- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 13 เฉินฮั่นเซิง ไอ้คนขี้โกหก!
บทที่ 13 เฉินฮั่นเซิง ไอ้คนขี้โกหก!
บทที่ 13: เฉินฮั่นเซิง... ไอ้คนขี้โกหก!
เซียวหรงอวี้หวังลึกๆว่าเฉินฮั่นเซิงจะทิ้งเศษกระดาษที่มีเบอร์โทรศัพท์ของสาวอื่นแผ่นนั้นไปซะ แต่ผิดคาด... เขากลับยัดมันใส่กระเป๋ากางเกงหน้าตาเฉย
วินาทีนั้น เซียวหรงอวี้รู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียเฉินฮั่นเซิงไปจริงๆ ทั้งที่เธอก็ไม่เคยครอบครองเขา แถมยังเป็นฝ่ายปฏิเสธเขาด้วยซ้ำ
ภายในห้องพัก สวีจื่อซีฮัมเพลงอย่างร่าเริง รูมเมทคนอื่นต่างก็ง่วนกับกิจธุระของตัวเอง เฉินฮั่นเซิงก็ออกไปแล้ว เหลือเพียงกองสัมภาระระเกะระกะรอให้จัด ความรู้สึกเศร้าหมองและคิดถึงบ้านถาโถมเข้าใส่จนเธอแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะโทรหาพ่อ แต่สุดท้ายก็ยั้งมือไว้
เหตุการณ์เมื่อครู่เปรียบเสมือนบทเรียนบทแรกที่โลกความเป็นจริงมอบให้แก่ "ดอกไม้ในเรือนกระจก" อย่างเธอ อยู่ที่โรงเรียนมัธยมกั่งเฉิง เธอคือเทพธิดาที่ทุกคนบูชา แต่ที่หอพักมหาวิทยาลัยตงไห่แห่งนี้... ทุกอย่างคือศูนย์
ทันใดนั้น เสียงของเฉินฮั่นเซิงก็ดังขึ้นที่หน้าประตู “เซียวหรงอวี้! ลงมาช่วยยืนยันตัวตนให้หน่อยสิ ไม่งั้นป้าคุมหอไม่ให้ฉันออก”
เซียวหรงอวี้สูดน้ำมูก ลุกขึ้นยืนปรับอารมณ์ เธอไม่อยากให้ "คนใจร้าย" อย่างเฉินฮั่นเซิงเห็นความอ่อนแอในใจ
“อืม”
เธอตอบเสียงเรียบ
เฉินฮั่นเซิงพาเธอเดินมาหยุดที่มุมบันไดชั้นสอง แล้วจ้องมองเธอด้วยสายตาครุ่นคิด
“มีอะไร?”
เซียวหรงอวี้หลบสายตา ไม่อยากสบตาเขา
“ความสัมพันธ์กับรูมเมทในมหาลัยมันซับซ้อนกว่าตอนมัธยมเยอะนะ ต้องระวังคำพูดคำจาให้ดี”
เพิ่งเข้าหอมาหยกๆ ก็มีเรื่องระหองระแหงกับเพื่อนร่วมห้องเสียแล้ว แบบนี้ชีวิตมหาลัยคงลำบากน่าดู แต่จะว่าไป... สาเหตุหลักก็มาจากความกะล่อนของเฉินฮั่นเซิงนั่นแหละ
“เอาเป็นว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้ตลอด”
เฉินฮั่นเซิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงทำให้หัวใจของเซียวหรงอวี้กระตุกวูบ แต่พอนึกถึงภาพที่เขาหัวร่อต่อกระซิกกับผู้หญิงอื่นอย่างออกรสแล้วทิ้งเธอไว้ข้างหลัง ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาอีก
“อืม รีบลงไปได้แล้ว”
เธอหันหลังให้ พลางไล่เขาอย่างเสียไม่ได้
จริงๆแล้วในสถานที่แปลกถิ่น ห่างไกลบ้าน แถมยังมีความน้อยเนื้อต่ำใจสุมอก ลึกๆแล้วเซียวหรงอวี้อยากจะอยู่กับเฉินฮั่นเซิงต่ออีกสักนิด แม้เขาจะดูกวนประสาทแค่ไหนก็ตาม
เฉินฮั่นเซิงมองแผ่นหลังบอบบางของเธอ พลางคิดในใจ ถ้ารวมชาติที่แล้วกับชาตินี้ บิดาแอบรักเซียวหรงอวี้มาตั้งหกปีเต็มๆเชียวนะ
จะว่าไป เซียวหรงอวี้ก็เปรียบเสมือนตัวแทนความทรงจำวัยรุ่นทั้งหมดของเขา
แม้การกลับชาติมาเกิดจะทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไป แต่จะให้ทิ้งขว้างเธอไปเลยก็คงทำไม่ได้ เขาถึงได้ย้อนกลับมาเตือน
“ยังไงเราก็คนบ้านเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว อีกอย่างถ้าคืนนั้นฉันจีบติด ป่านนี้เธอเป็นแฟนฉันไปแล้ว ฉันก็ต้องดูแลเธออยู่ดี”
คำพูดที่ดูจริงใจของเฉินฮั่นเซิงทำเอาเซียวหรงอวี้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“งั้นทำไมนายถึงชอบทำให้ฉันเสียใจนักล่ะ! อยู่กั่งเฉิงมาสามปีฉันร้องไห้ไม่ถึงสองครั้ง แต่นายทำฉันร้องไห้วันเดียวสองรอบแล้วนะ!”
คราวนี้เซียวหรงอวี้ร้องไห้โฮออกมาจริงๆ ราวกับเขื่อนแตก เธอระบายความอัดอั้นตันใจ ความคิดถึงบ้าน และความน้อยใจที่โดนทิ้งออกมาจนหมด แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ใครได้ยิน
คนสวยเวลาร้องไห้ก็ยังดูสวย...
เซียวหรงอวี้สะอึกสะอื้น หยาดน้ำตาเกาะพราวบนขนตายาวงอนราวกับดอกบัวพ้นน้ำที่ต้องน้ำค้าง หยดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียนใสอย่างช้าๆราวกับอาลัยอาวรณ์
“แล้ว... แล้วนายยังแอบเก็บเบอร์ผู้หญิงอื่นไว้อีก!”
ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดประโยคนี้ออกมา
ทั้งที่ความจริงแล้วเฉินฮั่นเซิงไม่ได้เป็นอะไรกับเธอ จะเก็บเบอร์ใครก็เรื่องของเขา แต่เฉินฮั่นเซิงกลับล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาให้ดูเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ “ไม่มีซะหน่อย เมื่อกี้ทิ้งไปแล้ว”
เซียวหรงอวี้ชะโงกหน้าไปดู ในกระเป๋าว่างเปล่าจริงๆ เธอถึงค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
“อยู่หอพักต้องรู้จักใจกว้างเข้าไว้นะ” เฉินฮั่นเซิงย้ำอีกรอบ
เซียวหรงอวี้พยักหน้ารับคำ
“งั้นฉันไปละ เธอขึ้นห้องเถอะ” เฉินฮั่นเซิงบอกลา
เซียวหรงอวี้ชะงัก ถามเสียงอู้อี้ “อ้าว... ไม่ใช่ให้ฉันมาส่งนายออกไปหรอกเหรอ?”
เฉินฮั่นเซิงยิ้มกริ่ม “แค่หาข้ออ้างเรียกเธอออกมานั่นแหละ หอหญิงช่วงนี้คนเข้าออกพลุกพล่านจะตาย เดินเข้าออกสบายอยู่แล้ว”
“เฉินฮั่นเซิง! นายมัน... จอมโกหก!”
เสียงของเธออู้อี้ปนแง่งอน
เฉินฮั่นเซิงยื่นมือจะไปเช็ดน้ำตาให้เธอ เซียวหรงอวี้ทำท่าจะหลบตามสัญชาตญาณ แต่สุดท้ายก็ลังเลและยืนนิ่ง ยอมให้ปลายนิ้วอุ่นๆของเขาสัมผัสแก้มนวลเนียน
จากนั้น ทั้งสองต่างเงียบกันไป... คนหนึ่งเดินขึ้นบันได อีกคนเดินลงบันได
พอเฉินฮั่นเซิงเดินพ้นออกมาจากหอพักหญิง เขาก็ล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ... มันคือกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ที่สวีจื่อซีให้มาเมื่อกี้นั่นแหละ
ไอ้คนเลวนี่... หลอกเซียวหรงอวี้อีกแล้ว!
...
พื้นที่ของสถาบันการเงินและเศรษฐศาสตร์เล็กกว่ามหาวิทยาลัยตงไห่มาก เฉินฮั่นเซิงเดินตามความทรงจำไปที่ศูนย์กิจกรรมนักศึกษาโดยไม่ต้องดูป้ายบอกทางใดๆ ที่นี่เป็นจุดรายงานตัวของเด็กปีหนึ่ง
เขาไปต่อแถวจ่ายเงินค่าเทอมก่อน บรรยากาศที่จุดรับชำระเงินไม่ต่างอะไรกับโรงพยาบาล ที่ซึ่งเราจะได้เห็นสัจธรรมชีวิต พ่อแม่วัยกลางคนที่มีทั้งรอยยิ้มภาคภูมิใจที่ลูกสอบติด และแววตากังวลเมื่อต้องควักเงินก้อนโตจ่ายค่าเล่าเรียน
พอจ่ายเงินเสร็จ เฉินฮั่นเซิงก็ถือใบเสร็จไปลงทะเบียนที่โต๊ะของ ‘คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการสาธารณะ เซค 2’
ที่โต๊ะลงทะเบียนมีคนนั่งอยู่สองคน ชายวัยกลางคนกับหญิงสาวนักศึกษา
“สวัสดีค่ะ นักศึกษาสาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 ใช่ไหมคะ?” หญิงสาวเอ่ยถาม
“ครับ ผมชื่อเฉินฮั่นเซิง” เฉินฮั่นเซิงตอบพร้อมรอยยิ้ม
โบราณว่ายิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เฉินฮั่นเซิงหน้าตาดี หุ่นสูงโปร่ง แม้ผิวจะคล้ำแดดไปหน่อยแต่ก็ดูแข็งแรงสดใส ใครเห็นก็เอ็นดู
“ฉันชื่อ ‘หูหลินอวี่’ เป็นเฟรชชี่ปีนี้เหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนร่วมชั้น!”
หญิงสาวแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง
เฉินฮั่นเซิงรู้จักเธอดี ถ้าเหตุการณ์ดำเนินไปตามครรลองเดิม หูหลินอวี่จะเป็นหัวหน้าห้องตลอดสี่ปี แล้วก็สอบเป็นข้าราชการบรรจุใหม่ได้
หน้าตาของหูหลินอวี่ถือว่าธรรมดามาก กลมกลืนไปกับฝูงชน แต่เธอเป็นคนกระตือรือร้น ทำงานเก่ง พูดจาฉะฉาน คล่องแคล่วว่องไว
“ส่วนนี่อาจารย์ ‘กัวจงอวิ๋น’ ที่ปรึกษาของเรา”
หูหลินอวี่ผายมือไปทางชายวัยกลางคนข้างๆ
‘เหล่ากัว... คนกันเองทั้งนั้น’
เฉินฮั่นเซิงทักทายในใจ
กัวจงอวิ๋นสวมแว่นกรอบทอง เขากำลังสังเกตพฤติกรรมเด็กใหม่แต่ละคนอยู่เงียบๆ เขายิ้มทักทายเฉินฮั่นเซิง แล้วยื่นแบบฟอร์มให้ “กรอกประวัติหน่อยนะ เดี๋ยวอาจารย์จัดการเรื่องหอพักให้”
ระหว่างที่เฉินฮั่นเซิงกำลังกรอกเอกสาร หูหลินอวี่ก็ถามด้วยความแปลกใจ “พ่อแม่ไม่ได้มาด้วยเหรอ?”
“ไม่ล่ะ ฉันมาคนเดียว”
“โห! เก่งจัง ในห้องเรามีแค่นายกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนเองนะที่มาคนเดียว น่าชื่นชมจริงๆ” หูหลินอวี่ชมจากใจจริง
แต่คำชมของเธอดันไปกระทบกระเทือนจิตใจผู้ปกครองคนอื่นๆที่ยืนอยู่แถวนั้นเข้าอย่างจัง พ่อแม่เหล่านั้นทำหน้าเจื่อนๆพลางเหลือบมองเฉินฮั่นเซิงกับหูหลินอวี่ด้วยสายตาบอกบุญไม่รับ
หูหลินอวี่ไม่รู้ตัวเลยว่าปากพาซวย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
“ไม่หรอก”
เฉินฮั่นเซิงแก้สถานการณ์อย่างแนบเนียน “จริงๆแล้วฉันก็จำใจต้องมาเองแหละ พ่อแม่ซื้อตั๋วเตรียมมาส่งแล้ว แต่ที่บ้านดันมีธุระด่วนกะทันหัน เลยมาไม่ได้”
หูหลินอวี่ทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าเฉินฮั่นเซิงจะถ่อมตัวทำไม แต่สีหน้าของเพื่อนนักศึกษาและผู้ปกครองรอบข้างดูผ่อนคลายขึ้นทันตาเห็น
อาจารย์กัวจงอวิ๋นเหลือบมองเฉินฮั่นเซิงแวบหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินฮั่นเซิงก็ได้ชื่อว่าเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเต็มตัว เขาบอกลาหูหลินอวี่แล้วเดินจากไป
ในอดีต หูหลินอวี่มีต้นทุนที่ดีมาก เริ่มต้นจากข้าราชการดาวรุ่ง แต่ด้วยนิสัยแข็งกระด้างและตรงไปตรงมาเกินไป ทำให้เธอต้องเจอมรสุมในระบบราชการจนสุดท้ายถึงขั้นลาออกเอง
โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนคนขยัน... คนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักแต่ผลตอบแทนที่ได้กลับไม่คุ้มค่าเหนื่อยมีถมไป
จริงๆแล้ว... ขอเพียงแค่พวกเขายอมเงยหน้าขึ้นมามองรอบข้างบ้าง รู้จักสังเกต รู้จักคิด เปิดใจให้กว้าง และเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม บางที... ชีวิตอาจจะรุ่งโรจน์กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้
*****