เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 เรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

บทที่ 21 เรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

บทที่ 21: เรื่องงานและเรื่องส่วนตัว


หลังจากวิ่งรอบสนามครบ 10 รอบ กางเกงของเฉินฮั่นเซิงเปียกโชกไปด้วยเหงื่อจนแทบบิดน้ำได้ แต่พอกลับมาเข้าแถว เพื่อนผู้ชายหลายคนแอบยกนิ้วโป้งให้เงียบๆ พวกเขาอาจไม่เข้าใจเจตนาลึกซึ้งของการกระทำนี้หรอก รู้แค่ว่าต้องขอบคุณเฉินฮั่นเซิงที่ช่วยปกป้องเส้นผมของพวกเขาเอาไว้

แม้แต่จินหยางหมิง ไอ้หนุ่มขี้เก๊กยังแอบชะโงกหน้ามาชม “พี่เฉิน พี่แม่งโคตรเจ๋ง กล้างัดข้อกับครูฝึกตรงๆแบบนี้”

“งัดข้อบ้าบออะไร”

เฉินฮั่นเซิงไม่อยากให้เกิดความบาดหมางระหว่างเพื่อนในห้องกับครูฝึก เลยแกล้งด่ากลบเกลื่อนเสียงดัง “ไอ้ทึ่มจูเฉิงหลงต่างหาก ผมยาวแล้วไม่รู้จักเก็บให้เรียบร้อย พ่อต้องมาวิ่งฟรีตั้ง 10 รอบ”

เฉินฮั่นเซิงจงใจพูดให้จูเฉิงหลงได้ยิน เจ้าตัวหันมายิ้มแหยๆ “หัวหน้าครับ เย็นนี้ผมเลี้ยงข้าวไถ่โทษนะ”

หยางซื่อเชาที่ยืนอยู่ข้างๆรีบแทรก “อย่าลืมอาหยางของแกด้วยล่ะ!”

เรื่องราวความขัดแย้งจบลงด้วยดี ภายใต้การจัดการอย่างแนบเนียนของเฉินฮั่นเซิง ไม่มีใครติดใจเอาความ และไม่มีผลกระทบด้านลบตามมา

หูหลินอวี่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกกดดันอย่างหนัก ฝ่ายชายดูเหมือนจะเทใจให้เฉินฮั่นเซิงจนเป็นปึกแผ่น เธอคงเหลือทางเลือกเดียวคือต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนจากฝั่งหญิงให้ได้มากที่สุด

หลังมื้อเย็นซึ่งไม่มีการฝึกทหาร หูหลินอวี่ลงทุนซื้อน้ำอัดลม ขนมหวาน และผลไม้ เดินสายแจกจ่ายตามหอพักหญิง พยายามตีสนิทและย้ำเจตจำนงในการลงสมัครเป็นหัวหน้าห้อง

วิธีการนี้ดูจะถ่อมตัวเกินไปหน่อย และสำหรับเฟรชชี่ปีหนึ่งที่เพิ่งพ้นรั้วมัธยมมาหมาดๆ มันดูจงใจและ "การเมือง" เกินไป

พอหูหลินอวี่กลับไป เพื่อนสาวบางคนที่กำลังเคี้ยวขนมฟรีก็เริ่มนินทา

“หูหลินอวี่นี่กระหายอำนาจชะมัด ถึงขั้นเอาของมาล่อซื้อใจคน มิน่าเขาถึงว่ามหาลัยคือสังคมจำลองย่อมๆ”

“นั่นสิ ฉันว่าเฉินฮั่นเซิงก็ดูดีนะ มีความเป็นลูกผู้ชายดี ตอนที่เขาเถียงกับครูฝึกด้วยเหตุผลนี่เท่ระเบิดเลย”

“เขาก็หน้าตาดีแหละ แต่ผู้ชายเป็นหัวหน้าห้องมันลำบากนะ บางเรื่องคุยกันลำบาก จะให้เดินไปหาที่หอชายตลอดก็ไม่ไหวป่ะ”

“ก็จริงแฮะ... งั้นเห็นแก่ผลไม้พวกนี้ ตอนเลือกฉันจะโหวตให้หูหลินอวี่แล้วกัน”

ขณะที่หูหลินอวี่กำลังเดินสายหาเสียง เฉินฮั่นเซิงก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขาลงทุนซื้อของเล่นชิ้นเล็กๆมาเหมือนกัน...

ไพ่ป๊อกสองสำรับ ราคา 3 หยวน

หลังเลิกฝึกทหารช่วงสองทุ่มสามทุ่ม เฉินฮั่นเซิงจะถอดเสื้อโชว์หุ่น (และรอยฟันที่แขน) คาบบุหรี่ พกไพ่ใส่กระเป๋า แล้วลากรองเท้าแตะเดิน แตะ... แตะ... ไปเคาะประตูหอชายห้องอื่น แป๊บเดียวเสียงโวยวายก็ตามมา

“นอนทำซากไร! ลุกมาเล่นไพ่เว้ย!”

“เลิกดูหนังโป๊ได้แล้ว มาเล่นไพ่กัน!”

“เล่น ‘แทรกเตอร์’ (เกมไพ่ชนิดหนึ่ง) เป็นป่ะ? ไม่เป็นเดี๋ยวพ่อสอน”

...

แรกๆคนยังไม่ค่อยเอาด้วย แต่พอขาไพ่ครบวง ในยุคที่คอมพิวเตอร์และมือถือยังไม่แพร่หลาย หนุ่มโสดวัยคะนองก็ตกหลุมรักกิจกรรมกระชับมิตรนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ถึงขั้นที่ว่าพอถึงวันที่สองที่สามของการฝึกทหาร หนุ่มๆต่างตั้งตารอเวลาตั้งวงไพ่หลังเลิกฝึกกันใจจดใจจ่อ

ตลอดกระบวนการนี้ เฉินฮั่นเซิงลงทุนแค่ไพ่สองสำรับ น้ำสักขวดก็ไม่พก บุหรี่สักซองก็ไม่ซื้อ แถมยังเนียนกินขนมของฝากจากห้องเพื่อนไปทั่ว ที่สำคัญ... เขาไม่พูดเรื่องขอคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าห้องสักคำ แต่เพื่อนผู้ชายกลับพร้อมใจกันยกตำแหน่ง "หัวหน้าห้อง" ให้เขาไปโดยปริยาย แถมยังมาขอร้องให้ช่วยดูแลสวัสดิการพวกตนเป็นพิเศษอีกต่างหาก

นี่คือยุทธวิธีการหาเสียงของเฉินฮั่นเซิงและหูหลินอวี่ในสมรภูมิของตน ผลลัพธ์ที่ได้อาจใกล้เคียงกัน เพราะฝ่ายหญิงก็มีเหตุผลของตัวเอง

แต่ในแง่ของจิตวิทยาและศักดิ์ศรี เฉินฮั่นเซิงไม่เพียงรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ของ "หัวหน้าห้อง" ให้ดูน่าเกรงขามและพึ่งพาได้อีกด้วย

แต่สงครามเงียบยังไม่จบแค่นั้น บางครั้งอาจารย์กัวจงอวิ๋นจะแวะมาตรวจดูการฝึกทหารตามระเบียบของมหาลัย

เหล่ากัวเป็นคนขี้เกียจ มาตอกบัตรโชว์ตัวสักสิบนาทีแล้วก็ชิ่ง

ทั้งหูหลินอวี่และเฉินฮั่นเซิงรู้ดีว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดคือกัวจงอวิ๋น ในช่วงเวลาทองสิบกว่านาทีนี้ หูหลินอวี่จะขยันขันแข็งเป็นพิเศษ ช่วยจัดระเบียบแถว ตะโกนเตือนเรื่องเครื่องแต่งกาย หรือพยุงเพื่อนที่เป็นลมไปที่ร่ม

เธอใช้ทุกวินาทีเพื่อแสดงความกระตือรือร้นและความเสียสละอย่างเต็มที่

ส่วนเฉินฮั่นเซิงน่ะเหรอ... เขายืนสูบบุหรี่คุยสัพเพเหระกับเหล่ากัวอยู่ใต้ร่มไม้ มองดูหูหลินอวี่ที่เหงื่อท่วมตัววิ่งวุ่นไปมา

“ขยันผิดที่... สิบปีก็ไม่รวยนะน้อง” เฉินฮั่นเซิงนึกเวทนาในใจ

“ช่วงนี้พวกเด็กผู้ชายชอบตั้งวงเล่นไพ่ที่หอเหรอ?”

จู่ๆกัวจงอวิ๋นก็ถามขึ้น

เฉินฮั่นเซิงหันมามองอาจารย์ ตอบหน้าตายแบบไม่สะทกสะท้าน “แค่เล่นเกมฝึกสมองประลองปัญญากันครับ”

เหล่ากัวเกือบหลุดขำ ไอ้เด็กนี่หน้าด้านจริงๆ กล้าเรียกวงไพ่ว่า “เกมฝึกสมอง” แต่เด็กมหาลัยเล่นไพ่ก็เป็นเรื่องปกติ เขาเลยไม่ซักไซ้ต่อ

“ได้ข่าวว่าวันแรกของการฝึก ห้องเราเกือบมีเรื่องกับครูฝึก?”

กัวจงอวิ๋นถามคำถามที่สอง

เฉินฮั่นเซิงพยักหน้าเงียบๆ แล้วตอบสั้นๆว่า “เคลียร์จบแล้วครับ”

“อืม”

กัวจงอวิ๋นพยักหน้าเบาๆ คำตอบของเฉินฮั่นเซิงมีความหนักแน่นบางอย่างที่ทำให้คนเชื่อถือ

เฉินฮั่นเซิงไม่ได้ถามว่าอาจารย์รู้ได้ไง กัวจงอวิ๋นเป็นอาจารย์ที่นี่มานาน หูตาต้องกว้างขวางเป็นธรรมดา เรื่องแค่นี้ปิดไม่มิดหรอก

กริ๊งงงง...

ขณะที่กัวจงอวิ๋นกำลังจะสั่งงานทิ้งท้าย เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น อาจารย์มหาลัยมีตำแหน่งมีเงินเดือน ใช้มือถือก็ไม่แปลก

“วันนี้วันศุกร์ โรงเรียนเลิกเร็ว...”

...

“คืนนี้คณะมีประชุม ท่านคณบดีมาเอง ผมปลีกตัวไปไม่ได้หรอก”

...

“คุณช่วยไปรับลูกหน่อยไม่ได้เหรอ งานที่โรงพยาบาลยุ่งตลอดเลยหรือไง”

...

“ก็บอกแล้วให้จ้างพี่เลี้ยง คุณก็กลัวลูกโดนทำร้ายอีก”

...

ฟังจากบทสนทนา ปลายสายน่าจะเป็นภรรยาของกัวจงอวิ๋น คาดว่าคืนนี้เขามีประชุมด่วนที่เลี่ยงไม่ได้ ภรรยาที่เป็นหมอก็ติดเวร เลยไม่มีใครไปรับลูกสาว

วางสายแล้วกัวจงอวิ๋นมีสีหน้ากลัดกลุ้ม สำหรับคนอย่างเขา เรื่องครอบครัวสำคัญกว่างานเสมอ

“อาจารย์แม่โทรมาเหรอครับ?” เฉินฮั่นเซิงถาม

กัวจงอวิ๋นพยักหน้า คิ้วขมวดเป็นปม

“ให้ผมไปรับน้องให้ไหมครับ?”

เฉินฮั่นเซิงไม่อ้อมค้อม เสนอตัวทันที

กัวจงอวิ๋นชะงัก มองเฉินฮั่นเซิงด้วยความประหลาดใจ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ได้หรอก เธอต้องฝึกทหาร”

“ผมลากับครูฝึกได้ครับ” เฉินฮั่นเซิงแย้ง

“อย่าพูดเหลวไหล เธอเพิ่งมาอยู่เจี้ยนเย่ ยังไม่คุ้นทาง”

กัวจงอวิ๋นปฏิเสธอีกครั้ง

“ผมมีญาติอยู่เจี้ยนเย่ครับ ปิดเทอมที่ผ่านมาผมมาขลุกอยู่บ้านเขาทั้งซัมเมอร์ คุ้นกับเมืองนี้ดีครับ” เฉินฮั่นเซิงงัดข้ออ้างที่เตรียมไว้มาใช้

กัวจงอวิ๋นยังไม่ยอมใจอ่อน จังหวะนั้นภรรยาโทรมาอีกรอบ ทั้งคู่ทะเลาะกันยกใหญ่ สุดท้ายเหล่ากัววางสายด้วยความโมโห

“ให้ผมลองดูเถอะครับ อาจารย์กัว”

เฉินฮั่นเซิงยืนยันหนักแน่น

เหล่ากัวจ้องหน้าเฉินฮั่นเซิงเขม็ง จู่ๆก็ถามลองภูมิ “รู้ไหมว่าโรงเรียนอนุบาลกู่โหลวอยู่ที่ไหน?”

เฉินฮั่นเซิงปรับสีหน้าเป็นจริงจัง ย้อนถามอย่างใจเย็น “สาขาไหนครับ ถนนหมิ่นเจียง ถนนหลีเจียง หรือถนนเยี่ยนจิงตะวันตก?”

“ถนนเยี่ยนจิงตะวันตก”

พอเห็นเฉินฮั่นเซิงไล่ชื่อสาขาได้คล่องปรื๋อ สีหน้าของเหล่ากัวก็เริ่มผ่อนคลาย แสดงว่าเจ้านี่รู้จริง

เฉินฮั่นเซิงทำท่านึก แล้วตอบฉะฉาน “จากหน้ามหาลัยนั่งสาย 737 แล้วไปต่อสาย 33 ก็ถึงครับ แถวนั้นมีร้านซุปเลือดเป็ดเจ้าดัง ตรงข้ามเป็นโรงแรมสี่ดาว ต้นเมเปิ้ลแถวนั้นร่มรื่นมาก...”

เฉินฮั่นเซิงตั้งใจจะโชว์ภูมิว่ารู้จริง ดันอินจัดร่ายยาวเป็นฉากๆ จนกัวจงอวิ๋นต้องเบรก “ญาติเธออยู่แถวนั้นเหรอ?”

“แหะๆ อาจารย์กัวเดาแม่นจังครับ”

เฉินฮั่นเซิงตอบรับหน้าบาน

กัวจงอวิ๋นเริ่มลังเล เขาเชื่อแล้วว่าเฉินฮั่นเซิงคุ้นทาง แต่ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกสาว

เฉินฮั่นเซิงรีบปิดการขาย “พอผมไปถึง อาจารย์ก็โทรไปแจ้งครูที่โรงเรียน ให้ผมบอกรหัสนักศึกษา ถ้าตรงกันก็ยืนยันตัวตนได้ ไม่มีใครสวมรอยแน่นอนครับ”

วิธีนี้เข้าท่า ชื่อกับที่ทำงานยังปลอมกันได้ แต่รหัสนักศึกษายาวเหยียด ถ้าไม่ใช่เจ้าตัวใครจะไปจำได้

“เอามือถือครูไป จะได้ติดต่อกันสะดวก ประชุมน่าจะเลิกไม่เกินทุ่มนึง”

ในที่สุด กัวจงอวิ๋นก็ตัดสินใจลองเสี่ยงดู พลางคิดในใจว่าต่อให้เมียบ่นยังไง คราวหน้าต้องจ้างพี่เลี้ยงให้ได้

เฉินฮั่นเซิงรับโทรศัพท์มาด้วยท่าทีสุขุม จังหวะนี้ต้องสร้างความมั่นใจให้เหล่ากัวเห็น

เหตุผลที่กัวจงอวิ๋นยอมไว้ใจ มีสามข้อ: หนึ่ง เฉินฮั่นเซิงดูเป็นคนเก่งและพึ่งพาได้ สอง ประวัติครอบครัวเรียบง่าย พ่อแม่เป็นพนักงานรัฐ และสาม เขาดูช่ำชองเส้นทางในเมืองจริงๆ

ก่อนไป เฉินฮั่นเซิงหันไปมองหูหลินอวี่ที่ยังคงสาละวนกับงานส่วนรวมจนเหงื่อท่วม

งานส่วนรวมทำดีแค่ไหน เหล่ากัวก็แค่ชมว่ามีความรับผิดชอบ แต่ถ้าช่วยเคลียร์เรื่องส่วนตัวให้เหล่ากัวได้ นั่นหมายถึง “บุญคุณ” และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่า

“โทษทีนะน้องหู ไม่ใช่แค่ตำแหน่งหัวหน้าห้องที่พี่จะยึด แต่พี่ยังจะเป็นคนโปรดของเหล่ากัวในห้องนี้ด้วย หวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสอนน้องให้เข้าใจ ‘โฉมหน้าแท้จริงของสังคม’ ได้บ้างนะ”

*****

จบบทที่ บทที่ 21 เรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว