เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เทพธิดาปลาตะเพียน

บทที่ 4 เทพธิดาปลาตะเพียน

บทที่ 4: เทพธิดาปลาตะเพียน


กั่งเฉิงเป็นเมืองเล็กๆที่มีจังหวะชีวิตเรียบง่ายและเชื่องช้า ผู้คนที่เลิกงานต่างพากันปั่นจักรยานกลับบ้านเป็นกลุ่มๆ เฉินฮั่นเซิงและหวังจื่อปั๋วเดินทอดน่องท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง แสงสีทองยามเย็นสาดส่องทอดเงาของทั้งคู่ให้ยืดยาวไปตามท้องถนน

ตลอดทางเฉินฮั่นเซิงกวาดสายตามองทิวทัศน์รอบกายด้วยความสนใจใคร่รู้ อาคารบางแห่งในอีกสิบกว่าปีข้างหน้าจะสูญหายไป การได้กลับมาเห็นภาพเหล่านี้อีกครั้งจึงให้ความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยและไม่จริงแท้ในเวลาเดียวกัน

ขณะกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ เสียงกระดิ่งจักรยานที่ใสกังวานก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เฉินฮั่นเซิงหันกลับไปมอง พลางบ่นอุบในใจ ‘วันแรกของการย้อนเวลาแท้ๆ ทำไมถึงหนีพวกนี้ไม่พ้นสักที’

ด้วยความที่เฉินฮั่นเซิงกับหวังจื่อปั๋วเดินเท้า จึงถูกกลุ่มจักรยานของเซียวหรงอวี้ตามทันอย่างรวดเร็ว

หวังจื่อปั๋วรีบโบกมือทักทายตามมารยาท ส่วนเฉินฮั่นเซิงที่ขี้เกียจจะยุ่งด้วยทำเป็นเมินหน้าหนี แต่ทว่า... เซียวหรงอวี้กลับเป็นฝ่ายเรียกเขาไว้

“เฉินฮั่นเซิง หวังจื่อปั๋ว สมุดเฟรนด์ชิปของฉันเหลือแค่พวกนายสองคนนี่แหละที่ยังไม่ได้เขียน”

เซียวหรงอวี้จอดจักรยานแล้วหยิบสมุดบันทึกปกแข็งลวดลายสวยงามออกมาจากกระเป๋า “ช่วยเขียนอะไรหน่อยสิ ถือเป็นที่ระลึก”

ตอนแรกเฉินฮั่นเซิงกะจะปฏิเสธ แต่พอเห็นใบหน้าสวยหวานของเซียวหรงอวี้ จิตวิญญาณเพลย์บอยในตัวก็สั่งการให้เขาพินิจพิเคราะห์ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามนั้นอย่างละเอียด

เวลายิ้ม ลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้างของเซียวหรงอวี้จะปรากฏขึ้นจางๆ ชวนให้คนมองเคลิบเคลิ้มหลงใหล ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้ตำแหน่งดาวโรงเรียน

“เฉินฮั่นเซิง! ให้เขียนอำลา ไม่ใช่ให้มาจ้องหน้ากันแบบนี้!”

เกาเจียเหลียงที่ตอนแรกไม่ได้สนใจ พอหันมาเห็นเฉินฮั่นเซิงใช้สายตากวาดมองเซียวหรงอวี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย ก็ถึงกับของขึ้น

เกาเจียเหลียงโกรธจนแทบจะพ่นไฟ แม้แต่หวังจื่อปั๋วเองก็ยังงง ปกติเฉินฮั่นเซิงจะเป็นคนห่ามๆก็จริง แต่กับเซียวหรงอวี้เขามักจะให้เกียรติเสมอ ไม่เคยใช้สายตาโลมเลียแบบนี้มาก่อน

เซียวหรงอวี้เองก็ไม่ใช่สาวน้อยอ่อนต่อโลกที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ พอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของเฉินฮั่นเซิง เธอก็ทำหน้าดุ ชูกำปั้นเล็กๆ ขู่ฟ่อ “ถ้ามองมั่วซั่วอีก ฉันจะควักลูกตานายออกมา แล้วจะฟ้องน้าเหลียงเดี๋ยวนี้เลย”

เด็กสาววัยแรกรุ่นที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย รูปร่างหน้าตากำลังเปล่งปลั่งได้ที่ เฉินฮั่นเซิงยิ้มตาหยีพลางรับสมุดเฟรนด์ชิปมาเปิดดู ข้อความข้างในช่างเชยสะบัดแต่ก็น่าคิดถึงจริงๆ

มีทั้งแบบเด็กผู้หญิงใสๆ:

‘ไม่ว่าอนาคตจะยาวไกลแค่ไหน ขอให้เธอจดจำช่วงเวลาดีๆของพวกเราไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชาติภพ ฉันก็ยังเป็นเพื่อนเธอเสมอ’

แบบสายอาร์ต:

‘มิตรภาพไม่จางหายแม้กายห่าง วาสนาไม่ขาดสะบั้นแม้เรียนจบ คำอวยพรไม่ลืมเลือนแม้สุดขอบฟ้า’

แบบสั้นง่ายได้ใจความ:

‘ขอให้เซียวหรงอวี้มีความสุขมากๆในรั้วมหาลัยนะ’

หรือแม้แต่แบบกลอนพาไป:

“ภูเขาเขียว น้ำใส วัยสดชื่น

วันและคืน ผันผ่าน นานหนักหนา

ไม่มีของ ขวัญใด มอบให้มา

ฝากวาจา อวยพร ไว้แทนใจ”

ที่เด็ดสุดคือ เฉินฮั่นเซิงดันไปเจอกลอนรักเลี่ยนๆของเกาเจียเหลียงเข้า:

‘ขอเพียงเราเป็นดั่งนกขาวคู่หนึ่งบนยอดคลื่น แม้ดาวตกยังไม่ทันลับฟ้า เราก็เบื่อหน่ายความระยิบระยับนั้นเสียแล้ว แสงสลัวของดาวสีน้ำเงินที่แขวนต่ำในยามรุ่งสาง ปลุกความเศร้าโศกนิรันดร์ในใจเราสองให้ตื่นขึ้น — เกาเจียเหลียง (ประพันธ์)’

ไอ้หน้าด้านเกาเจียเหลียง! ลอกกลอน “The White Birds” ของ วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ (W.B. Yeats) มาทั้งดุ้น แล้วยังมีหน้ามาเคลมว่าเป็นคนแต่งเองอีก!

เซียวหรงอวี้เห็นเฉินฮั่นเซิงพลิกดูหน้าอื่นไปทั่ว แก้มใสๆก็เริ่มแดงระเรื่อ เธอแกล้งทำเสียงเข้มใส่ “ห้ามแอบดูของคนอื่นนะ! หาที่ว่างๆแล้วรีบเขียนได้แล้ว!”

เฉินฮั่นเซิงยัดสมุดใส่มือหวังจื่อปั๋วหน้าตาเฉย “อ่ะ แกเขียนก่อนเลย”

หวังจื่อปั๋วกำลังยืนนึกคำคมเท่ๆอยู่ พอโดนยัดเยียดปากกาใส่มือแบบไม่ทันตั้งตัว เขาก็ลนลานบ่นอุบอิบ “เฮ้ย! ฉันยังนึกไม่ออกเลยนะเว้ย”

ด้วยความรีบร้อน หวังจื่อปั๋วเลยต้องเขียนแบบเพลย์เซฟไปก่อน: ‘ขอให้เซียวหรงอวี้สวยวันสวยคืน มีความสุขตลอดไป’

คราวนี้ถึงตาเฉินฮั่นเซิงบ้าง ทีแรกเขากะจะเขียนประโยคยอดฮิตอย่าง ‘ขอให้เธอแม้ผ่านโลกมาครึ่งชีวิต แต่ยังคงมีหัวใจดั่งดรุณีแรกแย้ม’

แต่คิดไปคิดมา มันดู 'ติสต์' ไปหน่อย แถมไม่ค่อยกวนบาทาเท่าไหร่ สุดท้ายเขาจึงจรดปากกาเขียนด้วยลายมือบรรจงว่า:

“เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบึงน้ำกว้าง ปลาไหลหน้าตาน่าเกลียดแต่ปากหวาน คางคกซุ่มซ่ามแต่ตลก หอยขมซึมเศร้าแต่อ่อนโยน และปลาตะเพียนน้อยคือเทพธิดาของพวกมันทั้งหมด”

เกาเจียเหลียงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พอเห็นเฉินฮั่นเซิงเริ่มลงมือเขียน ด้วยสัญชาตญาณระแวงภัยจึงรีบเดินเข้ามาดู พอเห็นข้อความเกี่ยวกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำพวกนั้น เขาก็แค่นหัวเราะเยาะ

“เรียงความเด็กประถมชัดๆ”

ทันใดนั้น เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งก็ส่ายหน้าแย้งขึ้นมา “ไม่นะ... ดูเผินๆ เหมือนไร้สาระ แต่พอลองอ่านทวนดูดีๆ มันมีความหมายลึกซึ้งนะ ‘ปลาตะเพียนน้อย’ ก็หมายถึงหรงอวี้ที่เป็นนางฟ้าของพวกเราไง”

(TL: 鱼(อวี้) ในชื่อเซียวหรงอวี้ แปลว่า ปลา)

ถึงเกาเจียเหลียงจะนิสัยแย่ แต่เขาก็เป็นเด็กหัวกะทิของโรงเรียน อ่านปราดเดียวก็รู้ว่าข้อความนี้มัน 'คมคาย' แค่ไหน แต่ด้วยทิฐิ เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่ยอมรับแล้วเร่งเร้า “จะมืดแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะ”

เซียวหรงอวี้เองก็สัมผัสได้ถึงความไร้เดียงสาและความขี้เล่นที่แฝงอยู่ในข้อความนั้น รวมถึงการเปรียบเปรยที่แนบเนียน แต่เธอก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก เพราะปกติเฉินฮั่นเซิงเป็นคนหัวไวและตลกอยู่แล้ว

อาจารย์สวีเคยพูดถึงเขาว่า “ถ้าหมอนี่ตั้งใจเรียน ป่านนี้สอบติดมหาลัยชั้นนำไปนานแล้ว”

“เขียนได้ไม่เลวนี่ เรื่องสูบบุหรี่ฉันจะยังไม่ฟ้องน้าเหลียงแล้วกัน แต่ห้ามทำอีกนะ”

เซียวหรงอวี้พูดเสียงใส ชีวิตที่เติบโตมาอย่างราบรื่นทำให้คำพูดคำจาของเธอติดจะเอาแต่ใจและหยิ่งนิดๆโดยธรรมชาติ

พอกลุ่มนักเรียนปั่นจักรยานจากไปจนลับสายตา หวังจื่อปั๋วผู้สงบเสงี่ยมเจียมตัวมาตลอดก็หันมาแยกเขี้ยวใส่เพื่อน “ไอ้เชี่ยเฉิน! ฉันยังไม่ทันเตรียมตัว แกก็บังคับให้ฉันเขียนก่อนเฉยเลย”

เฉินฮั่นเซิงไม่แก้ตัว แต่ย้อนถามกลับไปนิ่งๆ “เขียนดีไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร นายจะจีบเซียวหรงอวี้รึไง?”

“จะบ้าเหรอ!”

หวังจื่อปั๋วสะดุ้งโหยง “ฉันก็แค่กล้าปากดีลับหลังเท่านั้นแหละ อยู่ต่อหน้าเธอฉันยังไม่กล้าเงยหน้ามองด้วยซ้ำ”

ไอ้หมอนี่มันรู้ตัวดีและกล้ายอมรับความจริง เฉินฮั่นเซิงหัวเราะร่าพลางกอดคอเพื่อนรัก เหมือนภาพจำเมื่อ 17 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

“งั้นก็เลิกบ่นได้แล้ว วันหลังไปจัตุรัสซวงเฉียวกัน เดี๋ยวป๋าเลี้ยงแมคโดนัลด์ที่เพิ่งเปิดใหม่เอง”

“ทำไมไม่ไปคืนนี้เลยล่ะ?”

หวังจื่อปั๋วถามด้วยความตื่นเต้น เพราะแมคโดนัลด์ถือเป็นของแปลกใหม่ไฮโซมากในเมืองกั่งเฉิงยุคนี้

“คืนนี้ไม่ได้”

เฉินฮั่นเซิงปฏิเสธทันควัน “ต้องกลับไปกินข้าวกับพ่อแม่”

หวังจื่อปั๋วชะงัก “ปกติแกขี้รำคาญที่บ้านจะตายนี่หว่า?”

“แกไม่เข้าใจหรอก”

เฉินฮั่นเซิงไม่ขยายความต่อ เขาโบกมือลาเพื่อน “กลับละ”

มองดูแผ่นหลังของเพื่อนรักใต้แสงไฟสลัวริมทาง หวังจื่อปั๋วรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ ราวกับว่าเพื่อนคนนี้มีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่...

*****

จบบทที่ บทที่ 4 เทพธิดาปลาตะเพียน

คัดลอกลิงก์แล้ว