เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 วาสนา...ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย

บทที่ 42 วาสนา...ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย

บทที่ 42 วาสนา...ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย


โชคดีที่สองสามีภรรยาตระกูลกัวไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะเด็กวัยอย่างกัวเจียฮุ่ยชอบพูดจาเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาที่ผู้ใหญ่ฟังไม่เข้าใจอยู่บ่อยๆ อาจารย์กัวจึงหันมาดุเฉินฮั่นเซิงแทน “เอามาตัวเดียวก็พอแล้ว สองตัวใครจะไปกินหมด”

“เรื่องมงคลต้องมาเป็นคู่ครับอาจารย์”

เฉินฮั่นเซิงยิ้มตอบด้วยท่าทีซื่อๆ

กัวจงอวิ๋นและเฉินฮั่นเซิงนั่งลงบนโซฟาเพื่อคุยสัพเพเหระ อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างบ้านพัก บทสนทนาในวันนี้จึงลึกซึ้งกว่าปกติ ทำให้กัวจงอวิ๋นเพิ่งตระหนักว่าเฉินฮั่นเซิงเป็นเด็กที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีการวางแผนชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไว้เป็นอย่างดี

“เธออยากทำธุรกิจ หรือถึงขั้นอยากเป็นผู้ประกอบการเลย?”

กัวจงอวิ๋นเพิ่งเคยได้ยินความคิดแบบนี้จากปากเด็กปีหนึ่งเป็นครั้งแรก เพราะโดยทั่วไปบัณฑิตจบใหม่มักนิยมหางานในรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ หรือบริษัทต่างชาติกันมากกว่า

แน่นอนว่าคนที่ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็มี แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่สั่งสมประสบการณ์มาได้ระดับหนึ่งแล้วทั้งนั้น

“ผมแค่กะว่าจะหาอะไรทำเล็กๆน้อยๆในมหาลัยครับ ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนให้อาจารย์กัวช่วยชี้แนะด้วย” เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างถ่อมตน

กัวจงอวิ๋นคิดว่าเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท จึงพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไร เขาหารู้ไม่ว่าเฉินฮั่นเซิงกำลังวางหมากปูทางสำหรับอนาคตอยู่

“กับข้าวเสร็จแล้ว!”

ภรรยาอาจารย์ตะโกนเรียกมาจากในครัว

เฉินฮั่นเซิงรีบลุกเข้าไปช่วยยกกับข้าวอย่างรู้จักหน้าที่ ไม่ทำตัวเป็นคนอื่นคนไกล

อาจารย์กัวหยิบเหล้าเหมาไถ ‘อู่เหลียงเย่’ ออกมาจากตู้โชว์ แล้วเอ่ยถามยิ้มๆ “ฮั่นเซิง เที่ยงนี้ดื่มสักหน่อยไหม?”

“แล้วแต่อาจารย์กัวจะกรุณาครับ”

ภรรยาอาจารย์กลัวว่าเฉินฮั่นเซิงจะดื่มเหล้าขาวไม่ไหว แต่กัวจงอวิ๋นโบกมือห้าม “เจ้านี่คอแข็งกว่าผมอีก เหล้าขาวขวดเดียวนี่สบายมาก”

รสมือของภรรยาอาจารย์ถือว่ายอดเยี่ยม เฉินฮั่นเซิงจึงเจริญอาหารไม่น้อย เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็ออกไปยืนสูบบุหรี่กับอาจารย์กัวที่ระเบียง จนกระทั่งบ่ายสามโมงกว่าจึงเตรียมตัวกลับ

ขณะกำลังเปลี่ยนรองเท้าที่โถงทางเข้า กัวจงอวิ๋นก็เรียกเขาไว้กะทันหัน “ในห้องเรามีนักศึกษาหญิงที่ชื่อเสิ่นโหยวชู เธอรู้จักไหม?”

“รู้จักครับ”

เฉินฮั่นเซิงพยักหน้ารับ ในใจคิดว่า ‘ไม่ใช่แค่รู้จัก ต่อไปจะต้องนอนเตียงเดียวกันด้วยซ้ำ’

“ทางบ้านของเธอลำบากมาก ก่อนปิดเทอมหูหลินอวี่ช่วยยื่นเรื่องขอทุนนักศึกษายากจนให้ แต่ไม่ผ่าน ดูเหมือนจะติดขัดอยู่ที่คณะกรรมการเยาวชน ยังไงเธอช่วยไปดูให้หน่อยนะ ถ้าในมหาลัยมีงานพาร์ตไทม์อะไรที่เหมาะสมก็ช่วยดูๆให้เธอด้วย”

พอกัวจงอวิ๋นพูดจบ เห็นเฉินฮั่นเซิงยืนนิ่งอึ้งไป จึงถามย้ำ “มีปัญหาอะไรรึเปล่า?”

“ไม่มีปัญหาเลยครับอาจารย์ งั้นผมขอลากลับก่อนนะครับ”

เฉินฮั่นเซิงคาดไม่ถึงว่าอาจารย์กัวจะยื่น “ดาบอาญาสิทธิ์” มาให้ถึงมือ แบบนี้เขาก็มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปก้าวก่าย หรือแม้กระทั่งจัดการชีวิตประจำวันของเสิ่นโหยวชูได้อย่างเต็มที่ ต่อให้หูหลินอวี่จะแอบไปฟ้องครู เขาก็ไม่กลัวอีกต่อไป

เมื่อกลับมาถึงมหาวิทยาลัย ฝนเพิ่งจะหยุดตก ท้องฟ้าเริ่มเปิด แสงสายัณห์ระบายสีสันงดงามราวกับแถบผ้าไหมสีแดงสดพาดผ่านขอบฟ้า เฉินฮั่นเซิงเกิดอารมณ์สุนทรีย์อยากจะตะโกนเรียกทั้งเซียวหรงอวี้และเสิ่นโหยวชูออกมา แล้วชี้ไปที่ท้องฟ้าพลางบอกว่า “ทิวทัศน์ที่ว่างดงาม ยังสวยสู้พวกเธอไม่ได้เลย”

ทว่า เมื่อความมืดมิดยามพลบค่ำเริ่มคืบคลานเข้ามาเก็บเกี่ยวเส้นสายแห่งความโศกศัลย์ และดวงตาแห่งรัตติกาลเริ่มจ้องมองผืนโลก เฉินฮั่นเซิงก็ต้องตื่นจากภวังค์กลับสู่โลกแห่งความจริง

เซียวหรงอวี้ไม่สนใจเขา เสิ่นโหยวชูก็ยังระแวงเขา คนที่รอต้อนรับเขาอยู่มีเพียงแก๊งหนุ่มโสดแห่งหอพัก 602 เท่านั้น

เพื่อนบางคนหิ้วของฝากจากบ้านเกิดมาด้วย ส่วนเป็ดอบแห้งของเฉินฮั่นเซิงถูกนำไปเซ่นไหว้บรรณาการอาจารย์กัวหมดแล้ว เขาจึงลงทุนวิ่งไปซื้อเบียร์มาหนึ่งลัง เพื่อนฝูงต่างล้อมวงกินของฝาก จิบเบียร์เย็นๆและคุยโม้โอ้อวดกันเสียงดังจนดึงดูดเพื่อนผู้ชายห้องอื่นให้เข้ามาร่วมวง

ทุกคนต่างลงความเห็นว่าห้อง 602 ครึกครื้นที่สุด จึงพากันกลับไปเอาของฝากจากห้องตัวเองมากองรวมกัน สุดท้ายกลายเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของนักศึกษาชายสาขาการจัดการสาธารณะเซคสองไปโดยปริยาย

ช่วงเวลานี้คือช่วงที่สนุกที่สุดและบริสุทธิ์ใจที่สุด เด็กหนุ่มแต่ละคนต่างเล่าเรื่องราวของตัวเองและคนอื่นอย่างอิสระ วิจารณ์สาวๆในห้องอย่างเผ็ดร้อนโดยไม่มีใครถือสา ความรู้สึกผูกพันที่เรียกว่า “มิตรภาพของหมู่คณะ” กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

จนกระทั่งเสียงดังไปเรียกแขกอย่างป้าคุมหอให้เดินมาตรวจตรา เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายถึงได้จำใจแยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมัน

หลังจากปิดไฟ บรรยากาศตกค้างจากวงสนทนายังคงอยู่ ในความมืดที่มองไม่เห็นสีหน้าของกันและกัน ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่ม หัวข้อสนทนาเริ่มติดเรตขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงเรื่องเรือนร่างของเพศตรงข้าม

จู่ๆจินหยางหมิงก็โพล่งถามขึ้นมา “ในพวกเราเนี่ย มีใครเคยขึ้นเตียงกับผู้หญิงบ้างยังวะ?”

คำถามนี้ช่างล่อแหลมและคลุมเครือ แต่มันกลับผลักดันบรรยากาศให้พุ่งสู่จุดพีค ห้องมืดๆเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่หยางซื่อเชาจะรีบพูดขึ้นทันควัน “เรื่องนี้ต้องถามพี่สี่ รายนั้นเปิดซิงไปแล้วชัวร์”

เฉินฮั่นเซิงหัวเราะแต่ไม่ยอมรับ “เอาอะไรมาสงสัยพ่อวะ”

กัวเส้าเฉียงช่วยเสริม “ยอมรับมาเถอะน่าเจ้าสี่ พวกเราไม่เอาไปป่าวประกาศหรอก”

แม้แต่หลี่เจิ้นหนานยังหัวเราะคิกคัก “พี่เฉิน ดูจากน้ำเสียงตอนพี่คุยกับสาวๆในห้อง พี่ต้องเซียนระดับปรมาจารย์แล้วแน่ๆ”

จินหยางหมิงยุส่ง “พี่สี่ เล่าให้ฟังหน่อยดิ ถือเป็นวิทยาทาน”

“อะแฮ่ม!”

เฉินฮั่นเซิงปฏิเสธไม่หลุด จึงกระแอมไอออกมาหนึ่งที ทั้งห้องเงียบกริบลงทันควัน หัวใจของแต่ละคนเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด

“พ่อยังซิงโว้ย มือผู้หญิงยังไม่เคยจับเลย แต่... ก็พอมีความรู้บางอย่างอยู่บ้าง”

เฉินฮั่นเซิงรีบออกตัวให้พ้นผิดก่อน ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนโวยวายด้วยความไม่พอใจ “รีบเล่ามาเถอะน่า พวกเรารอฟังอยู่!”

“ความรู้แบบนี้... ฉันว่าอธิบายได้ด้วยประโยคสั้นๆห้าคำ”

เฉินฮั่นเซิงเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้าๆว่า

“วาสนา... ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย”

แค่เนี้ยะ?

กัวเส้าเฉียงยังไม่ยอมแพ้ อดถามต่อไม่ได้ “แล้วมันน่าอัศจรรย์ยังไงวะ?”

“อัศจรรย์ก็คือความอัศจรรย์ที่เกินบรรยาย บรรยายก็คือคำบรรยายที่น่าอัศจรรย์... พวกแกไปตรัสรู้กันเอาเองเถอะ”

เฉินฮั่นเซิงหัวเราะอย่างมีเลศนัย

เสียงหัวเราะนั้นแพร่เชื้อไปสู่สมาชิกคนอื่นในห้อง 602 ทุกคนต่างพากันส่งเสียงหัวเราะ “หึหึหึ” ตามกันขึ้นมา พวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขำอะไร แต่รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจจนอยากจะหัวเราะออกมา

มันคือจินตนาการที่เจือไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน และความคาดหวังที่มีต่อชีวิตมหาลัย ไม่นานนักสมาชิกทั้งสี่แห่งห้อง 602 ก็ผล็อยหลับไป พร้อมรอยยิ้มที่ยังระบายอยู่บนมุมปาก

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งห้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียง BGM เพลง “Leng Ku Dao Di” (เย็นชาให้ถึงที่สุด)

“ไอ้หก เอ็งช่วยเปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุกหน่อยได้ไหมวะ ฟังเพลงนี้ทุกวันประสาทจะแดกตายอยู่แล้ว” หยางซื่อเชาขยี้ตาบ่นอุบ

“จะให้เปลี่ยนเป็นเพลงอะไร ไหนลองเสนอมาสักเพลงสิที่มันโดนใจฉัน” จินหยางหมิงย้อนถาม

หลี่เจิ้นหนานยิ้มซื่อๆ แล้วตอบว่า “เปลี่ยนเป็นเพลง ‘วาสนา... ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย’ สิ”

“หึหึ... ฮ่าๆๆๆ”

สมาชิกห้อง 602 ต่างมองหน้ากันไปมา อาการหงุดหงิดตอนตื่นนอนถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะอันแสนกวนประสาท แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องสีทองลงบนพื้นห้อง เป็นสัญญาณเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่เต็มไปด้วยความคึกคะนอง

*****

จบบทที่ บทที่ 42 วาสนา...ช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย

คัดลอกลิงก์แล้ว