เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41: แวะมาเยี่ยมเยียน

บทที่ 41: แวะมาเยี่ยมเยียน

บทที่ 41: แวะมาเยี่ยมเยียน


เมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกจนเกินเหตุของเสิ่นโหยวชู ที่สำคัญคือเจ้าตัวทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่น้ำตาคลอเบ้า พอหยดน้ำตาเอ่อล้นออกมาก็รีบใช้หลังมือปาดทิ้งอย่างรวดเร็ว แถมระหว่างนั้นยังต้องคอยชำเลืองมองเฉินฮั่นเซิงเป็นระยะ เพราะกลัวว่าเขาจะอารมณ์เสียขึ้นมาอีก ท่าทางน่าสงสารราวกับเด็กน้อยที่ถูกรังแกไม่มีผิด

“เออๆ ไม่พูดเรื่องเป็นแฟนกันแล้วก็ได้ ฉันชอบพูดด้วยเหตุผล ไม่เคยบังคับจิตใจใครอยู่แล้ว”

เฉินฮั่นเซิงจนปัญญา ได้แต่พักเรื่องนี้ไว้ก่อน อย่างไรเสียเสิ่นโหยวชูก็หนีเขาไม่พ้นอยู่ดี เขาคิดในใจพลางแกะเปลือกกุ้งสองตัวแล้ววางลงในชามของเธออย่างลื่นไหล

เสิ่นโหยวชูเงยหน้ามองหัวหน้าเฉินผู้ที่ปากบอกว่า “ไม่เคยบังคับใคร” แวบหนึ่ง ด้วยความกลัวว่าเขาจะคีบมาจ่อที่ปากเหมือนคราวก่อน เธอจึงจำใจต้องก้มหน้าก้มตา “เพลิดเพลิน” กับบริการของเฉินฮั่นเซิงอย่างเงียบๆ

หลังจากฝืนกินไปได้ไม่กี่คำ เสิ่นโหยวชูก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ฉันอิ่มแล้วค่ะ”

เฉินฮั่นเซิงถึงได้ยกชามของตัวเองขึ้นมา แล้วกวาดวัตถุดิบในหม้อไฟที่เหลือลงท้องจนเกลี้ยง

ฝนด้านนอกยังคงโปรยปราย เฉินฮั่นเซิงจุดบุหรี่ขึ้นสูบ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

เมื่อเห็นว่าความสนใจของเฉินฮั่นเซิงอยู่ที่ด้านนอก เสิ่นโหยวชูจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้น แอบลอบสำรวจ “จอมอันธพาล” ที่ประกาศตัวจะเป็นแฟนของเธอคนนี้ ในหัวพลันนึกถึงคำเตือนของรูมเมตอย่างหูหลินอวี่ขึ้นมา

‘นักศึกษาทั่วไปตามเล่ห์เหลี่ยมของเฉินฮั่นเซิงไม่ทันหรอก เธอลองดูสิ นี่เพิ่งเปิดเทอมได้แค่เดือนเดียว เขาก็เป็นทั้งหัวหน้าห้อง เป็นทั้งรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ขนาดฉันยังเผลอไปช่วยเขาทำงานแบบงงๆเลย’

‘เฉินฮั่นเซิงดูเหมือนจะมีใจให้เธอนะ ถ้าเธอไม่อยากมีความรัก ช่วงนี้ก็ต้องหลบหน้าเขาหน่อย’

เสิ่นโหยวชูคิดอะไรเพลินๆด้วยความซื่อ อันที่จริงเธอแค่อยากรู้ว่าทำไมเฉินฮั่นเซิงถึงชอบดุเธอนัก

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นโหยวชูเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ พอเพ่งมองดีๆ ถึงได้รู้ว่ากระจกหน้าต่างโรงอาหารมันสะท้อนเงา และเฉินฮั่นเซิงก็กำลังจ้องมองเธอผ่านเงาสะท้อนในกระจกนั่นเอง

“ฉะ...ฉันกลับก่อนนะคะ”

เสิ่นโหยวชูลุกลี้ลุกลนเตรียมจะเดินหนี

เฉินฮั่นเซิงไม่ได้ขัดขวาง เขาคว้าสัมภาระขึ้นมาแล้วพูดว่า “โรงอาหารสองอยู่ใกล้หอพักชายมากกว่า ร่มคันนี้ทิ้งไว้ให้เธอแล้วกัน ฝากเก็บโต๊ะให้ด้วยล่ะ”

พูดจบ เฉินฮั่นเซิงที่คาบบุหรี่อยู่ที่มุมปากก็หิ้วกระเป๋า เปิดม่านยางกันความเย็นของโรงอาหารแล้วเดินดุ่มๆกลับหอพักไปทันที

เสิ่นโหยวชูปฏิเสธไม่ทัน แต่ขณะที่กำลังเก็บโต๊ะ เธอก็พบว่ามีซองจดหมายซองหนึ่งวางทิ้งไว้ เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่เฉินฮั่นเซิงลืม แต่ทว่าร่างของเจ้าตัวได้หายลับไปในสายฝนเสียแล้ว

• ·····

สี่จตุรเทพแห่งหอพัก 602 ถ้าไม่กลับบ้านก็คงสิงสถิตอยู่ที่ร้านเกม เฉินฮั่นเซิงโทรศัพท์ไปรายงานความปลอดภัยกับมารดา อาบน้ำเสร็จก็นั่งอ่านหนังสือได้สักพัก พอความง่วงเข้าครอบงำเขาก็หลับยาวไปจนถึงวันรุ่งขึ้น

ดูเหมือนว่าการนอนมาราธอนจะเป็นสกิลติดตัวของเด็กมหาวิทยาลัย แม้แต่เฉินฮั่นเซิงก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น พอลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็พบว่ากัวเส้าเฉียงและจินหยางหมิงเพิ่งจะกลับมาจากการโต้รุ่ง

“พี่เฉิน ผมซื้อซาลาเปามาฝาก เดี๋ยวผมอาบน้ำเสร็จแล้วมากินมื้อเช้าด้วยกันนะ”

จินหยางหมิงชี้ไปที่ถุงมื้อเช้าร้อนๆสองถุงบนโต๊ะแล้วเอ่ยชวน

เฉินฮั่นเซิงเบ้ปาก “ไอ้ลูกหมา มีอะไรก็รีบพ่นมา พ่อรู้นิสัยแกดี คนอย่างแกถ้าไม่มีผลประโยชน์คงไม่ตื่นเช้าขนาดนี้หรอก”

“พี่เฉิน พูดแบบนี้เสียน้ำใจแย่ เราเป็นพี่น้องร่วมห้องกันนะ”

จินหยางหมิงทำหน้าตาตัดพ้อด้วยความน้อยใจ

แต่เฉินฮั่นเซิงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงละคร “อีกเดี๋ยวพ่อจะออกไปข้างนอกแล้ว ถ้ามัวแต่อมพะนำก็รอคุยกันตอนพ่อกลับมาแล้วกัน”

จินหยางหมิงรีบยกธงขาวทันที เขาพูดด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อยว่า “จริงๆก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก คือผมกะว่าจะจีบซางเหยียนเหยียน แต่คู่แข่งเยอะเหลือเกิน เลยอยากให้พี่ช่วยหน่อย”

เรื่องแค่นี้เอง เฉินฮั่นเซิงจึงถามกลับ “แล้วจะให้ช่วยยังไง?”

“ตอนนี้ยังคิดไม่ออก แต่พี่เป็นหัวหน้าห้อง ยังไงมันก็ต้องมีจังหวะให้สร้างโอกาสได้บ้างแหละ” จินหยางหมิงหยอดคำหวานประจบสอพลอ

เฉินฮั่นเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เออ ได้สิ แต่ไอ้หมาอย่างแกนี่มันขี้งกจริงๆ จะจ้างงานทั้งทีดันใช้แค่ซาลาเปาถุงเดียวซื้อตัวพ่อเนี่ยนะ”

จังหวะนั้น กัวเส้าเฉียงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในห้อง จินหยางหมิงจึงรีบหุบปากฉับ

กัวเส้าเฉียงเห็นของกินวางอยู่บนโต๊ะก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าซาลาเปาของจินหยางหมิงยัดเข้าปากทันที “ไม่รู้ว่าวันนี้ผีตนไหนเข้าสิง ถึงได้เลียแข้งเลียขาเจ้าสี่ ซื้อข้าวเช้ามาประเคนให้ด้วย”

จินหยางหมิงรีบกระโดดมาปกป้องเสบียง “ไอ้เชี่ย! แกกินที่โรงอาหารมาแล้วไม่ใช่เรอะ?”

“แล้วคนเรามันจะหิวอีกรอบไม่ได้หรือไง”

กัวเส้าเฉียงเถียงข้างๆคูๆ พลางยื่นมือจะไปหยิบซาลาเปาอีก

จินหยางหมิงกำลังจะไปอาบน้ำพอดี กลัวว่ามื้อเช้าจะโดนกัวเส้าเฉียงฟาดเรียบ เขาจึงตัดสินใจถ่มน้ำลาย “ถุย ถุย” ใส่ซาลาเปาต่อหน้าต่อตากัวเส้าเฉียง แล้วถือกะละมังเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างผู้ชนะ

“ไอ้ชาติชั่ว!”

เฉินฮั่นเซิงกับกัวเส้าเฉียงสบถออกมาพร้อมกัน

“เจ้าสี่ แบ่งของนายให้ฉันกินบ้างดิ”

กัวเส้าเฉียงหันมาเห็นว่าเฉินฮั่นเซิงยังมีอีกถุง ก็เริ่มมีความคิดชั่วร้าย

เฉินฮั่นเซิงปฏิเสธเสียงแข็ง “พ่อยังไม่ได้กินเลยโว้ย อีกอย่างของไอ้หกก็ยังหลืออยู่นี่”

“เปื้อนน้ำลายขนาดนั้น เป็นนายจะกินลงเหรอ?” กัวเส้าเฉียงโวยวาย

เฉินฮั่นเซิงกระแอมไอเบาๆ “น้ำลายมันเปื้อนแค่แป้งข้างนอก ไส้ข้างในไม่มีซะหน่อย”

กัวเส้าเฉียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ แล้วชูนิ้วโป้งให้เฉินฮั่นเซิงด้วยความนับถือ

กุนซือจอมเจ้าเล่ห์อย่างเฉินฮั่นเซิงกินเสร็จก็เดินลงจากตึก ทว่าเมื่อเดินมาถึงชั้นหนึ่ง เขายังได้ยินเสียงตะโกนโหยหวนอย่างเจ็บปวดรวดร้าวของจินหยางหมิงดังลั่นมาจากห้อง 602

“กัวเส้าเฉียง! ไอ้เวรตะไล ไส้ซาลาเปากูหายไปไหนหมด!”

• ·····

หลังจากลงมาถึงชั้นล่าง เฉินฮั่นเซิงก็หาตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรหากัวจงอวิ๋น

“อาจารย์กัวครับ ผมหิ้วเป็ดอบแห้งของขึ้นชื่อจากบ้านเกิดมาสองสามตัว อยากจะเอาไปฝากน้องเจียฮุ่ยกับอาจารย์แม่ให้ลองชิมดูครับ”

เรื่องแบบนี้ไม่สะดวกคุยในหอพัก เฉินฮั่นเซิงรักศักดิ์ศรี กัวจงอวิ๋นเองก็ต้องรักษาภาพลักษณ์

อีกอย่างเป็ดอบแห้งของขึ้นชื่อเมืองกั่งเฉิงควรเก็บในตู้เย็น ซึ่งในหอพักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ว่า เฉินฮั่นเซิงก็ฉลาดพอที่จะไม่บอกว่าเอามาให้กัวจงอวิ๋นโดยตรง แต่อ้างชื่อลูกสาวอย่างกัวเจียฮุ่ยและภรรยาอาจารย์แทน เพื่อลดโอกาสที่อาจารย์กัวจะปฏิเสธ

แต่ถึงกระนั้น อาจารย์กัวก็ยังเกรงใจ “ไม่ต้องลำบากหรอก เธอมีญาติอยู่ที่เจี้ยนเย่ไม่ใช่เหรอ เอาไปให้พวกเขาเถอะ”

“ผมให้ญาติไปสองตัวแล้วครับ”

เฉินฮั่นเซิงตอบกลับไปทางโทรศัพท์ แน่นอนว่าญาติที่ว่านั้นเป็นเพียงตัวละครสมมติ

กัวจงอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นก็ได้ ขอบใจมากนะ ถือโอกาสมาทานมื้อเที่ยงที่บ้านครูเลยสิ”

พอกดวางสาย ภรรยาของอาจารย์กัวที่อยู่ข้างๆก็ถามขึ้น “ใครโทรมาหรอ?”

“เฉินฮั่นเซิงน่ะ เขาเอาของฝากจากเมืองกั่งเฉิงมาให้”

“นักศึกษาคนนี้ดูจะเอาอกเอาใจคุณเกินเหตุนะ หวังผลอะไรรึเปล่า?” ภรรยาอาจารย์สงสัย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของวิสัยมนุษย์

กัวจงอวิ๋นยิ้มอย่างใจเย็น “ผมก็แค่ที่ปรึกษาธรรมดาๆคนหนึ่ง ในมือไม่ได้มีอำนาจอะไร ตัวเฉินฮั่นเซิงเองก็เป็นหัวหน้าห้อง ตอนนี้ยังได้เป็นรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์อีก ผมจะไปให้อะไรเขาได้?”

คอนเนกชั่นทางสังคมของอาจารย์กัวมีจำกัดก็จริง แต่ในรั้วสถาบันการเงินแห่งนี้เขาก็พอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้าง หากเฉินฮั่นเซิงอยากใช้ชีวิตสี่ปีในมหาวิทยาลัยอย่างสุขสบาย ก็จำเป็นต้องพึ่งพาบารมีเล็กๆน้อยๆของอาจารย์กัวจริงๆนั่นแหละ

ภรรยาอาจารย์ทำหน้าตกใจ “เขาได้เป็นรองประธานฝ่ายของสภานักศึกษาแล้วเหรอ หรือว่ามีคนจากคณะกรรมการเยาวชนหนุนหลัง?”

กัวจงอวิ๋นส่ายหน้า “เท่าที่ผมรู้มา ไม่ใช่เส้นสายทางคณะกรรมการหรอก ตำแหน่งรองประธานนี่ได้มาแบบจับพลัดจับผลูเสียมากกว่า แต่ช่างเรื่องพวกนั้นเถอะ คุณออกไปจ่ายตลาดทีสิ เดี๋ยวเที่ยงนี้ผมจะดื่มกับเขาสักหน่อย”

เฉินฮั่นเซิงเดินทางมาถึงหน้าบ้านตามที่อยู่ที่กัวจงอวิ๋นบอก หากมองในมุมของการเข้าสังคม การได้รับเชิญมาทานข้าวที่บ้านถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะหนูน้อยกัวเจียฮุ่ยที่จำพี่ชายคนนี้ได้แม่น

พอเห็นหน้าปุ๊บ เธอก็ตะโกนลั่น “พี่ชาย หนูรู้ QQ ของคุณครูเสี่ยวอวี่แล้วนะคะ!”

“QQ อะไรนะ?”

ทั้งกัวจงอวิ๋นและภรรยาต่างทำหน้างง ไม่เข้าใจความหมาย

เฉินฮั่นเซิงเองได้ยินแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ คิดในใจว่ายัยหนูอ้วนกลมนี่ยังพูดไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ ดันจำเรื่องนี้แม่นเสียจริง

*****

จบบทที่ บทที่ 41: แวะมาเยี่ยมเยียน

คัดลอกลิงก์แล้ว