- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 26 ท่านประธานจอมเผด็จการ
บทที่ 26 ท่านประธานจอมเผด็จการ
บทที่ 26: ท่านประธานจอมเผด็จการ
เจอไม้อ่อนเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว เสิ่นโหยวชูถึงกับสะดุ้งโหยง รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร"
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างประหม่า บังเอิญสบเข้ากับสายตาที่แฝงความนัยลึกซึ้งของเฉินฮั่นเซิงพอดี เธอเลยรีบหลบสายตาหนีราวกับลูกกวางน้อยตื่นกลัว
เฉินฮั่นเซิงลอบถอนใจ สภาพแวดล้อมที่เติบโตมาคือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอขาดความมั่นใจ แม้ลึกๆเธออาจจะพอรู้ตัวว่าตัวเองสวยกว่าคนอื่น แต่ความสวยนั้นกลับกลายเป็นภาระทางใจ
การที่เธอพยายามขังตัวเองไว้ในโลกใบเล็กๆ อาจเป็นกลไกป้องกันตัวโดยไม่รู้ตัว
“ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน ขอแค่หัวใจเธอเปิดช่องว่างให้ฉันแทรกตัวเข้าไปได้เล็กน้อย ต่อให้หลังจากนั้นมันจะปิดตายอีกครั้งก็ไม่เป็นไร”
เฉินฮั่นเซิงคิดในใจ มุมนี้เขามองเห็นสันจมูกโด่งและริมฝีปากได้รูปภายใต้ขนตายาวงอนนั้นได้อย่างชัดเจน
“ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนเพื่อเปิดช่องว่างนั้น ฉันก็จะทำ!”
เขาปฏิญาณกับตัวเองเงียบๆ
แม้จะก้มหน้า แต่เสิ่นโหยวชูก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงที่จ้องมองมา เธอทำตัวไม่ถูก ได้แต่ค่อยๆใช้นิ้วชี้ดันถ้วยใส่กุ้งออกไปให้ห่างตัวที่สุด ราวกับจะขีดเส้นแบ่งเขตแดนเพื่อความสบายใจ
“เชอะ! ทีกับฉันท่านหัวหน้าห้องไม่เห็นแกะให้กินบ้างเลย”
หูหลินอวี่ที่นั่งเป็นกขค. อยู่ข้างๆ เบะปากแซว
“เอาไปสิ”
เฉินฮั่นเซิงตอบรับง่ายๆ
“พอเลย! ไม่มีความจริงใจสักนิด”
หูหลินอวี่ปฏิเสธทันควัน เธอไม่อยากได้อานิสงส์ความใจดีแบบขอไปที
เฉินฮั่นเซิงไม่เซ้าซี้ เขาหัวเราะ “แหะๆ” แล้วพูดเปรยๆขึ้นมา “ตอนแรกนึกว่าดาวห้องเราคือซางเหยียนเหยียนซะอีก”
“ฮึ!”
หูหลินอวี่แค่นเสียงในลำคอ แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย
ทันใดนั้นสีหน้าเธอก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ในหอเรามีไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าจริงๆแล้วโหยวชูหน้าตาเป็นยังไง ฉันเองก็เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อวันสองวันนี้เอง เธอทั้งสวยทั้งหัวอ่อน นายต้องช่วยเก็บความลับนี้ไว้ล่ะ อย่าให้พวกหมาป่าตาเป็นมันมายุ่งกับเธอเด็ดขาด”
“ไม่มีปัญหา แต่ตอนพูดคำว่า ‘หมาป่า’ ช่วยอย่ามองหน้าฉันได้มั้ย” เฉินฮั่นเซิงโวยวาย
“ผู้ชายมันก็สันดานเดียวกันหมดนั่นแหละ รู้ตัวไว้ก็ดี”
หูหลินอวี่พูดอย่างผู้เจนจัดในทางโลก
เฉินฮั่นเซิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ผู้หญิงที่ไม่เคยมีแฟนพวกนี้มักจะคิดว่าตัวเองมองผู้ชายทะลุปรุโปร่ง แต่พอเจอความรักเข้าจริงๆ ดันพุ่งเข้าใส่กองไฟเหมือนแมลงเม่า สุดท้ายก็เจ็บเจียนตาย
ผิดกับพวกผู้หญิงที่เปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกนั้นจะไม่มานั่งพร่ำเพ้อพรรณนาโวหารแบบนี้หรอก เพราะพวกเธอรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร
เสิ่นโหยวชูได้ยินบทสนทนาที่พาดพิงถึงตัวเอง แก้มก็แดงระเรื่อราวดอกท้อ แต่เพราะกลัวเฉินฮั่นเซิงเลยไม่กล้าลุกหนีไปไหน
โชคดีที่เฉินฮั่นเซิงเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว “มาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
“ว่ามา”
หูหลินอวี่เองก็อยากรู้ว่าเฉินฮั่นเซิงมีแผนอะไรในใจ
“พอขึ้นปีสอง ฉันจะลงจากตำแหน่งหัวหน้าห้อง แล้วให้เธอรับช่วงต่อ แบบนี้ก็ไม่กระทบแผนสอบราชการของเธอแล้ว จริงไหม?”
หูหลินอวี่ลองคิดตาม ขอแค่ตอนยื่นใบสมัครโครงการคัดเลือกข้าราชการเธอยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้องอยู่ จะเริ่มตอนปีสองหรือปีสามก็มีค่าเท่ากัน แต่ทำไมเฉินฮั่นเซิงถึงใจดีสละตำแหน่งให้ล่ะ?
“นายจะรับประกันได้ยังไงว่าจะส่งต่อตำแหน่งให้ฉันได้ราบรื่น?” หูหลินอวี่ถามกลับ
ขณะที่สองนักวางแผนกำลังเจรจากันเคร่งเครียด เสิ่นโหยวชูก็ค่อยๆใช้นิ้วดันถ้วยซุปกุ้งออกไปอีกนิด ดูเหมือนยิ่งไกลเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกปลอดภัยเท่านั้น
เฉินฮั่นเซิงเหลือบไปเห็นพฤติกรรมนั้นเข้าพอดี เขาเลิกสนใจหูหลินอวี่ทันที แล้วหันไปถามเสิ่นโหยวชู “ทำไมไม่กินล่ะ รังเกียจที่ฉันแกะให้เหรอ?”
“ปะ...เปล่าค่ะ ฉันกินหมั่นโถวก็พอแล้ว”
ไม่รู้ว่าเธอไปหยิบหมั่นโถวเย็นชืดครึ่งลูกนั่นกลับมาถือไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังกัดไปแล้วตั้งสองคำ
เห็นท่าทีดื้อเงียบแบบนี้ ไม่รู้ทำไมเฉินฮั่นเซิงถึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ
“หมั่นโถวมันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ ไหนขอชิมหน่อยซิ!”
พูดจบ เฉินฮั่นเซิงก็แย่งหมั่นโถวครึ่งซีกจากมือเสิ่นโหยวชูมาหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเธอ เขายัดมันเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ
พอกลืนลงคอเสร็จ เขาก็เช็ดปากแล้ววิจารณ์หน้าตาย “รสชาติก็งั้นๆนี่หว่า”
“คะ... คุณ...”
เสิ่นโหยวชูอึ้งจนพูดไม่ออก ลืมกระทั่งจะก้มหน้าซ่อนความสวย อ้าปากค้างมองเฉินฮั่นเซิงตาค้าง พูดติดอ่างไม่เป็นภาษา
“นายนี่มัน... โคตรนักเลงเลย!”
สุดท้ายหูหลินอวี่ก็ทนไม่ไหว ต้องด่าออกมาแทน
“พูดจาให้มันดีๆหน่อย เรากำลังเจรจาธุรกิจกันอยู่นะ”
เฉินฮั่นเซิงวกกลับเข้าประเด็น เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ก๊อกๆ เป็นจังหวะ
“ส่วนวิธีที่จะส่งไม้ต่อให้เธอ ฉันมีแผนอยู่แล้ว เทอมแรกปีหนึ่งเธอเป็นเลขาธิการพรรคประจำห้องไปก่อน รับผิดชอบงานจิปาถะ สร้างผลงานให้เพื่อนๆและเหล่ากัวเห็น พอขึ้นปีสองฉันลาออก เธอจะได้ขึ้นมารับช่วงต่อได้แบบเนียนๆ”
“อีกอย่าง การเป็นเลขาพรรคฯจะช่วยให้เธอได้เป็นสมาชิกพรรคเร็วขึ้น ซึ่งมีประโยชน์มากตอนสอบราชการ” เฉินฮั่นเซิงเสริมข้อมูลสำคัญ
หูหลินอวี่อาจจะคิดไม่รอบด้าน แต่เธอไม่ได้โง่ ฟังปุ๊บก็โพล่งออกมาทันที “ฉันเข้าใจแล้ว! นายกะจะโยนงานหัวหน้าห้องมาให้ฉันทำ แต่นายเอาหน้าไปคนเดียว สุดท้ายผลงานเป็นของนาย แต่ความเหนื่อยตกที่ฉัน!”
“ฝันไปเถอะย่ะ!”
หูหลินอวี่โกรธจัด รู้สึกเหมือนเฉินฮั่นเซิงกำลังจะจับเสือมือเปล่า
เฉินฮั่นเซิงยิ้มเย็น “ผลงานเป็นของทุกคน ตอนนี้เป็นของฉัน ต่อไปเป็นของเธอ สุดท้ายก็เป็นของเธออยู่ดี”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเล่นลิ้น แต่แฝงปรัชญาการเมืองไว้ลึกซึ้ง เขาพูดต่อ “ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำอะไรเลยนะ งานเล็กๆน้อยๆเธอจัดการ งานใหญ่ๆฉันออกหน้าเอง”
“นิยามคำว่างานใหญ่กับงานเล็กของนายคืออะไร?”
หูหลินอวี่ต้องการความชัดเจน
“งานไหนที่เธอแก้ปัญหาไม่ได้... นั่นแหละคืองานใหญ่” เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างมั่นใจ
หูหลินอวี่หน้ามุ่ย นี่มันหลอกด่าว่าเขาเก่งกว่าเธอชัดๆ (ซึ่งก็น่าจะจริง)
เสิ่นโหยวชูรู้สึกหัวสมองอื้ออึงไปหมด เรื่องแรกคือเฉินฮั่นเซิงกินหมั่นโถวเปื้อนน้ำลายเธอ... นี่มันจูบทางอ้อมชัดๆ! เรื่องที่สองคือเขาเอาตำแหน่ง "หัวหน้าห้อง" มาต่อรองกันหน้าตาเฉย
เธอเหลือบมองหูหลินอวี่ที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เสิ่นโหยวชูรู้สึกว่าเฉินฮั่นเซิงเป็นบุคคลอันตรายที่กำลังล่อลวงเพื่อนเธอไปในทางที่ผิด
อาศัยจังหวะที่หูหลินอวี่กำลังใช้ความคิด "บุคคลอันตราย" ก็หันมาเล่นงานเธออีกครั้ง คราวนี้มาในโหมดอ่อนโยน “กุ้งมีโปรตีนสูง ไม่เลี่ยนเหมือนเนื้อสัตว์อื่น กินเยอะๆก็ไม่เป็นไรหรอก”
เห็นเสิ่นโหยวชูยังนั่งนิ่ง เฉินฮั่นเซิงก็คีบกุ้งตัวหนึ่งจ่อไปที่ปากเธอ “มา... อ้าปาก เดี๋ยวฉันป้อน”
เสิ่นโหยวชูหน้าแดงก่ำ เม้มปากแน่น เบือนหน้าหนี
เฉินฮั่นเซิงฉีกยิ้มกว้าง งัดลูกบ้าออกมาใช้ “ถ้าเธอไม่กิน ฉันก็จะถือค้างไว้อย่างนี้แหละ”
ในโรงอาหารคนพลุกพล่านขนาดนี้ เกิดเพื่อนในห้องมาเห็นเข้าคงเป็นเรื่องใหญ่ และดูจากความหน้าด้านของเฉินฮั่นเซิงแล้ว เขาทำจริงแน่
น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาคู่สวย แต่ด้วยความกลัวสายตาคนรอบข้าง เสิ่นโหยวชูจำใจต้องอ้าปากรับกุ้งตัวนั้นเข้าปากราวกับกินยาพิษ
“แล้วถ้าฉันไม่ตกลงล่ะ?”
ในที่สุด หูหลินอวี่ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆก็เอ่ยถามขึ้น
“ฉันก็แค่เหนื่อยหน่อย ต้องวิ่งรอกทั้งงานห้องและงานธุรกิจ หรือไม่ก็หาพาร์ทเนอร์คนอื่น แต่เธอน่ะ... หมดสิทธิ์แน่นอน ปกติมหาลัยเขาไม่ค่อยเปลี่ยนหัวหน้าห้องกันหรอกนะ”
เฉินฮั่นเซิงตอบเรียบๆ ก่อนจะทิ้งไพ่ใบสุดท้าย “ฉันจัดการให้เธอเป็นเลขาพรรคฯได้เลยนะ ส่วนเธอจะรับหรือไม่... ก็แล้วแต่ศรัทธา”
*****