- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา
บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา
บทที่ 50 งัดโปรเจกต์มาเจรจา
แม้แต่จินหยางหมิงเองก็คงคาดไม่ถึง ว่าเดตแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาจะต้องลงเอยกับป้าคุมหอพัก เล่นเอาหยางซื่อเชากับกัวเส้าเฉียงกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง
มีเพียงหลี่เจิ้นหนานที่ทนดูไม่ได้ เอ่ยปากด้วยความไม่พอใจ “พี่เฉินย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นกิจกรรมบังคับที่ทุกคนต้องเข้าร่วม ซางเหยียนเหยียนนี่ไร้สามัญสำนึกจริงๆ”
เฉินฮั่นเซิงรู้ดีอยู่แก่ใจ ซางเหยียนเหยียนมีพื้นฐานทางบ้านค่อนข้างดี กฎระเบียบบางอย่างอาจใช้ควบคุมเด็กหัวอ่อนอย่างเสิ่นโหยวชูได้ แต่คงใช้ไม่ได้ผลกับซางเหยียนเหยียน
ก่อนเลิกเรียนตอนบ่าย ซางเหยียนเหยียนจงใจมาขอดูตั๋วหนังของเขา นั่นหมายความว่า ถ้าคนข้างๆคือเฉินฮั่นเซิง เธอถึงจะยอมไปดู แต่ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นในห้อง ก็เชิญไปสวีตกับป้าคุมหอตามสบายเถอะ ซึ่งแจ็กพอตในคืนนี้ดันไปตกที่จินหยางหมิงพอดี
“คนแบบนี้ไม่เห็นหัวส่วนรวม ต่อไปเราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเธอ”
เฉินฮั่นเซิงตบไหล่ปลอบใจจินหยางหมิง “ฉันเตือนแกแล้วไง ว่าความรักมันไม่ยั่งยืนเท่าการเล่นเกม มหาสมุทรแห่งความรู้มันกว้างไม่พอหรือเกมในมือถือมันลับสมองไม่พอรึไง? ถ้าไม่ไหวก็ไปนั่งเล่นไพ่ก็ได้ ทำไมต้องไปวิ่งหาความรักด้วยวะ?”
จินหยางหมิงที่ใบหน้ายังเปื้อนคราบน้ำตาแห่งความผิดหวัง เงยหน้าเถียงด้วยความไม่ยอมแพ้ “พี่เฉิน พี่มันคนเจ้าชู้ พี่ไม่เข้าใจพวกเราหรอก”
“เออๆ พ่อไม่เข้าใจก็ได้”
เฉินฮั่นเซิงไม่อยากเถียงให้มากความ “งั้นพรุ่งนี้ไปร้านเน็ตเล่น CS กัน ให้เหล่าหยางกับเส้าเฉียงไปเป็นเพื่อน”
การปลอบใจเพื่อนชายอกหักในมหาวิทยาลัยก็หนีไม่พ้นเหล้า บุหรี่ และเกม แต่เอาเข้าจริงมันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก พอสร่างเมาสร่างมัน ความเจ็บปวดก็กลับมาเหมือนเดิม
“ผมไม่ไป!”
จินหยางหมิงปฏิเสธเสียงแข็ง กัดฟันพูดด้วยความมุ่งมั่น “พรุ่งนี้ผมจะไปหอสมุด จะใช้เวลาสองเดือนเก็บหน่วยกิตปีนี้ให้ครบ แล้วจะไปลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ปีหน้าผมจะสอบ IELTS ให้ได้ 6 คะแนนขึ้นไป ผมจะไปเรียนต่อเมืองนอก!”
อารมณ์ฮึกเหิมนี้เล่นเอาเสือเฒ่าอย่างหยางซื่อเชาและกัวเส้าเฉียงถึงกับอึ้ง ไม่น่าเชื่อว่าชายอกหักคนหนึ่งจะระเบิดพลังแฝงออกมาได้ขนาดนี้
เฉินฮั่นเซิงยิ้มมุมปาก ‘เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ จะโม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น’
แต่ถ้าตัดเรื่องอุบัติเหตุของจินหยางหมิงออกไป ปาร์ตี้ดูหนังของสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 ในคืนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย กำแพงกั้นกลางถูกทำลายลง อย่างน้อยความรู้สึกเกร็งและระยะห่างระหว่างชายหญิงในห้องก็ลดน้อยลงไปมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เฉินฮั่นเซิงยังนอนหลับอุตุ จินหยางหมิงก็มาเขย่าตัวปลุก
“พี่เฉิน สายแล้วนะ รีบลุกไปร้านเน็ตกันเถอะ”
เฉินฮั่นเซิงลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ บ่นงึมงำ “ไหนว่าแกจะไปหอสมุดไงวะ?”
“วันนี้วันเสาร์ หอสมุดอาจจะปิดก็ได้”
จินหยางหมิงตอบพลางปลุกหยางซื่อเชาและกัวเส้าเฉียงไปด้วย
เฉินฮั่นเซิงพยักหน้า ก่อนจะเอะใจ ‘เดี๋ยวสิ หอสมุดมหาวิทยาลัยที่ไหนปิดเสาร์อาทิตย์วะ?’ ไอ้หมอนี่แค่อยากเล่นเกมแล้วหาข้ออ้างสวยหรูให้ตัวเองชัดๆ
“ไอ้เวรตะไล ทำไมแกไม่บอกว่ามหาลัยปิดกิจการไปเลยล่ะ”
เฉินฮั่นเซิงด่าไล่หลัง แต่เขาก็มีธุระต้องออกไปทำพอดี ทุกคนจึงรีบแต่งตัวแล้วมุ่งหน้าสู่ศูนย์การค้าอี้อู๋
• ·····
สามสหายจอมติดเกมอย่างหยางซื่อเชา กัวเส้าเฉียง และจินหยางหมิง ตรงดิ่งเข้าสมรภูมิ CS ด่าน Dust ตามระเบียบ ส่วนเฉินฮั่นเซิงแยกตัวไปหาจงเจี้ยนเฉิง ผู้จัดการทั่วไปของเซินทงเอ็กซ์เพรส สาขาเจียงหลิง
ช่วงไม่กี่วันที่ไปช่วยงานคณะกรรมการเยาวชน เฉินฮั่นเซิงบังเอิญพบ “ชิพต่อรอง” สำคัญที่จะใช้ในการเจรจาครั้งนี้
บรรยากาศที่สาขายังคงวุ่นวายเช่นเคย เฉินฮั่นเซิงเดินขึ้นไปชั้นสองอย่างคุ้นเคย เคาะประตูแล้วทักทาย “ผู้จัดการจง สวัสดีครับ”
ผิดคาด ในห้องมีแขกอยู่ก่อนแล้ว ดูจากอายุและการแต่งกายก็น่าจะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเฉินฮั่นเซิงด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
จงเจี้ยนเฉิงเองก็แปลกใจเล็กน้อย เขาหันไปพูดกับนักศึกษาคนนั้นทันที “เมิ่งเสวี่ยตง นี่ไงเด็กปีหนึ่งที่อยากจะมาแย่งตำแหน่งตัวแทนจำหน่ายใหญ่ในสถาบันการเงินไปจากนาย”
“บังเอิญจังนะครับ”
เฉินฮั่นเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง โลกมันกลมจริงๆ คู่แข่งดันมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนว่าจงเจี้ยนเฉิงเองก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา การแนะนำตัวแบบนี้ร้อยทั้งร้อยคืออยากเห็นเสือสองตัวกัดกัน
“รุ่นน้องเฉิน ฉันรู้จักนาย”
เมิ่งเสวี่ยตงเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน เขาเป็นคนรูปร่างสูงผอม สวมแว่นตาดูเป็นเด็กเรียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีความนัย “ห้องฉันอยู่ติดกับโจวเสี่ยว”
ได้ยินแบบนี้เฉินฮั่นเซิงก็ร้องอ๋อ เรื่องโจวเสี่ยวโดนซ้อมวันนั้นเป็นข่าวใหญ่โต คนมุงดูเพียบ เมิ่งเสวี่ยตงคงจะเห็นเขาในตอนนั้น
เฉินฮั่นเซิงไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อม เส้นทางธุรกิจของเขาชัดเจนมาก ตั้งแต่สภานักศึกษาไปจนถึงตัวแทนขนส่งรายใหญ่ ทั้งหมดเป็นเพียงบันไดให้เหยียบขึ้นไป แต่ก็เป็นบันไดขั้นที่ขาดไม่ได้
“อ้อ ที่แท้ก็รุ่นพี่เมิ่งนี่เอง งั้นถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะครับ คนกันเองไม่ต้องพูดมากความ วันนี้ผมมาคุยเรื่องธุรกิจกับผู้จัดการจง รุ่นพี่จะสะดวกหลบฉากสักครู่ไหมครับ?”
เฉินฮั่นเซิงพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม
สีหน้าของเมิ่งเสวี่ยตงเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที สไตล์การพูดของรุ่นน้องคนนี้ดุดันสมคำร่ำลือจริงๆ
จงเจี้ยนเฉิงที่กะจะนั่งดูเสือฟัดกันบนภูเขา ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นเฉินฮั่นเซิงเปิดฉากฟาดเปรี้ยงเดียวจอด เขาอยู่ในย่านมหาวิทยาลัยเจียงหลิงมานาน นักศึกษาที่เจอส่วนใหญ่มักจะพูดจาสุภาพนุ่มนวล ไม่เคยเจอใครบ้าระห่ำไม่ไว้หน้าคนแบบเฉินฮั่นเซิงมาก่อน
คนเรามักจะเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่า เมื่อเห็นเมิ่งเสวี่ยตงหน้าแดงก่ำพูดไม่ออก จงเจี้ยนเฉิงจึงช่วยพูดแก้ต่างให้ “อาทิตย์นี้เสี่ยวเมิ่งทำยอดรับพัสดุได้วันละ 70 ชิ้น ทำลายสถิติใหม่เลยนะ เฉินฮั่นเซิง ถ้านายทำไม่ได้ถึง 100 ชิ้น ก็เลิกคุยกันดีกว่า”
เฉินฮั่นเซิงยิ้มมุมปาก “นักศึกษาวิทยาเขตเจียงหลิงมีเกือบ 6,000 คน ยอดแค่ 70 ชิ้นต่อวัน ผู้จัดการจงพอใจแค่นี้จริงๆเหรอครับ?”
จงเจี้ยนเฉิงสะอึกไปเล็กน้อย 70 ชิ้นเทียบกับจำนวนนักศึกษาทั้งหมดถือว่าน้อยมาก แต่เพราะธุรกิจหลักของเซินทงไม่ได้เน้นที่มหาวิทยาลัย เขาเลยไม่ได้ใส่ใจนัก
ตอนนั้นเอง เมิ่งเสวี่ยตงก็ตั้งสติได้ เอ่ยประชดประชันขึ้นมา “รุ่นน้องเฉินมีวิธีอะไรดีๆที่จะทำยอดให้ได้ถึง 100 ชิ้นงั้นเหรอ?”
เฉินฮั่นเซิงไม่สะเทือนกับอารมณ์ในน้ำเสียงนั้น ก็ฝ่ายตนหาเรื่องก่อน เขาจะสวนกลับบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
เขาถามกลับหน้าตาย “ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าห้อง และรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะ รุ่นพี่เมิ่งมีตำแหน่งอะไรบ้างไหมครับ?”
เมิ่งเสวี่ยตงแค่นเสียง “ตำแหน่งพวกนั้นมันกินไม่ได้หรอก”
เฉินฮั่นเซิงยิ้มเยาะ “ใครบอกว่ากินไม่ได้ อย่างน้อยในห้องเรียนและในคณะผมก็สามารถประชาสัมพันธ์ได้ดีกว่าแน่ๆ และนี่แหละคือข้อได้เปรียบ”
“ผมได้ยื่นเรื่องขอทำ ‘โครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ’ กับทางคณะกรรมการเยาวชนแล้ว ถ้าโครงการนี้เริ่มเดินหน้า มีโอกาสสูงมากที่จะผูกขาดธุรกิจขนส่งในสถาบันการเงินได้ทั้งหมด รุ่นพี่เมิ่งมีทรัพยากรแบบนี้ในมือไหมครับ?”
เมิ่งเสวี่ยตงไม่เชื่อ สบถออกมาเบาๆ “โม้!”
เฉินฮั่นเซิงไม่คิดจะอธิบายให้เขาฟัง แต่หันไปจ้องตาจงเจี้ยนเฉิง “ผมอุตส่าห์มาถึงที่นี่ จะเป็นเรื่องโกหกได้ยังไง อยู่ที่ผู้จัดการจงแล้วล่ะครับ ว่าจะยอมสละเวลาสักห้านาทีฟังแผนของผมไหม”
จงเจี้ยนเฉิงที่ตอนแรกแค่อยากดูเรื่องสนุก พอได้ยินคำว่า “โครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ” ที่ฟังดูหรูหราอลังการก็เริ่มสนใจขึ้นมา ฟังไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา จึงหันไปบอกเมิ่งเสวี่ยตง “เสี่ยวเมิ่ง นายกลับไปก่อนนะ เดี๋ยวค่อยติดต่อกันอีกที”
เมิ่งเสวี่ยตงนึกไม่ถึงว่าจงเจี้ยนเฉิงจะเชื่อน้ำมนต์ของเฉินฮั่นเซิง แต่เขาก็เถียงไม่ออกเพราะตัวเองไม่มีเส้นสายในคณะกรรมการเยาวชนเลยแม้แต่คนเดียว
ขณะมองแผ่นหลังของเมิ่งเสวี่ยตงที่เดินคอตกกลับไป เฉินฮั่นเซิงก็พูดขึ้นลอยๆ “จริงๆรุ่นพี่เมิ่งก็ทำงานใช้ได้นะครับ ถึงตอนนั้นจะให้เขาดูแลพื้นที่สถาบันการเงินต่อไปก็ได้”
จงเจี้ยนเฉิงที่กำลังจะจุดบุหรี่ ชะงักมือวางไฟแช็กแล้วถาม “แล้วนายล่ะ?”
“ในเมื่อผมงัดโปรเจกต์ระดับนี้มาคุยกับผู้จัดการจงแล้ว แน่นอนว่าผมไม่ได้มองแค่มหาลัยเดียว อย่างน้อยต้องขยายผลแบบ ‘จุดเดียวครอบคลุมทั่วพื้นที่’ ทั้งมหาวิทยาลัยตงไห่ สถาบันการเงิน วิทยาลัยการแพทย์ และสถาบันวิศวกรรม... สี่สถาบันในละแวกนี้ ผมขอเหมาหมดครับ”
*****