิงบังเอิญพบ “ชิพต่อรอง” สำคัญที่จะใช้ในการเจรจาครั้งนี้

บรรยากาศที่สาขายังคงวุ่นวายเช่นเคย เฉินฮั่นเซิงเดินขึ้นไปชั้นสองอย่างคุ้นเคย เคาะประตูแล้วทักทาย “ผู้จัดการจง สวัสดีครับ”

ผิดคาด ในห้องมีแขกอยู่ก่อนแล้ว ดูจากอายุและการแต่งกายก็น่าจะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเฉินฮั่นเซิงด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

จงเจี้ยนเฉิงเองก็แปลกใจเล็กน้อย เขาหันไปพูดกับนักศึกษาคนนั้นทันที “เมิ่งเสวี่ยตง นี่ไงเด็กปีหนึ่งที่อยากจะมาแย่งตำแหน่งตัวแทนจำหน่ายใหญ่ในสถาบันการเงินไปจากนาย”

“บังเอิญจังนะครับ”

เฉินฮั่นเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง โลกมันกลมจริงๆ คู่แข่งดันมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนว่าจงเจี้ยนเฉิงเองก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา การแนะนำตัวแบบนี้ร้อยทั้งร้อยคืออยากเห็นเสือสองตัวกัดกัน

“รุ่นน้องเฉิน ฉันรู้จักนาย”

เมิ่งเสวี่ยตงเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน เขาเป็นคนรูปร่างสูงผอม สวมแว่นตาดูเป็นเด็กเรียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีความนัย “ห้องฉันอยู่ติดกับโจวเสี่ยว”

ได้ยินแบบนี้เฉินฮั่นเซิงก็ร้องอ๋อ เรื่องโจวเสี่ยวโดนซ้อมวันนั้นเป็นข่าวใหญ่โต คนมุงดูเพียบ เมิ่งเสวี่ยตงคงจะเห็นเขาในตอนนั้น

เฉินฮั่นเซิงไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อม เส้นทางธุรกิจของเขาชัดเจนมาก ตั้งแต่สภานักศึกษาไปจนถึงตัวแทนขนส่งรายใหญ่ ทั้งหมดเป็นเพียงบันไดให้เหยียบขึ้นไป แต่ก็เป็นบันไดขั้นที่ขาดไม่ได้

“อ้อ ที่แท้ก็รุ่นพี่เมิ่งนี่เอง งั้นถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะครับ คนกันเองไม่ต้องพูดมากความ วันนี้ผมมาคุยเรื่องธุรกิจกับผู้จัดการจง รุ่นพี่จะสะดวกหลบฉากสักครู่ไหมครับ?”

เฉินฮั่นเซิงพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม

สีหน้าของเมิ่งเสวี่ยตงเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที สไตล์การพูดของรุ่นน้องคนนี้ดุดันสมคำร่ำลือจริงๆ

จงเจี้ยนเฉิงที่กะจะนั่งดูเสือฟัดกันบนภูเขา ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นเฉินฮั่นเซิงเปิดฉากฟาดเปรี้ยงเดียวจอด เขาอยู่ในย่านมหาวิทยาลัยเจียงหลิงมานาน นักศึกษาที่เจอส่วนใหญ่มักจะพูดจาสุภาพนุ่มนวล ไม่เคยเจอใครบ้าระห่ำไม่ไว้หน้าคนแบบเฉินฮั่นเซิงมาก่อน

คนเรามักจะเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่า เมื่อเห็นเมิ่งเสวี่ยตงหน้าแดงก่ำพูดไม่ออก จงเจี้ยนเฉิงจึงช่วยพูดแก้ต่างให้ “อาทิตย์นี้เสี่ยวเมิ่งทำยอดรับพัสดุได้วันละ 70 ชิ้น ทำลายสถิติใหม่เลยนะ เฉินฮั่นเซิง ถ้านายทำไม่ได้ถึง 100 ชิ้น ก็เลิกคุยกันดีกว่า”

เฉินฮั่นเซิงยิ้มมุมปาก “นักศึกษาวิทยาเขตเจียงหลิงมีเกือบ 6,000 คน ยอดแค่ 70 ชิ้นต่อวัน ผู้จัดการจงพอใจแค่นี้จริงๆเหรอครับ?”

จงเจี้ยนเฉิงสะอึกไปเล็กน้อย 70 ชิ้นเทียบกับจำนวนนักศึกษาทั้งหมดถือว่าน้อยมาก แต่เพราะธุรกิจหลักของเซินทงไม่ได้เน้นที่มหาวิทยาลัย เขาเลยไม่ได้ใส่ใจนัก

ตอนนั้นเอง เมิ่งเสวี่ยตงก็ตั้งสติได้ เอ่ยประชดประชันขึ้นมา “รุ่นน้องเฉินมีวิธีอะไรดีๆที่จะทำยอดให้ได้ถึง 100 ชิ้นงั้นเหรอ?”

เฉินฮั่นเซิงไม่สะเทือนกับอารมณ์ในน้ำเสียงนั้น ก็ฝ่ายตนหาเรื่องก่อน เขาจะสวนกลับบ้างก็เป็นเรื่องปกติ

เขาถามกลับหน้าตาย “ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าห้อง และรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะ รุ่นพี่เมิ่งมีตำแหน่งอะไรบ้างไหมครับ?”

เมิ่งเสวี่ยตงแค่นเสียง “ตำแหน่งพวกนั้นมันกินไม่ได้หรอก”

เฉินฮั่นเซิงยิ้มเยาะ “ใครบอกว่ากินไม่ได้ อย่างน้อยในห้องเรียนและในคณะผมก็สามารถประชาสัมพันธ์ได้ดีกว่าแน่ๆ และนี่แหละคือข้อได้เปรียบ”

“ผมได้ยื่นเรื่องขอทำ ‘โครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ’ กับทางคณะกรรมการเยาวชนแล้ว ถ้าโครงการนี้เริ่มเดินหน้า มีโอกาสสูงมากที่จะผูกขาดธุรกิจขนส่งในสถาบันการเงินได้ทั้งหมด รุ่นพี่เมิ่งมีทรัพยากรแบบนี้ในมือไหมครับ?”

เมิ่งเสวี่ยตงไม่เชื่อ สบถออกมาเบาๆ “โม้!”

เฉินฮั่นเซิงไม่คิดจะอธิบายให้เขาฟัง แต่หันไปจ้องตาจงเจี้ยนเฉิง “ผมอุตส่าห์มาถึงที่นี่ จะเป็นเรื่องโกหกได้ยังไง อยู่ที่ผู้จัดการจงแล้วล่ะครับ ว่าจะยอมสละเวลาสักห้านาทีฟังแผนของผมไหม”

จงเจี้ยนเฉิงที่ตอนแรกแค่อยากดูเรื่องสนุก พอได้ยินคำว่า “โครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ” ที่ฟังดูหรูหราอลังการก็เริ่มสนใจขึ้นมา ฟังไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา จึงหันไปบอกเมิ่งเสวี่ยตง “เสี่ยวเมิ่ง นายกลับไปก่อนนะ เดี๋ยวค่อยติดต่อกันอีกที”

เมิ่งเสวี่ยตงนึกไม่ถึงว่าจงเจี้ยนเฉิงจะเชื่อน้ำมนต์ของเฉินฮั่นเซิง แต่เขาก็เถียงไม่ออกเพราะตัวเองไม่มีเส้นสายในคณะกรรมการเยาวชนเลยแม้แต่คนเดียว

ขณะมองแผ่นหลังของเมิ่งเสวี่ยตงที่เดินคอตกกลับไป เฉินฮั่นเซิงก็พูดขึ้นลอยๆ “จริงๆรุ่นพี่เมิ่งก็ทำงานใช้ได้นะครับ ถึงตอนนั้นจะให้เขาดูแลพื้นที่สถาบันการเงินต่อไปก็ได้”

จงเจี้ยนเฉิงที่กำลังจะจุดบุหรี่ ชะงักมือวางไฟแช็กแล้วถาม “แล้วนายล่ะ?”

“ในเมื่อผมงัดโปรเจกต์ระดับนี้มาคุยกับผู้จัดการจงแล้ว แน่นอนว่าผมไม่ได้มองแค่มหาลัยเดียว อย่างน้อยต้องขยายผลแบบ ‘จุดเดียวครอบคลุมทั่วพื้นที่’ ทั้งมหาวิทยาลัยตงไห่ สถาบันการเงิน วิทยาลัยการแพทย์ และสถาบันวิศวกรรม... สี่สถาบันในละแวกนี้ ผมขอเหมาหมดครับ”

*****

จบบทที่ บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา

คัดลอกลิงก์แล้ว