- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 36 รองประธานปีหนึ่ง
บทที่ 36 รองประธานปีหนึ่ง
บทที่ 36: รองประธานปีหนึ่ง
เป็นไปตามที่เฉินฮั่นเซิงคาดการณ์ไว้ สองวันต่อมาโจวเสี่ยวก็ลาออกจากตำแหน่ง
เท่านั้นไม่พอ ตามสุภาษิตที่ว่า 'กำแพงคลอนแคลน คนช่วยกันผลักซ้ำ' วีรกรรมฉาวโฉ่ในอดีตของโจวเสี่ยวถูกขุดคุ้ยออกมาแฉยับ ทั้งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบบังคับรุ่นน้องผู้หญิงไปกินข้าวบ้าง ยักยอกเงินสปอนเซอร์เข้ากระเป๋าตัวเองบ้าง หรือแม้กระทั่งการปีนเกลียวไม่เห็นหัวประธานฝ่ายอย่างฉีเว่ยเพราะถือว่าตัวเองมีแบ็คดี
โคลนสาดเข้าหาโจวเสี่ยวทุกทิศทางเหมือนมีตาเห็น บางเรื่องก็จริง บางเรื่องก็ใส่ไข่ แต่ทั้งหมดนี้ล้วนมีคนคอย 'จุดไฟ' อยู่เบื้องหลัง
สุดท้าย แม้แต่จัวเสี่ยวลี่ก็ยื้อไว้ไม่อยู่ โจวเสี่ยวจำใจต้องลาออกจากสภานักศึกษาด้วยความอัปยศ
“เสี่ยวลี่ โจวเสี่ยวออกไปแล้ว เราต้องหาคนมาเสียบแทนตำแหน่งรองประธานนะ ไม่งั้นฉีเว่ยทำงานคนเดียวไม่ไหวแน่”
ในการประชุมสภาฯ วันหนึ่ง ‘หูซิวผิง’ รองประธานสภานักศึกษาอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
จัวเสี่ยวลี่ที่กำลังหัวหมุนกับเรื่องโจวเสี่ยวรีบตั้งการ์ดทันที “ในฝ่ายยังมีเหยาชิงกั๋วอยู่ ฉีเว่ยเองก็เก่ง ผมว่าเรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบก็ได้”
แต่ทว่า ‘มู่เหวินหลิง’ รองประธานหญิงเพียงหนึ่งเดียว กลับมีความเห็นตรงข้ามกับจัวเสี่ยวลี่
“งานเลี้ยงรับน้องเริ่มเตรียมงานแล้ว ฝ่ายประชาสัมพันธ์ต้องรีบหาสปอนเซอร์ สถานการณ์แบบนี้ต้องใช้มาตรการพิเศษ ควรเร่งโปรโมทเด็กใหม่ที่มีความสามารถขึ้นมาช่วยงานโดยเร็วที่สุด”
ช่วงนี้จัวเสี่ยวลี่แพ้คำว่า “เด็กใหม่” หรือ “เฟรชชี่” เป็นพิเศษ พอเห็นสายตาที่สื่อความนัยระหว่างหูซิวผิงกับมู่เหวินหลิง เขาก็เริ่มตะหงิดใจ
“พวกคุณเล็งใครไว้?” จัวเสี่ยวลี่ถามเสียงเข้ม
หูซิวผิงกระแอมเล็กน้อย “เพื่อความเป็นธรรมและสอดคล้องกับกระแสสังคมในตอนนี้ เรามองว่าคนที่เหมาะสมที่สุดคือ...”
“ไม่ต้องอ้อมค้อม! บอกชื่อมาเลย!”
จัวเสี่ยวลี่ตวาดแทรก
“เฉินฮั่นเซิง หัวหน้าห้องสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2”
มู่เหวินหลิงตอบเรียบๆ
จัวเสี่ยวลี่ไม่แปลกใจกับคำตอบนี้ เขาแค่นหัวเราะ “ในเมื่อพวกคุณสองคนตกลงกันแล้ว สองต่อหนึ่งแบบนี้จะมาถามความเห็นผมทำไม”
หูซิวผิงและมู่เหวินหลิงเงียบกริบ เก้าอี้ประธานสภานักศึกษามีแค่ตัวเดียว การตัดกำลังคู่แข่งอย่างจัวเสี่ยวลี่พร้อมกับวางหมากของตัวเองเข้าไปย่อมเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
“ตามธรรมเนียม ต้องมีการสัมภาษณ์รองประธานคนใหม่ คุณจะเข้าร่วมไหม?” หูซิวผิงถามตามมารยาท
“ต้องเข้าสิ!”
จัวเสี่ยวลี่กัดฟันตอบ
...
นี่เป็นครั้งที่สองที่เฉินฮั่นเซิงมาสัมภาษณ์เข้าสภานักศึกษา ครั้งแรกมาสมัครเป็นสมาชิกธรรมดา ครั้งนี้มาสัมภาษณ์เป็น ‘รองประธานฝ่าย’
เวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ ชีวิตคนเรานี่มันตลกสิ้นดี
สถานที่สัมภาษณ์คือห้องกิจกรรมว่างในตึกสภานักศึกษา เฉินฮั่นเซิงเปิดประตูเข้าไป พบกรรมการสามคนนั่งรออยู่ ชายสอง หญิงหนึ่ง
หนึ่งในนั้นคือจัวเสี่ยวลี่ ที่นั่งหน้าถมึงทึงจ้องเขาตาไม่กระพริบ
รองประธานอีกสองคนแนะนำตัวและอธิบายกฎระเบียบของสภาฯคร่าวๆ เฉินฮั่นเซิงนั่งฟังหูทวนลม จนกระทั่งขั้นตอนใกล้จบ จู่ๆจัวเสี่ยวลี่ก็พูดขัดขึ้น
“เฉินฮั่นเซิง นายคิดว่านายมีคุณสมบัติพอจะเป็นคณะกรรมการนักศึกษาเหรอ? ฉันขอเตือนให้คิดดูดีๆ!”
เดิมทีเฉินฮั่นเซิงกะว่าพอโจวเสี่ยวลาออก เรื่องก็น่าจะจบ แต่ดูเหมือนจัวเสี่ยวลี่จะยังไม่จบ
คนอย่างเฉินฮั่นเซิงไม่กลัวการมีศัตรู เพราะเขามั่นใจว่าเพื่อนของเขาย่อมมีมากกว่าศัตรูเสมอ
“ไม่ต้องคิดแล้วครับ ขอบคุณองค์กรที่ให้ความไว้วางใจ ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
เฉินฮั่นเซิงยักคิ้วกวนๆ ตอบรับหน้าตาเฉย
หูซิวผิงมองจัวเสี่ยวลี่ปะทะคารมกับเฉินฮั่นเซิงอย่างพอใจ นี่แหละคือการวางยาคู่แข่งที่สมบูรณ์แบบ มีเพียงมู่เหวินหลิงที่ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างจับสังเกตได้ยาก
ด้วยแรงหนุนจากสองรองประธาน ตำแหน่งรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเฉินฮั่นเซิงจึงนอนมา จัวเสี่ยวลี่ทนดูไม่ได้ ลุกขึ้นเดินหนีออกจากห้อง แต่ไม่วายหันมาทิ้งระเบิด
“หูซิวผิง! มู่เหวินหลิง! ฉันเห็นกับตาที่อี้อู๋วันนั้น ไอ้หมอนี่มันคือนักเลงในคราบนักศึกษา วันหน้าพวกเธอจะต้องเสียใจ!”
พอจัวเสี่ยวลี่ไปแล้ว บรรยากาศก็ดูอึดอัดชอบกล หูซิวผิงกับมู่เหวินหลิงกะจะพูดแสดงความยินดีและให้โอวาทสักหน่อย แต่เฉินฮั่นเซิงกลับลุกขึ้นปัดก้น
“ท่านผู้นำทั้งสอง มีอะไรอีกมั้ยครับ?”
“มะ... ไม่มีแล้ว”
มู่เหวินหลิงตอบตะกุกตะกัก
“งั้นไว้เจอกันครับ”
เฉินฮั่นเซิงโบกมือลา เดินลงบันไดไปอย่างสบายอารมณ์
หูซิวผิงกับมู่เหวินหลิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นึกว่าเขาจะขอบคุณเราซะอีก” หูซิวผิงเปรย
มู่เหวินหลิงคิดในใจ คนระดับที่ไปรีดไถเงิน 2,500 จากจอมงกอย่างเฟิงจี้ฮวามาได้ มีหรือจะดูไม่ออกว่าพวกเราแค่หลอกใช้เขา เผลอๆเขาอาจจะอ่านเกมขาดตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ
“ไม่รู้ยัยเสี่ยวเว่ยคิดอะไรอยู่ ถึงได้ยุให้ฉันสนับสนุนเฉินฮั่นเซิง จะคุมอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้”
ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังการแต่งตั้งครั้งนี้ มีฉีเว่ยเป็นคนชักใยอยู่ด้วย
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เปิดเทอมมาได้แค่เดือนเดียว ในขณะที่คนอื่นยังปรับตัวกับชีวิตมหาลัยไม่ได้ เฉินฮั่นเซิงควบตำแหน่งทั้งหัวหน้าห้องและรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว
...
เช้าวันที่ 1 ตุลาคม
เฉินฮั่นเซิง เซียวหรงอวี้ หวังจื่อปั๋ว และเกาเจียเหลียง ยืนรอรถอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยตงไห่พร้อมสัมภาระ
“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องให้พ่อมารับ ถ้าเมื่อคืนพวกฉันนั่งรถทัวร์กลับคงไปถึงบ้านนานแล้ว”
เฉินฮั่นเซิงบ่นพลางปาดเหงื่อ เดือนตุลาคมแล้วแต่อากาศในเจี้ยนเย่ยังร้อนตับแลบ
“นายไม่อยากนั่งรถฟรี จะไปนั่งรถทัวร์เบียดเสียดกับคนอื่นก็เชิญย่ะ”
เซียวหรงอวี้ย่นจมูกใส่
จริงๆวันหยุดชาติจีน เฉินฮั่นเซิงกะจะไม่กลับบ้าน แต่ทนแม่บ่นทางโทรศัพท์ไม่ไหว เลยจำใจต้องกลับ พอดีพ่อของเซียวหรงอวี้ขับรถมารับลูกสาวที่เจี้ยนเย่ ก็เลยอาศัยติดรถกลับไปด้วยกัน
“นั่นไงๆ รถ MPV เจ็ดที่นั่ง ทะเบียนกั่งเฉิง น่าจะเป็นรถคุณอาเซียว ฮั่นเซิง ทำตัวเป็นผู้ใหญ่หน่อยสิ สุภาพบุรุษน่ะรู้จักมั้ย เราเป็นปัญญาชนกันแล้วนะ”
เกาเจียเหลียงไม่พลาดโอกาสสร้างภาพและเหยียบเฉินฮั่นเซิงไปพร้อมๆกัน
“ถุย! ไอ้พวกสร้างภาพ”
เฉินฮั่นเซิงถ่มน้ำลายลงพื้น
พ่อของเซียวหรงอวี้ค่อยๆเทียบรถจอดข้างทาง
เกาเจียเหลียงเตรียมตัวออกสตาร์ท เฉินฮั่นเซิงมองปราดเดียวก็รู้ทัน
รถเจ็ดที่นั่ง ที่นั่งแถวกลางคือจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด สบายที่สุด และที่สำคัญ... ได้นั่งใกล้เซียวหรงอวี้ที่สุด เกาเจียเหลียงเล็งที่นั่งข้างเธอไว้แน่นอน
พรถจอดสนิท เกาเจียเหลียงทำท่าจะพุ่งขึ้นรถ แต่เฉินฮั่นเซิงเอาแขนกันไว้
“ให้ฉันขึ้นก่อน ฉันจะไปนั่งแถวหลังสุด”
เกาเจียเหลียงชะงัก แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินฮั่นเซิงถึงอยากไปนั่งหลังรถที่ทั้งแคบทั้งร้อน แต่ตามมารยาทแล้วคนนั่งหลังต้องขึ้นก่อน เขาเลยยอมถอย
แต่ทว่า... พอเฉินฮั่นเซิงก้าวขึ้นรถไป เขากลับทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะแถวกลางอย่างสบายใจเฉิบ!
เกาเจียเหลียงยืนอ้าปากค้าง “เฉินฮั่นเซิง! ไหนนายบอกจะไปนั่งหลังไง!”
“อ้อ... เมื่อกี้เปลี่ยนใจกะทันหันน่ะ”
เฉินฮั่นเซิงตอบหน้าตาย
หวังจื่อปั๋วเห็นจังหวะดี รีบกระโดดขึ้นไปจองที่นั่งข้างคนขับทันที
เหลือที่เดียวสำหรับเกาเจียเหลียง... เบาะแถวหลังสุด
“อย่าขวางทางสิเพื่อน เซียวหรงอวี้ยืนตากแดดรอนานแล้วนะ”
เฉินฮั่นเซิงทำหน้าซื่อตาใส เร่งให้เกาเจียเหลียงขึ้นรถ
เกาเจียเหลียงกัดฟันกรอด เดินกระแทกเท้าขึ้นไปนั่งเบาะหลังอย่างเจ็บแค้น
“เฉินฮั่นเซิง! ชาตินี้ถ้าฉันเชื่อคำพูดนายอีก... ขอให้ฉันเป็นหมา!”
*****