- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 43 ยัยเสือสาวจอมแสบ
บทที่ 43 ยัยเสือสาวจอมแสบ
บทที่ 43 ยัยเสือสาวจอมแสบ
หลังจากหยุดยาววันชาติจีนสิ้นสุดลง เหล่าน้องใหม่ที่ผ่านการปรับตัวและเรียนรู้กันมาตลอดหนึ่งเดือน เริ่มดูมีมาดของเด็กมหาลัยกันขึ้นมาบ้างแล้ว
อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเป็นหญิงวัยกลางคนที่ยังคงความสวยสะพรั่ง แม้เดือนตุลาคมในเจี้ยนเย่จะเริ่มมีลมหนาว แต่อาจารย์ก็ยังสวมกระโปรงผ้าฝ้ายโชว์เรียวขาอยู่เลย ส่วนเฉินฮั่นเซิงนั้น บนโต๊ะกางหนังสือไว้ก็จริง แต่ใจลอยไปไกลถึงชั้นฟ้าดาวดึงส์แล้ว
เทอมนี้เขามีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย แต่สำหรับเรื่องงานพาร์ตไทม์ เขายังหาจังหวะเหมาะๆเข้าไปคุยไม่ได้สักที ตอนนี้เฉินฮั่นเซิงมีตำแหน่งเป็นทั้งหัวหน้าห้องและรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือว่าเริ่มมีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่ยังขาดผลงานชิ้นโบแดงที่จะเป็นใบเบิกทางสำคัญ
เรื่องแบบนี้ใจร้อนไม่ได้ ต้องรอให้โอกาสเข้ามาหาเองในจังหวะชีวิตปกติ
คนมีใจ... สักวันย่อมสมหวัง
“กริ๊งงงงง”
เสียงออดหมดคาบเรียนดังขึ้นในที่สุด ไม่ใช่แค่เฉินฮั่นเซิงเท่านั้น เพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะทันที การได้กลับไปใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงที่บ้านในช่วงวันหยุดยาว ทำเอานาฬิกาชีวิตของทุกคนรวนไปหมด
“เฉินฮั่นเซิง ออกมาคุยกันหน่อย”
เสียงเรียกดังขึ้นข้างตัว
เฉินฮั่นเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่า ‘ใครมันกล้ามาสั่งพ่อวะ ไม่รู้รึไงว่าในห้องเรา นอกจากอาจารย์กัวแล้ว พ่อนี่แหละใหญ่สุด’
พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นหูหลินอวี่ เลขาธิการพรรคประจำห้อง ในมือเธอถือซองจดหมายซองหนึ่ง ซึ่งเป็นซองที่เฉินฮั่นเซิงทิ้งไว้ให้เสิ่นโหยวชูในวันนั้น ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในมือหูหลินอวี่ได้ยังไง
“เอาเถอะ ต้องไว้หน้าแม่นางหูเขาหน่อย เดี๋ยววันหน้าไม่มีคนช่วยงาน”
เฉินฮั่นเซิงบ่นพึมพำ ก่อนจะเดินตามหูหลินอวี่ออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย ระหว่างทาง เขาหันไปมองเสิ่นโหยวชูแวบหนึ่ง และก็เป็นไปตามคาด ยัยสาวขี้อายนั่นรีบก้มหน้าหลบสายตาด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน
เมื่อออกมาถึงหน้าห้องเรียน หูหลินอวี่ก็จ้องหน้าเฉินฮั่นเซิงด้วยท่าทีจริงจัง แววตาคมกริบราวกับมีด
เฉินฮั่นเซิงทำหน้าเซ็งๆ แล้วพูดว่า “เราสองคนไม่ต้องมาเล่นบทนี้กันหรอกมั้ง ต่างคนต่างรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว รู้ลึกรู้ดีเหมือนแก้ผ้าคุยกันนั่นแหละ”
“ไอ้โรคจิต!”
อารมณ์เคร่งขรึมที่หูหลินอวี่อุตส่าห์ปั้นมาตลอดคาบพังทลายลงในพริบตา เธอเริ่มตระหนักแล้วว่าความหน้าด้านของเฉินฮั่นเซิงนั้นเหนือความคาดหมายไปไกล การจะมาเล่นลูกไม้กับคนแบบนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร
“นี่เป็นของที่โหยวชูฝากมาคืนนาย”
หูหลินอวี่ยื่นซองจดหมายให้
เฉินฮั่นเซิงรับมา พลิกดูแล้วถามว่า “เธอเปิดดูหรือเปล่า?”
“เธอไม่กล้าเปิดหรอก ฉันเป็นคนเปิดเองแหละ!”
หูหลินอวี่ยืนเท้าเอว เชิดหน้าขึ้นตอบอย่างภาคภูมิใจ
เฉินฮั่นเซิงส่ายหัว เขาไม่อยากถือสาหาความกับหูหลินอวี่เรื่องนี้ “เปิดก็เปิดไปเถอะ แล้วมีธุระอะไร?”
คิดไม่ถึงว่าหูหลินอวี่ยังไม่ยอมจบ “ถามจริงๆเถอะ คนอย่างนายจะจีบใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ ซางเหยียนเหยียนหรือไป๋หย่งซานก็สวยๆทั้งนั้น หรือจะจีบเพื่อนสมัยมัธยมของนายคนนั้นก็ได้ ทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายกับเสิ่นโหยวชูด้วย”
เฉินฮั่นเซิงได้ฟังก็ขำ “ฉันไปยุ่งวุ่นวายหรือทำร้ายเสิ่นโหยวชูตรงไหน?”
หูหลินอวี่ชี้ไปที่ซองจดหมาย “นายเอาเงิน 500 หยวนให้เสิ่นโหยวชู นี่เรียกว่าจีบเหรอ? นี่มันดูถูกกันชัดๆ ดีนะที่เธอไม่กล้าเปิดดู”
เฉินฮั่นเซิงเบ้ปาก “ก็มีแต่เธอนั่นแหละที่กล้า”
เสิ่นโหยวชูคงไม่กล้าเอาซองจดหมายมาคืนด้วยตัวเอง เลยไหว้วานรูมเมตอย่างหูหลินอวี่ให้มาแทน ยัยเสือสาวจอมแสบอย่างหูหลินอวี่ดันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเหตุการณ์ในวันนั้น เลยคิดไปเองว่าเงินก้อนนี้มีความนัยแอบแฝง
เรื่องนี้มีจุดที่เข้าใจผิดกันอยู่บ้าง แต่เห็นแก่ที่หูหลินอวี่เป็นห่วงเสิ่นโหยวชูจริงๆ เฉินฮั่นเซิงจึงให้คำมั่นสัญญา “เอาเป็นว่าเชื่อฉันเถอะ ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก ถ้าเธอไม่ยอม ฉันก็ไม่ฝืนใจ”
“จริงหรอ?”
หูหลินอวี่เงยหน้ามอง เธอเองก็คงเรียกร้องอะไรจากเฉินฮั่นเซิงมากไม่ได้ เพราะตัวเองก็ตกเป็นเบี้ยล่างเขาอยู่เหมือนกัน จึงได้แต่พูดเตือนด้วยความหวังดี “ผู้ชายในห้องยอมรับนายกันหมด ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เชื่อถือนาย นายต้องทำตัวให้สมกับความรับผิดชอบนี้ล่ะ”
“แม่นางหูขี้บ่นจัง”
เฉินฮั่นเซิงจุดบุหรี่สูบ สายตาไล่มองหูหลินอวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าจนเธอเริ่มขนลุก แล้วจู่ๆเขาก็พูดขึ้นว่า “เลขาหูคงยังไม่เคยมีแฟนสินะ สนใจรูมเมตฉันไหม จินหยางหมิง เด็กหนุ่มผู้เร่าร้อนที่มีมือถือส่วนตัว พูดจาฉะฉาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น...”
พูดยังไม่ทันจบ หูหลินอวี่ก็หน้าแดงแปร๊ดรีบเดินหนีไปทันที เฉินฮั่นเซิงแสยะยิ้ม จะรับมือกับยัยเสือสาวแบบนี้ ก็ต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งนี่แหละ
ทว่า เดินไปได้ครึ่งทาง หูหลินอวี่ก็เดินย้อนกลับมา
“มีอะไรอีก?” เฉินฮั่นเซิงถาม
“ผู้หญิงในห้องบ่นว่าไม่ค่อยสนิทกับพวกผู้ชายเลย มีคนเสนอว่าน่าจะจัดงานสังสรรค์สานสัมพันธ์ในห้องเราสักหน่อย นายว่าดีไหม? อย่างแรกจะได้คุ้นหน้าคุ้นตากัน อย่างที่สองจะได้สร้างความสามัคคีในหมู่คณะด้วย”
เฉินฮั่นเซิงคิดในใจว่าข้อเสนอนี้เข้าท่า จะมองในมุมส่วนรวมหรือส่วนตัวก็น่าสนับสนุนทั้งนั้น
ในมุมส่วนรวม คงดูไม่จืดถ้าเรียนจบสี่ปีแล้วเพื่อนร่วมรุ่นยังจำชื่อกันไม่ได้ นั่นถือเป็นความบกพร่องของคณะกรรมการห้อง
ในมุมส่วนตัว นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ใกล้ชิดเสิ่นโหยวชูมากขึ้น แถมยังช่วยพวกหนุ่มๆโสดซิงในหอ 602 อีกด้วย ขืนปล่อยให้พวกมันพึ่งพาแต่แม่นางทั้งห้า(มือตัวเอง)ไปตลอดสี่ปีคงไม่ดีแน่
“เธอคิดว่าทำอะไรดีล่ะ?”
เฉินฮั่นเซิงลองหยั่งเชิงถามความคิดเห็นของหูหลินอวี่ก่อน
“ก็คงนัดกินข้าว ร้องคาราโอเกะ อะไรประมาณนั้นมั้ง” หูหลินอวี่ตอบ
เฉินฮั่นเซิงครุ่นคิด “กินข้าวร้องเพลงมันธรรมดาไป แล้วอีกอย่าง พอถึงเวลาพวกผู้หญิงก็เกาะกลุ่มกันเองตามห้องพักเหมือนเดิม ถ้าอยากให้ได้ผลจริงๆ ต้องหาวิธีละลายพฤติกรรม สลายกลุ่มย่อยพวกนี้ให้ได้”
หูหลินอวี่เห็นด้วยกับเฉินฮั่นเซิง แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดทำให้เธอคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร “นายมีวิธีเหรอ?”
เฉินฮั่นเซิงมีแผนในใจแล้ว แต่แกล้งอุบไว้ก่อน “เดี๋ยวขอกลับไปคิดที่หอก่อน แล้วจะส่งข้อความไปบอก”
หูหลินอวี่พยักหน้าเตรียมจะเดินกลับ แต่เฉินฮั่นเซิงเรียกเธอไว้เสียก่อน
“ธุระของเธอจบแล้ว แต่ฉันยังมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
“เรื่องอะไร?”
หูหลินอวี่นึกในใจ ‘ฉันทำงานเพื่อห้องอย่างตรงไปตรงมา ทุ่มเทเลือดตาแทบกระเด็น หัวหน้าห้องที่ไม่เอาถ่านอย่างนายจะมีอะไรมาคุยกับฉัน’
“เรื่องทุนการศึกษานักเรียนยากจนที่เธอยื่นเรื่องให้เสิ่นโหยวชูก่อนปิดเทอม ทำไมเรื่องติดอยู่ที่คณะกรรมการเยาวชนแล้วไม่มาบอกฉัน?”
เฉินฮั่นเซิงทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
“ฉัน...”
หูหลินอวี่อ้าปากจะอธิบาย แต่ก็พูดไม่ออก เธอเคยขอความช่วยเหลือเรื่องนี้กับอาจารย์กัวไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าอาจารย์กัวคงโยนงานนี้มาให้เฉินฮั่นเซิงอีกที
‘อาจารย์ที่ปรึกษาไว้ใจเฉินฮั่นเซิงขนาดนี้เลยเหรอ? คิดว่าเรื่องที่ฉันแก้ไม่ได้ เฉินฮั่นเซิงจะต้องทำได้งั้นสิ?’
พอคิดแบบนี้ หูหลินอวี่ก็รู้สึกน้อยใจลึกๆ เธอเชื่อมั่นเสมอว่าความสามารถของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าเฉินฮั่นเซิง เพียงแต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวสู้เขาไม่ได้เท่านั้น
เฉินฮั่นเซิงพูดเตือนสติอย่างไม่ไว้หน้า “เราตกลงกันแล้วนี่ ปัญหาไหนที่เธอแก้ไม่ได้ ให้ส่งมาที่ฉัน การมีศักดิ์ศรีและมีความมุ่งมั่นมันเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรเอาอารมณ์ส่วนตัวมาทำให้เสียการเสียงาน”
หูหลินอวี่ยังคงปากแข็ง “ใครบอกว่าฉันแก้ไม่ได้ เลิกเรียนนี้ฉันกะว่าจะไปที่คณะกรรมการเยาวชนอีกรอบพอดี ไม่แน่ว่าคราวนี้อาจจะสำเร็จก็ได้”
เฉินฮั่นเซิงคิดในใจว่า ‘นี่มันดื้อแพ่งชัดๆ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา’ ดูท่าต้องใช้โอกาสนี้สั่งสอนให้ยัยเสือสาวรู้สำนึกเสียบ้างว่า ‘พี่เฉินรูปหล่อ’ คนนี้ยังไงก็คือพี่ใหญ่ของเธอ
“งั้นเอาแบบนี้ เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวฉันจะไปที่คณะกรรมการเยาวชนพร้อมพวกเธอด้วย จะได้ไปดูลาดเลา”
“ตามใจ”
หูหลินอวี่สะบัดเสียงใส่ แล้วรีบเดินกลับเข้าห้องเรียนไป
เพื่อนๆในห้องไม่ได้สนใจอะไร การที่หัวหน้าห้องกับเลขาจะคุยธุระกันถือเป็นเรื่องปกติ มีเพียงหูหลินอวี่ที่กลับไปกระซิบเล่าเรื่องราวให้เสิ่นโหยวชูฟัง
เสิ่นโหยวชูนึกไม่ถึงว่า “คนใจร้าย” อย่างเฉินฮั่นเซิงจะเข้ามายุ่งวุ่นวายด้วยอีกแล้ว ใบหน้าเล็กๆสลดลงทันตา ได้แต่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความกลัดกลุ้ม
*****