เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

บทที่ 5 ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

บทที่ 5: ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น


ถนนยังคงเป็นเส้นเดิม ตึกยังคงเป็นตึกเดิม แม้แต่เสาไฟข้างทางที่เสียอยู่ก็ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมเหมือนเดิมเป๊ะ เฉินฮั่นเซิงยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง เขายกมือขึ้นหมายจะเคาะประตูเบาๆ แต่กลับกลายเป็นเสียงดัง “ปึง ปึง” หนักแน่น พร้อมกับตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว”

แอ๊ดดด

ประตูไม้ชั้นในเปิดออกก่อน หญิงวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปรากฏตัวขึ้นในสายตาของเฉินฮั่นเซิง เธอบ่นกระปอดกระแปดทันทีที่เปิดประตูรับ “จะเอะอะโวยวายอะไรนักหนา ได้ยินกันทั้งตึกแล้ว โตป่านนี้แล้วยังจะลืมพกกุญแจบ้านอีก”

“รสชาติที่คุ้นเคย ส่วนผสมที่ลงตัวจริงๆ” เฉินฮั่นเซิงนึกขำในใจ

สภาพแวดล้อมมักมีความทรงจำฝังอยู่ ว่ากันว่าในคืนฝนฟ้าคะนอง เจ้าหน้าที่เวรยามในพระราชวังต้องห้ามมักจะเห็นภาพนางกำนัลเดินผ่านกำแพงสีแดงชาด เล่าลือกันว่าเป็นเพราะสนามแม่เหล็กจากฟ้าผ่าบันทึกภาพเหตุการณ์ในอดีตลงบนผนัง

เฉินฮั่นเซิงที่ตอนแรกยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง พอได้ยินเสียงบ่นของ 'เหลียงเหม่ยจวน' ผู้เป็นแม่ เขาก็ถูกดึงกลับเข้าสู่โหมดความทรงจำเมื่อ 17 ปีก่อนได้ในทันที รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแทบไม่ต่างไปจากเดิมเลย

เขาเดินเข้าบ้านภายใต้สายตาจับผิดของแม่ เฉินฮั่นเซิงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร กลับรู้สึกว่าในห้องนั่งเล่นอบอ้าวเกินไปเสียอีก เขาค้นโซฟาหารีโมตแอร์ “ร้อนจะตายอยู่แล้ว ทำไมไม่เปิดแอร์เนี่ย แล้วพ่อล่ะ?”

เหลียงเหม่ยจวนอุ้มแตงโมแช่เย็นออกมาจากตู้เย็นพลางบ่นต่อ “กลับมาถึงก็เรียกหาแต่แอร์ พ่อแกยังไม่เลิกงานย่ะ”

พอเห็นแตงโมเย็นเจี๊ยบ เฉินฮั่นเซิงก็ฉีกยิ้มกว้าง “แม่นี่รู้ใจผมที่สุดเลย”

“มีดีแค่ปากนั่นแหละ”

เหลียงเหม่ยจวนมองลูกชายที่ดูแข็งแรงมีชีวิตชีวาด้วยความพึงพอใจลึกๆ แต่ยังคงวางมาดเข้มถามต่อ “ไหนล่ะใบตอบรับ?”

เฉินฮั่นเซิงโยนซองจดหมายลงบนโต๊ะกินข้าวอย่างไม่แยแส “อยู่นั่นไง”

“ไอ้เด็กบ้า!”

เหลียงเหม่ยจวนรีบคว้าซองมาดู พอเห็นว่าไม่มีน้ำแตงโมกระเด็นใส่ เธอถึงค่อยใช้ตะหลิวเคาะหัวลูกชายเบาๆหนึ่งที “ไอ้ลูกเวร ยังอยากจะเรียนมหาลัยไหมฮะ”

เหลียงเหม่ยจวนค่อยๆบรรจงหยิบใบตอบรับออกมาดูอย่างทะนุถนอม สายตาจับจ้องไปที่ข้อความบนหน้าปกสีแดงสด “ขอแจ้งให้ทราบว่า นายเฉินฮั่นเซิง ได้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชา ‘การจัดการสาธารณะ’ โปรดนำหนังสือฉบับนี้มารายงานตัวในวันที่ 1 กันยายน 2002” เพียงเท่านี้เธอก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ

แม้ว่าปี 1999 มหาวิทยาลัยในจีนจะเริ่มขยายจำนวนรับนักศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนั้นผลกระทบยังไม่ชัดเจนนัก สถานะและชื่อชั้นของ ‘เด็กมหาลัย’ ยังคงมีความขลังและได้รับการยกย่องอยู่มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลานๆฝั่งบ้านเดิมของเหลียงเหม่ยจวนไม่มีใครสอบติดมหาวิทยาลัยเลยสักคน แม้ลูกชายคนนี้จะดื้อรั้นไปบ้าง แต่เรื่องเรียนก็นับว่ากู้หน้าให้แม่ได้ไม่น้อย

ถึงจะเป็นแค่มหาลัยระดับสองก็เถอะ แต่อนาคตก็ยังสอบต่อปริญญาโทได้นี่นา

ขณะที่เหลียงเหม่ยจวนกำลังวาดฝันอยู่นั้น เฉินฮั่นเซิงก็จัดการฟาดแตงโมไปครึ่งลูกอย่างรวดเร็ว เขาตบพุงดังปุๆ แล้วเดินดุ่มๆเข้าห้องน้ำไป เหลียงเหม่ยจวนเพิ่งนึกขึ้นได้จึงตะโกนไล่หลัง

“รอเครื่องทำน้ำอุ่นทำงานสักสิบนาทีก่อน เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”

สมัยนั้นที่บ้านยังใช้เครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องรอน้ำร้อนสักพัก แต่เฉินฮั่นเซิงไม่สน คว้าเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำไปหน้าตาเฉย “ร้อนตับแลบขนาดนี้ อาบน้ำเย็นสิดี สะใจกว่าเยอะ”

“ไอ้ลูกดื้อ!”

เหลียงเหม่ยจวนห้ามไม่ฟังก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เธอหันกลับมามองใบตอบรับเข้าเรียนในมืออีกครั้ง ความรู้สึกโล่งอกพลันก่อตัวขึ้นในใจ

การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจนส่งถึงฝั่งมหาวิทยาลัยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองหรือจิตใจ ล้วนต้องทุ่มเทอย่างมหาศาล

“อีกแค่สี่ปี ฉันกับตาแก่เฉินก็จะสบายแล้ว ต่อไปก็แค่ช่วยเลี้ยงหลาน ชีวิตนี้ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้แล้วล่ะ”

นี่คือความสุขเล็กๆที่คนเป็นแม่ชาวกั่งเฉิงอย่างเหลียงเหม่ยจวนวาดหวังไว้

...

เฉินฮั่นเซิงอาบน้ำเย็นจนสดชื่นสะใจ ยืนจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก... หนุ่มแน่น สุขภาพดี เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต หากปิดตาก็คือเด็กหนุ่มวัย 18 ปีชัดๆ

แต่เมื่อลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้นกลับฉายความลึกล้ำเกินวัย

เฉินฮั่นเซิงจิ้มนิ้วลงบนกระจกอย่างแรงพลางประกาศก้อง “ในเมื่อส่งบิดากลับมาแล้ว บิดาก็ต้องสร้างตำนานให้โลกจดจำสิวะ ถึงใช้ชีวิตแบบเดิมก็ไม่ลำบากเรื่องเงินอยู่แล้ว แต่แบบนั้นมันจะไปสนุกอะไร!”

ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงประตูรั้วเหล็กและเสียงพูดคุยดังมาจากห้องนั่งเล่น เฉินฮั่นเซิงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ สวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น เดินอาดๆออกไปทักทาย

“พ่อกลับมาแล้วเหรอ!”

ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งดูดีสมวัยยืนอยู่กลางห้อง เฉินฮั่นเซิงมีเค้าโครงหน้าคล้ายพ่อถึงหกส่วน

นี่คือ ‘เฉินจ้าวจวิน’ พ่อบังเกิดเกล้าของเฉินฮั่นเซิง แต่ทว่านิสัยของพ่อลูกคู่นี้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

เฉินจ้าวจวินเป็นคนพูดน้อย จนเหลียงเหม่ยจวนมักค่อนขอดว่า “ครึ่งวันยังไม่ผายลมสักแอะ” ผิดกับลูกชายที่หัวไวและไม่ค่อยจะสนกฎเกณฑ์อะไรนัก

ดังนั้นแม้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะทักทาย เฉินจ้าวจวินก็ทำเพียงส่งเสียง “อืม” รับรู้ในลำคอ แต่พอสังเกตเห็นว่าหลังของลูกชายยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ เขาจึงเดินไปปรับอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้นเงียบๆ

เฉินฮั่นเซิงยังไม่ทันได้คุยอะไรกับพ่อ เหลียงเหม่ยจวนก็เดินถือตะกร้าผ้าที่ใส่กางเกงใช้แล้วของลูกชายออกมา พร้อมกับหยิบซองบุหรี่ในนั้นกระแทกลงบนโต๊ะดัง ปัง!

“เก่งนี่เฉินฮั่นเซิง แอบหัดสูบบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

มันคือบุหรี่หงจินหลิงที่ยึดมาจากอาจารย์สวีนั่นเอง เมื่อกี้เขาลืมซ่อน แม่เลยค้นเจอเข้าจังๆ

เฉินฮั่นเซิงตีหน้าตาย “อาจารย์สวียัดใส่มือผมเองแหละ แกบอกว่าผมสอบได้คะแนนไม่ดี เลยให้บุหรี่มาปลอบใจ”

“ตอแหล!”

เหลียงเหม่ยจวนสวนทันควัน “มีครูที่ไหนเขาแจกบุหรี่ให้นักเรียนกัน! เฉินจ้าวจวิน คุณจะไม่ดูแลลูกหน่อยหรือไง!”

เฉินจ้าวจวินไม่อยากจะยุ่งกับสงครามระหว่างแม่ลูกคู่นี้ เขาทำท่าจะย่องเข้าห้องนอน แต่เหลียงเหม่ยจวนไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ

พ่อเฉินมองลูกชายที่ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวสลับกับภรรยาที่กำลังโกรธจัด สุดท้ายเขาก็เลือกข้างภรรยาตามระเบียบ

“ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะสูบบุหรี่ ถึงจะบอกว่าเอาไว้เข้าสังคมก็เถอะ อย่างน้อยก็รอให้เข้ามหาลัยจริงๆก่อน ซองนี้พ่อขอยึดไว้ก่อนแล้วกัน”

พูดจบเฉินจ้าวจวินก็หยิบบุหรี่ใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองหน้าตาเฉย เฉินฮั่นเซิงคิดในใจว่า ‘วนไปวนมาสุดท้ายก็เสร็จเหล่าเฉินจนได้’ แต่เอาเถอะ เพิ่งข้ามเวลามา ไม่มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้พ่อก็กระไรอยู่

ช่างมัน ถือซะว่าบุหรี่ซองนี้เป็นของขวัญวันพบหน้าก็แล้วกัน!

เฉินฮั่นเซิงคิดอย่างใจกว้าง จากนั้นครอบครัวก็เริ่มลงมือทานข้าว เหลียงเหม่ยจวนพูดคุยกับสามีระหว่างมื้ออาหาร “คุณอย่าลืมลางานล่ะ ถึงเวลาเราจะได้ไปส่งลูกกัน”

เฉินจ้าวจวินพยักหน้า แต่เฉินฮั่นเซิงกลับส่ายหัว

“ผมไปรายงานตัวเองได้ พ่อกับแม่ทำธุระของตัวเองไปเถอะ”

เหลียงเหม่ยจวนตาโต “เดินทางตั้งหลายร้อยโลนะ แถมต้องพกเงินค่าเทอมอีกตั้งหลายพัน”

“ผมพกไปเองได้” เฉินฮั่นเซิงยืนยัน

ในชีวิตก่อนเขาก็ไม่ยอมให้พ่อแม่ไปส่ง ครั้งนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ยุคปี 2002 การจ่ายค่าเทอมยังต้องใช้เงินสดเป็นปึกๆ ตอนนั้นที่เขาต้องพกเงินสดขึ้นรถทัวร์ไปเอง ยอมรับเลยว่าตื่นเต้นจนฉี่แทบราด

“อีกอย่าง...”

เฉินฮั่นเซิงเว้นจังหวะเล็กน้อย “ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านเราฐานะไม่เข้าเกณฑ์การกู้ยืม แล้วผมก็ไม่อยากปลอมเอกสารโกงรัฐบาลล่ะก็ ผมกะจะกู้เรียนเองด้วยซ้ำ”

“เพ้อเจ้อ!”

เหลียงเหม่ยจวนวางตะเกียบลงเสียงดัง “บ้านเราถึงจะไม่รวย แต่ก็มีปัญญาเลี้ยงแกจนจบมหาลัยได้ ไม่ต้องมาหาเรื่องทำตัวแปลกแยก ตั้งใจเรียนไปเถอะ”

แม่รู้จักนิสัยลูกชายดีว่าชอบมีความคิดพิเรนทร์ๆและควบคุมยาก

เฉินฮั่นเซิงไม่ฟังเสียงคัดค้าน “เอาเป็นว่าผมตัดสินใจแล้ว นอกจากเทอมแรก เทอมอื่นๆผมจะไม่ขอค่าเทอมกับค่ากินอยู่จากที่บ้านอีก ผมจะหาเงินเอง!”

“แกกล้า!”

เหลียงเหม่ยจวนคิ้วขมวดเป็นปม

“ทำไมจะไม่กล้า!”

เฉินฮั่นเซิงเถียงคอเป็นเอ็น

“เฉินจ้าวจวิน คุณอยู่ข้างใคร!”

เข้าสูตรเดิมเป๊ะ พอแม่ลูกตกลงกันไม่ได้ พ่อเฉินก็ต้องรับบทกรรมการตัดสิน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านนี้ไปจนโต

เฉินจ้าวจวินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบๆ “ฮั่นเซิงเป็นเด็กผู้ชาย มีความคิดอยากจะออกไปสู้ชีวิตบ้างก็เป็นเรื่องสมควร แต่เรื่องเรียนห้ามทิ้งเด็ดขาด”

พอเห็นสามีเข้าข้างลูก เหลียงเหม่ยจวนก็เริ่มงอแง “ตอนเด็กๆมันก็ว่าง่ายดีหรอก แต่พอโตมาคุณก็คอยกรอกหูว่าลูกผู้ชายต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง ต้องอดทน ต้องมีความรับผิดชอบ สนับสนุนให้ทำอะไรแผลงๆตลอด สอนไปสอนมาจนตอนนี้มันไม่ฟังแม่แล้วเห็นไหม”

แต่ด้วยผลโหวตสองต่อหนึ่ง ในที่สุดญัตติ “ไปรายงานตัวคนเดียว” และ “หาเงินเรียนเอง” ของเฉินฮั่นเซิงก็ผ่านมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการ เล่นเอาเหลียงเหม่ยจวนหน้างอไปจนถึงตอนเข้านอน

เฉินจ้าวจวินปลอบใจภรรยา “ฮั่นเซิงอาจจะไม่ได้เรียนเก่งที่สุด แต่คุณลองสังเกตดีๆสิ ทักษะการปฏิบัติและไหวพริบในการเข้าสังคมของลูกเหนือกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมากโข จุดนี้แหละที่พอออกไปสู่โลกกว้างแล้วจะเห็นผลชัดเจน”

ในชาติก่อนที่เฉินฮั่นเซิงเรียนจบปุ๊บก็เริ่มทำธุรกิจปั๊บ ล้มลุกคลุกคลานเจ๊งแล้วเจ๊งอีก จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ความอึดและความสามารถในการเข้าสังคมส่วนหนึ่งก็มาจากการปลูกฝังของพ่อนี่แหละ

“ไอ้ลูกหมาเอ๊ย... เผลอแป๊บเดียวเริ่มรู้จักโตซะแล้ว”

เหลียงเหม่ยจวนพึมพำกับตัวเอง

พ่อเฉินหัวเราะในลำคอ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ”

*****

จบบทที่ บทที่ 5 ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

คัดลอกลิงก์แล้ว