- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 19 ผู้ชายปากหวานล้วนเป็นจอมลวงโลก
บทที่ 19 ผู้ชายปากหวานล้วนเป็นจอมลวงโลก
บทที่ 19: ผู้ชายปากหวานล้วนเป็นจอมลวงโลก
พิธีปฐมนิเทศน่าเบื่อเหมือนเคย ผู้บริหารคณะผลัดกันขึ้นมาพูดบนเวทีทีละคน ปล่อยให้นักศึกษาใหม่ยืนตากแดดจนเหงื่อท่วมตัว
"ร้อนฉิบหาย"
เฉินฮั่นเซิงบ่นพึมพำ
"บ่นอะไรนักหนาวะไอ้สี่ ทีเมื่อกี้คุยกับสาวๆไม่เห็นจะบ่นร้อนสักคำ"
หยางซื่อเชาแขวะด้วยความหมั่นไส้
"นั่นดิ"
จินหยางหมิงเบะปากเสริม "มื้อเที่ยงพี่เฉินต้องเลี้ยงสไปรท์พวกเราคนละแก้วเป็นการไถ่โทษนะ"
จริงๆแล้วจินหยางหมิงนี่แหละที่เซ็งที่สุด เมื่อกี้สาวๆในห้องรุมคุยแต่กับเฉินฮั่นเซิง ไม่มีใครสนใจมือถือราคาแพงระยับของเขาเลย อุตส่าห์จะโชว์พาวสักหน่อย ดันไม่มีใครมองซะงั้น
กว่าพิธีจะจบลงได้เล่นเอาแทบแย่ จากนั้นก็แยกย้ายกันทำกิจกรรมตามห้องเรียน อาจารย์กัวจงอวิ๋นพานักศึกษาห้องตัวเองเดินไปที่ตึกเรียน
ระหว่างทางพวกผู้ชายส่งสายตาวิ๊งๆให้สาวๆกันใหญ่ เพราะห้องนี้มีคนสวยๆอยู่หลายคน
ฝ่ายหญิงรู้ตัวแหละว่าโดนมอง แม้จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แต่รอยยิ้มมุมปากและท่าทีเชิดๆก็เผยให้เห็นความในใจว่าแอบปลื้มอยู่เหมือนกัน
ในมหาลัย ไม่ใช่แค่ผู้ชายหรอกที่เก็บอาการไม่อยู่
จะมีก็แต่เสิ่นโหยวชูที่เป็นข้อยกเว้น เธอเดินก้มหน้าก้มตาตามหลังเพื่อนผู้หญิง เหมือนอยากจะเข้ากลุ่มด้วยแต่ก็เลือกที่จะแยกตัวออกมาเงียบๆ
พอถึงห้องเรียนแล้วแยกนั่งตามกลุ่มหอพัก เฉินฮั่นเซิงผู้เป็นหัวหน้าห้องกวาดตามองรอบหนึ่งแล้วถามขึ้น "ไอ้หกหายไปไหนวะ?"
"ไปเข้าห้องน้ำ"
ไต้เจิ้นโหย่วตอบ พร้อมบ่นอุบ "จะไปขี้ก็ยังเอามือถือไปอีก คนกำลังเล่นมันส์ๆแท้ๆ"
แต่ทุกคนประเมินความสามารถในการ 'แอ๊คอาร์ต' ของจินหยางหมิงต่ำเกินไป ขณะที่อาจารย์กัวจงอวิ๋นกำลังจะเริ่มคาบโฮมรูม จินหยางหมิงก็ปรากฏตัวที่หน้าประตู
มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหู ปากก็ตะโกนเสียงดัง "ฮัลโหล! ฮัลโหล! ไม่ได้ยินเลย พูดดังๆหน่อยดิ... เอ้อ ช่างเถอะๆ ไว้เลิกเรียนค่อยคุยกันนะ"
การกระทำนี้ดึงดูดสายตาคนทั้งห้องได้ชะงัด จินหยางหมิงวางสายแล้วหันมาขอโทษอาจารย์กัวด้วยสีหน้าใสซื่อ "ขอโทษครับอาจารย์ เมื่อกี้ผมออกไปรับโทรศัพท์มา"
อาจารย์กัวจงอวิ๋นผ่านร้อนผ่านหนาวกับนักศึกษามานับไม่ถ้วน มุกโชว์พาวแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก เขาแค่พยักหน้าเบาๆ อนุญาตให้จินหยางหมิงเข้าห้อง
จินหยางหมิงเดินกลับมานั่งที่ แล้วแกล้งบ่นกับไต้เจิ้นโหย่วด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "สัญญาณห่วยแตกชะมัด มือถือเครื่องละเจ็ดพันกว่าหยวนแต่โทรคุยไม่รู้เรื่องเลย"
ไต้เจิ้นโหย่วผู้ซื่อสัตย์ก็รีบเออออห่อหมก ด่าเครือข่ายมือถือตามน้ำไปทันที
เฉินฮั่นเซิงมองการแสดงอันสมจริงของจินหยางหมิงแล้วอดนับถือไม่ได้ ไอ้นี่มันแน่วแน่ในวิถีทางของมันจริงๆ
...
ด้วยการแสดงคั่นรายการของจินหยางหมิง บรรยากาศในห้องเลยผ่อนคลายขึ้น อาจารย์กัวจงอวิ๋นกระแอมหนึ่งครั้งแล้วเริ่มชี้แจงเรื่องสำคัญต่างๆที่เฟรชชี่ต้องเจอ เช่น การฝึกทหาร รับหนังสือเรียน กรอกประวัติออนไลน์ ฯลฯ
สไตล์การพูดของอาจารย์กัวคือพูดรวดเดียวจบ ไม่มีการพูดซ้ำ เรื่องหนึ่งจบปุ๊บต่อเรื่องใหม่ปั๊บ
การพูดย้ำคิดย้ำทำเป็นวิธีของอาจารย์มัธยมที่ต้องให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนเข้าใจ แต่อาจารย์มหาลัยถือว่าแค่บอกแล้ว หน้าที่รับผิดชอบและขวนขวายต่อเป็นของนักศึกษาเอง
พอชี้แจงเสร็จก็ถึงช่วงเวลาแนะนำตัว ซึ่งดูเหมือนทุกคนจะสนใจหัวข้อนี้เป็นพิเศษ
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจางเสี่ยวเสียน มาจากเมืองเผิงเฉิง มณฑลซูตง..."
เริ่มไล่จากแถวซ้ายสุด ทุกคนผลัดกันออกไปยืนหน้าชั้นแล้วพูดตามแพทเทิร์นเดียวกันเป๊ะ "สวัสดีค่ะ/ครับ ผม/ดิฉันชื่อ... มาจาก..."
ผู้หญิงบางคนที่มั่นใจในหน้าตาตัวเองก็จะถอดหมวกทหารออกโชว์ใบหน้าสวยๆ เรียกเสียงฮือฮาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มจากหนุ่มๆ พร้อมกับสะกิดไหล่กันยิกๆด้วยความตื่นเต้น
เฉินฮั่นเซิงไม่ค่อยสนใจคนอื่นเท่าไหร่ เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน จนกระทั่งถึงคิวเสิ่นโหยวชู เขาถึงจะนั่งตัวตรง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
เสิ่นโหยวชูต่างจากคนอื่น เธอสวมหมวกทหารกดต่ำจนปิดบังใบหน้าเกือบมิด ไม่กล้าสบตาผู้คน เสียงเบาหวิวเหมือนยุงบิน
"สะ... สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเสิ่นโหยวชู มะ... มาจากฉวนหยูค่ะ"
(TL: ฉวนหยู(川渝)คือคำเรียกรวมพื้นที่มณฑลเสฉวน + นครฉงชิ่ง)
แค่ประโยคสั้นๆเธอยังพูดตะกุกตะกักไปสองรอบ พูดจบก็ก้มหน้างุดรีบเดินกลับเข้าที่
"มองไม่เห็นหน้า ให้คะแนนความน่าสงสารไป 2.15 แล้วกัน"
กัวเส้าเฉียงทำตัวเป็นกรรมการตัดสินนางงาม ให้คะแนนสาวๆทุกคนที่ขึ้นเวทีอย่างละเอียดระดับทศนิยมสองตำแหน่ง โดยมี 'ซางเหยียนเหยียน' ครองแชมป์อยู่ที่ 8.85 คะแนน
ส่วนจินหยางหมิง หนุ่มนักแอ๊คผู้คลั่งไคล้ตุ๊กตายางส่ายหน้าช้าๆอย่างใช้ความคิด "ไม่ใช่แค่ 2 คะแนนหรอก เธอตัวสูงนะ ถึงจะไม่เห็นหน้า แต่ผมสวยขนาดนั้น อย่างต่ำต้อง 4 คะแนน"
เฉินฮั่นเซิงแปลกใจนิดหน่อย ไม่นึกว่าจินหยางหมิงที่เป็นคนเจี้ยนเย่จะมีรสนิยมดีกว่ากัวเส้าเฉียงหลายขุม
จริงๆแล้วเสิ่นโหยวชูเป็นคนแปลก ตลอดสี่ปีในมหาลัยเธอแทบไม่ได้กินเนื้อสัตว์เพราะไม่มีเงิน แต่ผมกลับไม่แห้งเสียเลย ต้องยอมรับว่าสาวฉวนหยูนั้นสวยโดยกำเนิดจริงๆ
แนะนำตัวจบก็ถึงคราวเลือกหัวหน้าห้อง ตามประวัติศาสตร์เดิม หูหลินอวี่จะได้ตำแหน่งนี้ไปครองในวันนี้แหละ แต่เพราะเฉินฮั่นเซิงเล่นใหญ่ไฟกะพริบมาตลอด อาจารย์กัวจงอวิ๋นเลยเริ่มลังเล
จากการสังเกตของอาจารย์ ทั้งการวางแผน การพูดจา และการจัดการปัญหา เฉินฮั่นเซิงเหนือกว่าหูหลินอวี่เห็นๆ
แต่หูหลินอวี่ก็มีดีที่ความกระตือรือร้นและเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับหัวหน้าห้องเหมือนกัน
อาจารย์กัวเหลือบมองทั้งคู่สลับกัน
หูหลินอวี่ส่งสายตาปิ๊งๆ เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ส่วนเฉินฮั่นเซิงทำทองไม่รู้ร้อน นั่งคุยเล่นกับเพื่อนสบายใจเฉิบ
ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง อาจารย์กัวก็ประกาศว่า "เดิมทีวันนี้เราจะเลือกหัวหน้าห้องกัน แต่เห็นว่าทุกคนยังไม่ค่อยคุ้นเคยกัน งั้นอาจารย์ขอเลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้านะ"
"อีกหนึ่งอาทิตย์เราจะมาเลือกหัวหน้าห้องสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 กัน"
พูดจบอาจารย์กัวก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ในห้องเกิดเสียงเซ็งแซ่
หยางซื่อเชาตะโกนนำมาก่อนเพื่อน "ไอ้สี่! นายต้องลงแข่งนะเว้ย เป็นหัวหน้าห้องจะได้คุ้มกะลาหัวพวกเราได้"
แม้แต่จินหยางหมิงก็เห็นด้วย "ใช่ๆ ถ้าพี่เฉินเป็นหัวหน้าห้อง เรื่องเช็คชื่อ โดดเรียน หน่วยกิต อะไรพวกนี้จะได้เคลียร์ให้พวกเราง่ายๆไง"
จริงๆแล้วหยางซื่อเชากับจินหยางหมิงก็ไม่ได้มีเหตุผลลึกซึ้งอะไร แค่พวกมันไม่อยากเป็นเอง และถ้าให้คนอื่นเป็น สู้ให้เฉินฮั่นเซิงเป็นดีกว่า อย่างน้อยก็คุยกันง่าย
ตรรกะง่ายๆของพวกนี้คือ เฉินฮั่นเซิงเป็นหัวหน้าห้องพักอยู่แล้ว ถ้าควบตำแหน่งหัวหน้าห้องเรียนไปด้วย เวลามีเรื่องดีๆอะไรพวกมันในฐานะรูมเมทก็ต้องได้อานิสงส์ไปด้วยแน่ๆ
ตอนนี้ทุกคนยังเพิ่งเริ่มทำความรู้จักกัน ผลจากการที่เฉินฮั่นเซิงพาไปเลี้ยงเหล้าเมื่อคืนเริ่มสัมฤทธิผล เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆก็คิดคล้ายๆกัน ในเมื่อเฉินฮั่นเซิงมีฐานเสียงสนับสนุนและตัวเองก็ไม่ได้รังเกียจเขา ก็เลือกเขานั่นแหละ
อย่างน้อยก็อยู่หอชายด้วยกัน มีอะไรก็คุยกันง่าย เหมือนจำใจเลือกคนที่ดีที่สุดในกลุ่มแย่ๆ (เลือกขุนพลจากคนแคระ) แต่กลายเป็นว่าความเห็นดันเป็นเอกฉันท์ซะงั้น
หูหลินอวี่ได้ยินบทสนทนาเหล่านี้เข้าก็ตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าคู่แข่งตัวฉกาจจะเป็นเฉินฮั่นเซิง ทั้งที่ตอนแรกเธอรู้สึกดีกับเขาแท้ๆ
"รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ"
หูหลินอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป้าหมายชีวิตของเธอชัดเจนมาก เริ่มจากเป็นหัวหน้าห้อง สอบเป็นข้าราชการดาวรุ่ง แล้วเข้าสู่เส้นทางสายราชการ ดังนั้นตำแหน่งหัวหน้าห้องจึงสำคัญกับเธอมาก
นั่งคิดอยู่นาน หูหลินอวี่ก็ลุกขึ้นเตรียมกลับหอ ในเมื่อมีผู้ท้าชิงก็ต้องเตรียมรับมือ
เธอหันไปเห็นเสิ่นโหยวชูยังนั่งอยู่ที่เดิม เพื่อนคนนี้ชอบปลีกวิเวกและมักจะกลับเป็นคนสุดท้ายเสมอ
"โหยวชู ฟังฉันนะ จำใส่ใจไว้เลยว่า... ผู้ชายปากหวานล้วนเป็นจอมลวงโลกทั้งนั้น"
"อื้อ..."
เสิ่นโหยวชูเงยหน้าขึ้นทำหน้างงๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
น่าเสียดายที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่า ภายใต้ปีกหมวกทหารใบนั้น ซ่อนใบหน้าสวยหยาดเยิ้มระดับล่มเมืองที่งดงามไม่แพ้เซียวหรงอวี้เอาไว้
*****