- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 14 คู่มือการเกิดใหม่ฉบับถูกต้อง
บทที่ 14 คู่มือการเกิดใหม่ฉบับถูกต้อง
บทที่ 14: คู่มือการเกิดใหม่ฉบับถูกต้อง
การเดินจากศูนย์กิจกรรมนักศึกษาไปยังหอพักชายใช้เวลาประมาณ 15 นาที ตลอดเส้นทางนี้ เฉินฮั่นเซิงคอยสอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สาวมหาลัยนี่แจ่มๆเพียบเลยแฮะ
เด็กสาวมัธยมปลายถึงจะดูใสซื่อบริสุทธิ์ ทว่าก็มัวแต่วุ่นอยู่กับการเรียน แถมชุดนักเรียนก็เทอะทะบดบังความงาม ถ้าไม่ใช่ระดับนางฟ้าอย่างเซียวหรงอวี้ ก็ยากที่จะทำให้รู้สึกว้าวได้
ส่วนผู้หญิงวัยทำงาน ถึงจะรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว แต่คำพูดคำจาก็เริ่มเจือกลิ่นอายทางโลก
กลิ่นอายทางโลกที่ว่านี้ พูดตรงๆก็คือการ “เลือกปฏิบัติ” ตามฐานะ หน้าตา และความก้าวหน้าของอีกฝ่าย เป็นพวกวัตถุนิยมที่เลือกกินตามเมนู
ดังนั้นนักศึกษาสาวที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด ทั้งทันสมัย สดใสมีชีวิตชีวา และที่สำคัญคือพวกเธอยังคงศรัทธาในความรัก
“ถึงระดับวิชาการของสถาบันการเงินฯจะเทียบมหาลัยตงไห่ไม่ติด แต่เรื่องคุณภาพสาวๆนี่กินขาดไปหลายช่วงตัว มิน่าล่ะพวกหนุ่มตงไห่ถึงได้แห่มาหาเหยื่อแถวนี้”
ยิ่งคิดเฉินฮั่นเซิงก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ ที่มหาลัยตงไห่ สาวเขี้ยวเสน่ห์อย่างสวีจื่อซีแทบจะยกให้เป็นดาวคณะได้สบายๆ แต่ถ้ามาอยู่ที่สถาบันการเงินฯ เธอคงเป็นได้แค่ดาวห้อง
แน่นอนว่ากรณียกเว้นคือเซียวหรงอวี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน รัศมีความงามของเธอก็กลบคนอื่นจนมิด
เฉินฮั่นเซิงส่งสายตาหวานเชื่อมให้รุ่นพี่สาวสวยหลายคน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจ ด้วยการแต่งตัวบ้านๆของเขาในตอนนี้ คงไม่อยู่ในสายตาสาวๆพวกนี้หรอก
ถึงจะโดนเมิน แต่เฉินฮั่นเซิงก็ยังมองอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งจังหวะเจอกลุ่มนักกีฬายิมนาสติกหญิงเดินผ่าน ยิ่งถือเป็นอาหารตาชั้นเลิศ
เดินมาได้ครึ่งทาง เฉินฮั่นเซิงก็เริ่มหิว เลยเลี้ยวไปโรงอาหารที่สองเพื่อหาอะไรกิน
เติมเงิน ซื้อข้าว หาที่นั่ง ทุกอย่างลื่นไหลรวดเร็ว
พอนั่งลง เฉินฮั่นเซิงก็พบว่าโรงอาหารมหาลัยทุกที่แม่งเหมือนกันหมด มีภาพจำที่คุ้นเคยให้เห็นเสมอ
มุมโน้นมีคู่รักนั่งอิงแอบแนบชิด เธอป้อนข้าวฉันคำ ฉันป้อนกลับเธอคำ หวานจนมดขึ้น
กลุ่มหนุ่มโสดนั่งกินข้าวไปดูทีวีไป พอถึงช่วงไฮไลต์ NBA ก็จะมีคนลุกขึ้นตะโกนลั่น “เชี่ยยยย! โคตรเจ๋ง!”
และยังมีพวกหนอนหนังสือที่ไม่สนโลก นั่งอ่านตำราท่ามกลางเสียงจอแจ สงสัยที่นั่งในห้องสมุดคงเต็ม ยอมใจในความมุ่งมั่นจริงๆ
เฉินฮั่นเซิงนั่งลงที่ว่างๆสักที่หนึ่ง
ตักข้าวเข้าปากคำแรก... ข้าวดิบ
ซดน้ำซุปฟรีไปอึกหนึ่ง... เค็มปี๋
น่องไก่ก็... นิ่มเละเทะ
“อืม... รสชาติหมาไม่แดกเหมือนเดิม”
เฉินฮั่นเซิงบ่นอุบ แต่ก็เทน้ำซุปราดข้าวแล้วโซ้ยจนเกลี้ยงจาน เขาไม่ใช่พวกดัดจริตเรื่องกินอยู่แล้ว
กินเสร็จก็ปาเข้าไปหกโมงเย็น ฟ้าเริ่มมืด ไฟถนนในมหาลัยสว่างขึ้น เสียงดีเจสาวจากเสียงตามสายยังคงเซ็กซี่เหมือนเดิม
เฉินฮั่นเซิงยังไม่กลับหอ แต่เดินเลี้ยวไปที่ห้องน้ำรวม ไม่ได้จะไปกดน้ำ แต่ที่นั่นมีกระดานดำขนาดยักษ์ตั้งอยู่
เด็กมหาลัยมักจะขี้ลืม ตอนกดน้ำชอบลืมของทิ้งไว้ บนกระดานเลยมักจะมีข้อความประมาณว่า “วันที่ XX เก็บบัตรอาหารของนักศึกษาคณะ XX ได้” นานวันเข้า กระดานนี้ก็กลายเป็นศูนย์รวมข้อมูลสารพัดรูปแบบ
“เจียงเพ่ยเพ่ย คณะนิติฯ แย่งแฟนกู ไอ้หน้าด้าน!”
“รับรองผลสอบ CET-4 และ CET-6 โดยสถาบันที่เชื่อถือได้”
“หลัวชิ่งคณะบัญชีแอบเอาเสื้อกูไปใส่ อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะเว้ย”
“ร้านเน็ตอี้หวังต้าจิน ไฟเบอร์ออปติก 100 Mbps เร็วแรงทะลุนรก”
...
ข่าวสารพวกนี้เปลี่ยนใหม่แทบทุกวัน ทุกคนรู้กันโดยนัยว่าจะเขียนทิ้งไว้แค่วันเดียว แสดงให้เห็นว่าเด็กมหาลัยว่างกันขนาดไหน
แน่นอนว่าเฉินฮั่นเซิงไม่ได้มาอ่านเรื่องชาวบ้าน แต่สิ่งที่เขาสนใจคือประกาศรับสมัครงานพาร์ตไทม์ที่แปะอยู่บนกระดาน
“รับสมัครตัวแทนจำหน่ายซิมการ์ด China Mobile”
เฉินฮั่นเซิงส่ายหน้า ผ่าน
“รับสมัครติวเตอร์ภาษาอังกฤษระดับ TEM-8 ขึ้นไป”
ผ่านอีก
“แจกใบปลิวที่อี้อู๋ค้าส่ง วันละ 30 หยวนพร้อมข้าวกล่อง”
เฉินฮั่นเซิงส่ายหน้าดิก
ผ่านไปหลายงาน จนสายตาไปสะดุดเข้ากับใบปลิวแผ่นบางๆที่มุมกระดาน
“บริษัทขนส่งเซินทง รับสมัครตัวแทนในมหาลัย สนใจติดต่อ 159XXXXXXX”
เฉินฮั่นเซิงยืนจ้องอยู่นาน สุดท้ายก็ดึงใบปลิวนั้นออกมา พับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ
...
หลังจากไปรับเครื่องนอนที่จุดบริการหอพัก เฉินฮั่นเซิงก็แบกของพะรุงพะรังเดินขึ้นไปที่ห้อง 602
หอพักชายของสถาบันการเงินฯเป็นห้องพักสำหรับ 6 คน เฉินฮั่นเซิงผลักประตูเข้าไป เพื่อนร่วมห้องอีก 5 คนมาถึงกันครบแล้ว ทุกคนต่างหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วหันมามองเขา
“ฮ่าๆ สงสัยฉันจะมาถึงคนสุดท้ายสินะ” เฉินฮั่นเซิงทักทายยิ้มแย้ม
ปฏิกิริยาของรูมเมททั้งห้าแตกต่างกันไป บางคนลุกขึ้นมาช่วยถือของ บางคนยิ้มทักทายเขินๆ บางคนแค่เหลือบมองแล้วก้มหน้าทำธุระต่อ
หอพักมหาลัยต่างจากหอพักมัธยมลิบลับ
รูมเมทสมัยมัธยมมักมาจากเมืองเดียวกัน พูดภาษาถิ่นเดียวกัน กินอาหารรสชาติคล้ายกัน พ่อแม่ก็อาจจะรู้จักกัน มีเรื่องขัดใจกันก็เคลียร์ง่าย
แต่รูมเมทมหาลัยมาจากร้อยพ่อพันแม่ ต่างถิ่นต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างการเลี้ยงดู แต่ละคนคือปัจเจกบุคคลที่มีความคิดเป็นของตัวเอง
พูดง่ายๆ ชีวิตมหาลัยคือจุดเริ่มต้นที่ต้องรับผิดชอบคำพูดและการกระทำของตัวเอง พ่อแม่ไม่สามารถตามมาคอยแก้ปัญหาให้ได้อีกแล้ว
พอเฉินฮั่นเซิงวางสัมภาระลง เพื่อนคนหนึ่งก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “พ่อแม่นายไม่มาส่งเหรอ?”
“เปล่า ฉันไม่ให้มา มาเองคนเดียวสบายกว่า” เฉินฮั่นเซิงตอบยิ้มๆ
คำตอบนี้ต่างจากที่บอกหูหลินอวี่เมื่อบ่ายลิบลับ
เป็นไปตามคาด พอพูดจบสายตาเพื่อนๆที่มองมาก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจบมัธยมกล้าพกเงินสดหลายพันหยวนเดินทางมารายงานตัวคนเดียว ใจต้องนิ่งขนาดไหน
พวกเขาเริ่มพินิจพิเคราะห์เฉินฮั่นเซิง ตัวสูงใหญ่ ดูแข็งแรง แม้จะพูดจาเป็นกันเอง แต่เวลายิ้มกลับแฝงความดิบเถื่อนและหยิ่งทะนง ซึ่งมักพบในพวกเด็กหลังห้อง ไม่รู้ว่าคนบุคลิกแบบนี้สอบติดสถาบันการเงินฯมาได้ยังไง
ขณะที่เพื่อนร่วมห้องกำลังประเมินเฉินฮั่นเซิง เขาก็กำลังประเมินเพื่อนใหม่ที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันตลอดสี่ปีนี้เช่นกัน
จริงๆแล้วเขารู้นิสัยใจคอของทุกคนในห้องนี้ดี รู้กระทั่งอนาคตของพวกเขาด้วยซ้ำ แต่เฉินฮั่นเซิงคิดว่านั่นมันคือเรื่องของอดีต
ผีเสื้อขยับปีกยังก่อพายุได้ การที่เขาย้อนเวลากลับมาย่อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง เฉินฮั่นเซิงไม่อยากเอาภาพจำเก่าๆมาตัดสิน “คนใหม่” ในเวลานี้
‘ให้อดีตมันเป็นเรื่องของอดีตไปเถอะ เอามาเทียบเคียงก็ไม่มีประโยชน์’
เฉินฮั่นเซิงคิดในใจ
คนเคยมีเรื่องกัน ชาตินี้ก็พยายามอย่าให้บาดหมาง
คนเคยเป็นเพื่อนกัน ชาตินี้อาจจะสนิทกันยิ่งกว่าเดิม
นี่แหละคือคู่มือการเกิดใหม่ฉบับถูกต้อง อุตส่าห์ได้ย้อนเวลามาทั้งที ถ้ามัวแต่ไปจมปลักกับความแค้นฝังหุ่นเรื่องขี้ปะติ๋วก็เสียของแย่
*****