เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 เมื่อลูกไม้เดิมๆใช้ไม่ได้ผล

บทที่ 33 เมื่อลูกไม้เดิมๆใช้ไม่ได้ผล

บทที่ 33: เมื่อลูกไม้เดิมๆใช้ไม่ได้ผล


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ในสภานักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ฯของสถาบันการเงินและเศรษฐศาสตร์อาจเป็นข่าวดังที่ไม่ได้เห็นมาหลายปี

สรุปคร่าวๆได้ดังนี้:

คู่กรณี: เฉินฮั่นเซิง เฟรชชี่ปี 1 หัวหน้าห้องสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 ปะทะ โจวเสี่ยว รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์

เหตุการณ์: การแข่งขันหาสปอนเซอร์สนับสนุนงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่อย่างเปิดเผย

สถานที่: ศูนย์การค้าอี้อู๋ เขตมหาวิทยาลัยเจี้ยนเย่

กรรมการ: จัวเสี่ยวลี่ ฉีเว่ย และคณะกรรมการสภานักศึกษา รวมถึงกองทัพจีนมุงเฟรชชี่

การประลองครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยหลายอย่างผสมปนเปกัน ทั้งเสียงเชียร์ของเด็กใหม่ ความหยิ่งทะนงของโจวเสี่ยว การกดดันของเฉินฮั่นเซิง และอารมณ์ชั่ววูบที่พาไป

สภานักศึกษาแม้จะเป็นแค่องค์กรนักศึกษา แต่กลับซึมซับนิสัยเสียๆของระบบราชการมาเต็มเปี่ยม องค์กรเล็กนิดเดียวแต่เล่นการเมืองกันดุเดือด แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน

โจวเสี่ยวเป็นเด็กในทีมของจัวเสี่ยวลี่อย่างเห็นได้ชัด ส่วนกรรมการคนอื่นเลือกที่จะวางตัวเป็นกลาง นั่งบนภูดูเสือกัดกัน

แต่เหล่าเด็กใหม่กลับสามัคคีกันอย่างน่าประหลาด ตามคติที่ว่า “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน”

“ร้านค้าที่เคยเป็นสปอนเซอร์ให้คณะเราส่วนใหญ่อยู่ที่ศูนย์การค้าอี้อู๋ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ฉันจะสุ่มเลือกร้านให้พวกนายคนละร้าน ใครหาเงินสนับสนุนได้มากกว่า คนนั้นชนะ”

จัวเสี่ยวลี่ประกาศกติกาที่ลานหน้าศูนย์การค้า

โจวเสี่ยวรีบตอบตกลงทันที แม้จะบอกว่า "สุ่ม" แต่เขารู้ดีว่าร้านไหนเขี้ยว ร้านไหนหมู และมั่นใจว่าลูกพี่จัวเสี่ยวลี่ต้องล็อคผลไว้ให้แล้ว

เป็นไปตามคาด โจวเสี่ยวได้ร้านตัดผมที่เพิ่งเปิดใหม่ หน้าร้านยังมีเศษประทัดแดงเถือก เจ้าของเป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ คุยง่ายแน่นอน

ส่วนเฉินฮั่นเซิง... แจ็คพอตแตก ได้ร้านขายเครื่องเขียนที่มีเจ้าของเป็นชายวัยกลางคนหน้าดุ ดูท่าทางเค็มจัด แถมร้านนี้เน้นขายส่ง ไม่น่าจะสนใจโฆษณารายย่อย

“เสร็จกูแน่!”

โจวเสี่ยวมองเฉินฮั่นเซิงอย่างผู้ชนะ เขาจะเอาคืนให้สาสม

โจวเสี่ยวผลักประตูร้าน “ตัดผมสไตล์ฉัน” เข้าไปอย่างมั่นใจ เจ้าของร้านหนุ่มตอนแรกเห็นคนเยอะก็นึกว่าลูกค้าเข้า แต่พอรู้ว่าเป็นพวกมาขอเงิน สีหน้าก็เจื่อนลงทันที

“ร้านพี่เพิ่งเปิดเองน้อง ยังไม่มีกำไรเลย”

ช่างตัดผมหนุ่มบ่ายเบี่ยง ศูนย์การค้าอี้อู๋เป็นแหล่งหากินหลักของสภานักศึกษาทุกมหาลัยในย่านนี้ บางเดือนมีเด็กมาไถตังค์ (ในนามสปอนเซอร์) หลายชุดจนร้านค้าเอือมระอา

“ก็เพราะเพิ่งเปิดไงครับพี่ ถึงต้องโฆษณา คณะผมกำลังจะจัดงานรับน้อง คนดูเป็นพัน ถ้าพี่ช่วยค่าป้ายผ้าสักหน่อย แล้วเอาชื่อร้านไปแปะ รับรองดังระเบิดระเบ้อ ยิ่งถ้ามีของรางวัลเล็กๆน้อยๆแจกในงานด้วยนะ...”

โจวเสี่ยงงัดสคริปต์หากินออกมาใช้ เป็นแพทเทิร์นสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้สมองมากนัก ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เงินก้อนโต แต่ก็ได้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

เฉินฮั่นเซิงยืนพิงกำแพงสูบบุหรี่เงียบๆ มองดูโจวเสี่ยวเจรจากับช่างโทนี่

ท้ายที่สุด น้ำเสียงของโจวเสี่ยวเริ่มเปลี่ยนจากโน้มน้าวเป็นอ้อนวอน

ฉีเว่ยที่ยืนอยู่ข้างๆเฉินฮั่นเซิงถอนหายใจ “นี่แหละสภาพความเป็นจริงของฝ่ายประชาสัมพันธ์ การหาสปอนเซอร์ก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน แต่มันก็ฝึกความอดทนได้ดีนะ... ร้านนี้ถือว่าคุยง่ายแล้วล่ะ แต่ร้านเครื่องเขียนของนายน่ะ หินสุดๆ”

โจวเสี่ยวที่มีจัวเสี่ยวลี่หนุนหลังไม่เคยเห็นหัวประธานฝ่ายอย่างฉีเว่ยเลย เรื่องวันนี้เขาก็ทำโดยพละการจนฝ่ายประชาสัมพันธ์เสียชื่อไปหมด

เฉินฮั่นเซิงพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลม ไม่ตอบรับอะไร

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ช่างโทนี่ก็ใจอ่อน ยอมควักเงิน 200 หยวนค่าป้ายผ้า และให้คูปองส่วนลดตัดผมมูลค่า 300 หยวนเป็นของรางวัล

“ขอบคุณครับพี่ ขอบคุณมากๆเลยครับ!”

โจวเสี่ยวที่เคยทำตัวกร่างในมหาลัย ตอนนี้ก้มหัวปะหลกๆขอบคุณเจ้าของร้าน แต่ช่างโทนี่แค่พยักหน้ารับแกนๆ

“เฮ้อ... เหนื่อยใช่เล่น แต่ก็ได้ผลงานล่ะนะ”

โจวเสี่ยวถอนหายใจยาว เปลี่ยนสีหน้าจากหมาหงอยกลับมาเป็นหมาผยอง แล้วหันไปยักคิ้วท้าทายเฉินฮั่นเซิง

เฉินฮั่นเซิงดีดก้นบุหรี่ทิ้ง เดินตรงดิ่งไปยังร้านเครื่องเขียน

แต่ทว่า... ปัญหาเกิดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

เจ้าของร้านเครื่องเขียนที่ยืนคุยกับเพื่อนบ้านอยู่หน้าร้าน พอเห็นหน้าจัวเสี่ยวลี่กับฉีเว่ยปุ๊บ แกก็เดินกลับเข้าไปในร้านแล้วดึงประตูปิดใส่หน้าทันที

ฉีเว่ยหน้าแดงด้วยความอายระคนโกรธ จัวเสี่ยวลี่จงใจเลือกร้านนี้ให้เฉินฮั่นเซิงเพื่อกลั่นแกล้งชัดๆ

ส่วนโจวเสี่ยวสะใจจนแทบเนื้อเต้น เสียดายที่ตัวเองไม่ใช่เจ้าของร้าน ไม่งั้นจะสั่งให้เฉินฮั่นเซิงคุกเข่ากราบกรานขอเงินสักบาท

“เดี๋ยวพี่ไปช่วยเปิดทางให้ ที่เหลือเราต้องลุยเองนะ”

ฉีเว่ยพูดทิ้งท้าย แล้วเดินไปผลักประตูร้าน “เถ้าแก่เฟิงคะ สวัสดีค่ะ รบกวนเวลาหน่อยนะคะ”

“ถ้ารู้ว่ารบกวนก็อย่ามาสิ”

เฟิงจี้ฮวา เจ้าของร้านวัยสี่สิบกว่า ผมบาง กลางหัวล้านเลี่ยน สวมแว่นตา โหนกแก้มสูง หน้าตาบอกยี่ห้อว่า ‘งกและเขี้ยว’ สวนกลับทันควัน

เจอไม้นี้เข้าไป ฉีเว่ยถึงกับไปไม่เป็น “เอ่อ... คือทางคณะเราจะจัดงานรับน้อง เลยอยากจะขอสปอนเซอร์...”

ปัง!

เฟิงจี้ฮวาวางสมุดบัญชีเล่มหนาปึกกระแทกบนเคาน์เตอร์เสียงดังสนั่น ตัดบทฉีเว่ยกลางอากาศ

“ไม่ใช่ไม่อยากช่วยนะ แต่ฉันเองก็มีหนี้สูญตั้งเยอะแยะ ยังเก็บไม่ได้เลย จะเอาเงินที่ไหนมาให้พวกเธอ” เฟิงจี้ฮวาเปิดสมุดบัญชีโชว์ใบแจ้งหนี้เป็นปึกๆ

กรรมการนักศึกษาบางคนกระซิบกัน “มุกเดิมอีกละ พอมาขอตังค์ทีไรแกก็เอาสมุดหนี้มาอ้างทุกที”

ในมุมมองพ่อค้า เฉินฮั่นเซิงเข้าใจดี เงินทองหายาก ใครจะอยากให้ฟรีๆถ้าไม่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน

แต่ในมุมของการแข่งขัน จัวเสี่ยวลี่นี่มันวางงานได้แสบจริงๆ ส่งเขามาตายรังที่ร้านนี้ ซึ่งมีโอกาสได้เงินเป็นศูนย์

“ฉันพูดคำเดิมนะ พวกเธอนักศึกษาปัญญาชนมีความรู้ ถ้าใครช่วยฉันทวงหนี้คืนมาได้ หนี้ก้อนนั้นฉันยกให้เป็นค่าสปอนเซอร์ไปเลย!”

เฟิงจี้ฮวาท้าทายสายตาเหยียดหยามมองกลุ่มนักศึกษาที่ยืนหน้าสลอน เด็กพวกนี้อ่อนต่อโลก พอเจอมุกนี้เข้าไปก็ไปไม่เป็น

โจวเสี่ยวแทบจะกระโดดโลดเต้น เร่งให้จัวเสี่ยวลี่ประกาศผลชนะ เขาเตรียมคำเยาะเย้ยถากถางไว้ถล่มเฉินฮั่นเซิงเต็มกระบุงแล้ว

แต่เฉินฮั่นเซิงกลับก้าวออกมาถามเรียบๆ “เถ้าแก่เฟิง แถวนี้มีใครติดหนี้เถ้าแก่บ้างมั้ยครับ?”

เฟิงจี้ฮวาที่กำลังเสพสุขกับความจนตรอกของเด็กๆถึงกับชะงัก ปกติเด็กพวกนี้จะถอดใจไปเอง แต่วันนี้ดันมีคนกล้าถามกลับ

“เธอคิดจะทวงหนี้ให้ฉันจริงๆเหรอ?”

“ถ้าไกลมากคงไม่ได้ เพราะผมต้องรู้ผลแพ้ชนะภายในบ่ายนี้” เฉินฮั่นเซิงตอบ

เฟิงจี้ฮวามองสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้า ตัวสูงใหญ่ หน้าตาดี แต่แววตามีความเจ้าเล่ห์และดิบเถื่อนซ่อนอยู่ รอยยิ้มดูยียวน แต่คำพูดคำจากลับหนักแน่น

“แถวนี้ก็มีอยู่เจ้านึง”

เฟิงจี้ฮวาเปิดสมุดบัญชี “ร้านผลไม้ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละ”

“มีสัญญาเงินกู้มั้ยครับ?”

“ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ สัญญามีสองฉบับ แต่ฉบับของฉันดันทำหาย มันรู้เข้าเลยเบี้ยวหนี้หน้าด้านๆ ไม่งั้นอยู่แค่นี้ฉันทวงได้นานแล้ว”

เฉินฮั่นเซิงพยักหน้า หนี้สูญไม่มีหลักฐาน... งานหินใช้ได้

“ยอดเท่าไหร่ครับ?”

“2,500 หยวน”

เฉินฮั่นเซิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วหันไปตะโกนเรียกพวกพ้อง “เหล่าหยาง! เส้าเฉียง! จูเฉิงหลง! กล้าไปทวงหนี้กับพ่อมั้ยวะ!”

“กลัวที่ไหนเล่า!”

“ไอ้สี่! อย่ามาดูถูกกันนะเว้ย!”

“หัวหน้าครับ! สั่งมาได้เลย!”

เฉินฮั่นเซิงไม่รอช้า นำขบวนสามสมุนเดินดุ่มๆตรงไปที่ร้านผลไม้ฝั่งตรงข้าม ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็แห่ตามไปดูความสนุก ทิ้งให้โจวเสี่ยวยืนงงเป็นไก่ตาแตก

“เฮ้ย... ไม่ใช่ว่าฉันชนะแล้วเหรอวะ?”

จัวเสี่ยวลี่ที่คิดว่างานจบแล้ว กลับต้องมาเจอปัญหาแทรกซ้อน หงุดหงิดเต็มประดา “ถามฉัน แล้วฉันจะไปถามหมาที่ไหนวะ!”

*****

จบบทที่ บทที่ 33 เมื่อลูกไม้เดิมๆใช้ไม่ได้ผล

คัดลอกลิงก์แล้ว