- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 3 ที่แท้ก็เพื่อนบ้านกันนี่เอง
บทที่ 3 ที่แท้ก็เพื่อนบ้านกันนี่เอง
บทที่ 3: ที่แท้ก็เพื่อนบ้านกันนี่เอง
เมื่อย่างเท้าเข้าสู่รั้วโรงเรียนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา สถาปัตยกรรมต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์เริ่มกระตุ้นเตือนให้ความทรงจำของเฉินฮั่นเซิงค่อยๆฟื้นคืนกลับมาทีละน้อย
ระหว่างทางเขาได้พบเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคน บางครั้งเฉินฮั่นเซิงก็นึกอยากจะทักทาย แต่พออ้าปากจะเอ่ย กลับนึกชื่อไม่ออกเสียดื้อๆ
แต่สำหรับเซียวหรงอวี้และไอ้หนุ่มขี้เก๊กคนเมื่อกี้ เฉินฮั่นเซิงจำได้แม่นแล้วว่าพวกเขาเป็นใคร
เซียวหรงอวี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักเรียนหญิงที่สวยที่สุดในรอบหลายสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมกั่งเฉิงหมายเลข 1 ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อคืน เฉินฮั่นเซิงอาศัยความเมาเป็นข้ออ้างสารภาพรักกับเธอ และแน่นอน... ผลลัพธ์คือการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ข้ออ้างของเซียวหรงอวี้แทบไม่เคยเปลี่ยน สมัยมัธยมต้นเธอบอกว่า "ตอนนี้ยังไม่อยากมีแฟน" พอขึ้นมัธยมปลายก็เปลี่ยนเป็น "ขอโฟกัสกับการเรียนก่อน" พอจบ ม.6 หมาดๆ เธอก็อัปเกรดข้ออ้างเป็น "จะยังไม่มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ"
เมืองกั่งเฉิงเป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนมักมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม่ของเฉินฮั่นเซิงรู้จักกับแม่ของเซียวหรงอวี้ แต่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงทำงานในสำนักงานตำรวจและกรมไฟฟ้า ฐานะทางบ้านจึงถือว่าดีกว่าเล็กน้อย
แน่นอนว่าเฉินฮั่นเซิงเองก็ไม่ใช่พวกไก่อ่อนที่ไหน แม้เขาจะไม่ค่อยตั้งใจเรียนแต่ผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แถมยังรูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกไม่น่าเบื่อ เคยมีวีรกรรมชกต่อยกับพวกนักเลงข้างนอกโรงเรียนมาแล้วด้วย ฐานะทางบ้านอาจจะไม่ถึงกับรวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่ขัดสน พ่อแม่รับราชการทั้งคู่ ทำให้เขาเติบโตมาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียน
คนที่มีชีวิตสุขสบายแบบนี้ ตามหลักแล้วไม่น่าจะมีเหตุผลให้ต้องย้อนเวลามาเกิดใหม่เลยสักนิด หรือสวรรค์จงใจส่งเขามาเพื่อลงโทษฐานเมาแล้วขับกัน?
แต่ก็นั่นแหละ มีคำกล่าวที่ว่า "ช่วงอายุ 8 ถึง 18 ปี เป็นเวลาแค่สิบปี แต่ช่วงอายุ 18 ถึง 28 ปี มันคือชั่วชีวิต"
ถึงแม้จะปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามครรลองเดิม เฉินฮั่นเซิงก็สามารถกลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้านได้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อได้โอกาสกลับมาทั้งที ถ้าลองพยายามดูสักตั้ง คงได้เพิ่มเลขศูนย์ต่อท้ายในบัญชีทรัพย์สินอีกสองสามตัว หรือเผลอๆอาจจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไปเลยก็เป็นไปได้
ส่วนไอ้หนุ่มที่พยายามจะเหยียบหัวเฉินฮั่นเซิงโชว์พาวต่อหน้าสาวเมื่อครู่นี้ ชื่อว่า 'เกาเจียเหลียง' พ่อของหมอนี่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองกั่งเฉิง แต่การทำธุรกิจก็ลุ่มๆดอนๆ วันนี้รวยพรุ่งนี้เจ๊งเป็นเรื่องปกติ
ในชาติที่แล้ว อีกสิบกว่าปีให้หลังเวลามีงานเลี้ยงรุ่น ตอนที่เกาเจียเหลียงมาขอชนแก้วกับเฉินฮั่นเซิง มันต้องน้อมตัวถือแก้วต่ำกว่าถึงสามนิ้วด้วยความนอบน้อม
...
“อาจารย์สวีครับ ใบตอบรับของผมล่ะ?”
เฉินฮั่นเซิงเดินดุ่มๆเข้าไปในห้องพักครู แล้วตะโกนถามครูผู้ชายที่มีทรงผมแบบ 'ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน' (TL:หัวล้านตรงกลาง)
'อาจารย์สวี' หรือ 'สวีเหวิน' เป็นครูประจำชั้นของเฉินฮั่นเซิง ปกติทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยามคุยเล่นสนุกสนานก็แทบจะนับพี่นับน้องกันได้ สมัยที่เฉินฮั่นเซิงเริ่มทำงานใหม่ๆ พอกลับบ้านเกิดทีไรก็มักจะหาเวลาแวะมาเยี่ยมเยียนแกเสมอ แต่พองานรัดตัว นานวันเข้าก็ค่อยๆ หลงลืมไป
ต่อมาอาจารย์สวีป่วยเป็นมะเร็งปอดและเสียชีวิต ตอนนั้นเฉินฮั่นเซิงอยู่ต่างประเทศ ทำได้แค่ฝากคนอื่นเอาเงินใส่ซองไปช่วยงานศพ ตัวเองไม่มีโอกาสแม้แต่จะกลับไปร่วมงานไว้อาลัย
ดังนั้นสำหรับเฉินฮั่นเซิงในเวอร์ชัน "ผ่านโลกมาแล้ว" การได้กลับมาเจออาจารย์สวีอีกครั้งหลังจากที่แกตายจากไปในความทรงจำ มันจึงเป็นความรู้สึกตื้นตันใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
อาจารย์สวีหันกลับมา พอเห็นว่าเป็นเฉินฮั่นเซิงก็ยิ้มตาหยี ดึงซองจดหมายออกจากกองเอกสารแล้วยื่นให้ พร้อมกับบ่นเสียดาย
“ครูนึกว่าเธอจะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำซะอีก”
นักเรียนประเภทเฉินฮั่นเซิง คือพวกที่ไม่ค่อยก่อเรื่องในโรงเรียน ตัวใหญ่ใจถึง นานๆทีก็ช่วยงานห้องได้บ้าง ครูบาอาจารย์อาจจะไม่ได้รักใคร่โปรดปรานเป็นพิเศษ แต่ก็เกลียดไม่ลง
เฉินฮั่นเซิงรับซองมาอย่างไม่ยี่หระ “มหาลัยระดับสองก็ช่างมันเถอะครับ สมองผมมันได้เท่านี้แหละ”
ต่างจากหวังจื่อปั๋วที่แสดงท่าทีนอบน้อมสุดขีด “สวัสดีครับอาจารย์สวี ผมมาเอาใบตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยครับ”
ระหว่างที่อาจารย์สวีกำลังค้นหาซองของหวังจื่อปั๋ว สายตาของเฉินฮั่นเซิงก็เหลือบไปเห็นซองบุหรี่ 'หงจินหลิง' วางอยู่บนโต๊ะ บุหรี่ยี่ห้อนี้ขายดีที่สุดในมณฑลซูตง เพราะราคาเหมาะกับชนชั้นแรงงาน พ่อของเฉินฮั่นเซิงก็สูบยี่ห้อนี้เหมือนกัน
“อาจารย์สวี บุหรี่เนี่ยเพลาๆลงหน่อยนะครับ แค่คุมเด็ก ม.6 ก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว ขืนสูบจัดแบบนี้ระวังร่างกายจะรับไม่ไหวเอา”
เฉินฮั่นเซิงหยิบซองบุหรี่ขึ้นมาพร้อมถือวิสาสะพูดเตือน
สวีเหวินชะงักไป ปกตินักเรียนที่มารับผลสอบ ร้อยทั้งร้อยก็พูดแต่คำว่า "ขอบคุณครับ/ค่ะ" ตามมารยาท หรือไม่ก็ "วันหลังผมจะแวะมาเยี่ยมนะครับ" ซึ่งเป็นแค่ลมปาก มีเพียงเฉินฮั่นเซิงคนเดียวที่เตือนเรื่องสุขภาพด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงจริงใจราวกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน
ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในใจของอาจารย์หนุ่ม อาชีพเรือจ้างอย่างพวกเขา แม้จะยึดถือคติ "ชอล์กหนึ่งแท่ง มือสะอาดสะอ้าน ยืนหยัดหน้ากระดานดำ ตรากตรำทั้งสี่ฤดู" และอาจไม่ได้คาดหวังว่าลูกศิษย์จะต้องได้ดิบได้ดีกันทุกคน แต่พอมีนักเรียนมาแสดงความห่วงใยแบบนี้ มันก็อดปลื้มใจไม่ได้จริงๆ
สวีเหวินเริ่มรู้สึกผิดว่าเมื่อก่อนเขาอาจจะใส่ใจเด็กหนุ่มคนนี้น้อยไปหน่อย จึงรับปากอย่างหนักแน่น “โอเคๆ ต่อไปครูจะสูบให้น้อยลง”
“พูดเฉยๆใครก็พูดได้ครับ”
เฉินฮั่นเซิงยัดซองบุหรี่ใส่กระเป๋าตัวเองหน้าตาเฉย “ผมขอริบของกลางไว้ก่อน ถือว่าช่วยอาจารย์คุมความประพฤติก็แล้วกัน”
อาจารย์สวีถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ กระเช้าผลไม้จากไอ้เด็กนี่ก็ไม่ได้กิน แถมยังต้องมาเสียบุหรี่ไปอีกซอง แต่เขากลับชอบบรรยากาศที่เป็นกันเองแบบนี้มากกว่าท่าทีเกร็งๆของหวังจื่อปั๋วที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัดไปด้วย
ในห้องพักครูไม่ได้มีแค่อาจารย์สวี เฉินฮั่นเซิง และหวังจื่อปั๋ว แต่ยังมีแก๊งเพื่อนร่วมห้องเมื่อกี้อยู่ด้วย พอเห็นเฉินฮั่นเซิงเก็บซองบุหรี่เข้ากระเป๋า เกาเจียเหลียงก็แขวะขึ้นมาทันที
“คนแบบนี้ก็สอบติดมหาลัยได้ด้วยเหรอเนี่ย มาตรฐานเด็กมหาลัยตกต่ำหมด”
ทันใดนั้นก็มีเสียงนักเรียนหญิงแย้งขึ้นมา “ปกติเฉินฮั่นเซิงเรียนดีอยู่นะ ที่สูบบุหรี่อาจจะเป็นเพราะ...”
เธอพูดได้แค่ครึ่งเดียวก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ อยากจะพูดว่า "เพราะช้ำรัก" แต่ตัวต้นเหตุอย่างเซียวหรงอวี้ดันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้
แต่พอพูดเปิดประเด็นขึ้นมา เกาเจียเหลียงยิ่งได้ใจ “มันไม่ใช่คนดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เคยไปมีเรื่องตบตีกับพวกนักเลงข้างนอกด้วยซ้ำ”
เกาเจียเหลียงตั้งท่าจะใส่ไฟต่อ แต่จู่ๆเฉินฮั่นเซิงก็เดินดุ่มๆเข้ามาหา
“อ้าว! พวกนายก็อยู่นี่เหรอ”
เกาเจียเหลียงสะบัดหน้าหนีไม่อยากเสวนาด้วย เฉินฮั่นเซิงจึงหันไปทักคนอื่นแทน พอเห็นซองจดหมายในมือของเซียวหรงอวี้ เขาก็ถามยิ้มๆ
“เธอติดที่ไหนล่ะ?”
“มหาวิทยาลัยตงไห่”
เซียวหรงอวี้ตอบสั้นๆ ก่อนจะถามกลับตามมารยาท “แล้วนายล่ะ?”
“บังเอิญจังแฮะ ฉันติดสถาบันการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ตรงข้ามมหาลัยเธอเป๊ะเลย ต่อไปเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้วสิ คงได้เจอกันบ่อยๆแล้วล่ะ”
เฉินฮั่นเซิงเองก็นึกไม่ถึงว่าเซียวหรงอวี้จะเรียนอยู่แค่ฝั่งตรงข้าม พอนึกย้อนกลับไปก็เสียดายชะมัด ตอนนั้นพอเข้ามหาลัยปุ๊บเขาก็ทำตัวเหลวไหลปั๊บ มัวแต่หลงระเริงกับสาวสวยในคณะตัวเองจนลืมดาวโรงเรียนอย่างเซียวหรงอวี้ไปเสียสนิท
ได้ทีเกาเจียเหลียงก็รีบพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ตงไห่เป็นถึงมหาลัยชั้นนำระดับประเทศ(โครงการ 985) ส่วนสถาบันการเงินก็แค่มหาลัยระดับสอง คนละเกรดกันเลย จะมานับญาติว่าเป็นเพื่อนบ้านเนี่ย... ฝืนไปหน่อยมั้ง!”
ไอ้หนุ่มเกาเจียเหลียงนี่ก็เรียนที่เจี้ยนเย่เหมือนกัน ติดคณะวิศวกรรมการบินและอวกาศซึ่งเป็นมหาลัยชั้นนำ แต่เคราะห์ร้ายที่อยู่คนละวิทยาเขต ห่างจากเซียวหรงอวี้นั่งรถเป็นชั่วโมง อาการหึงหวงและหมั่นไส้จึงฉายชัดบนใบหน้า
เฉินฮั่นเซิงหัวเราะ "หึหึ" ในใจ ปากดีไปเถอะไอ้หนู เดี๋ยวปั๊ดจีบเซียวหรงอวี้ตัดหน้าซะเลย รอดูวันที่พวกแกร้องไห้ละกัน
คิดได้ดังนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาข้อมือไขลานยี่ห้อ Siemens บนข้อมือของเซียวหรงอวี้ เฉินฮั่นเซิงจึงแกล้งถาม
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
เซียวหรงอวี้ยกข้อมือขึ้นดูโดยอัตโนมัติ “ห้าโมงยี่สิบห้า”
“นาฬิกาสวยดีนี่ เพิ่งซื้อตอนปิดเทอมเหรอ”
ไวเท่าความคิด เฉินฮั่นเซิงฉวยโอกาสคว้ามือขาวผ่องของเซียวหรงอวี้มาจับ ทำเนียนเป็นดูเวลาแต่นิ้วมือกลับลูบไล้สำรวจไปทั่ว เกาเจียเหลียงเห็นภาพนั้นถึงกับตาแทบถลนออกจากเบ้า
ไอ้เวรตะไลเฉินฮั่นเซิง! เมื่อคืนจีบไม่ติด วันนี้มึงเปลี่ยนแผนจากใช้ปากมาใช้มือลวนลามเลยเรอะ?!
เซียวหรงอวี้รีบชักมือกลับทันที จ้องหน้าเฉินฮั่นเซิงด้วยความโกรธ
ฝ่ายเฉินฮั่นเซิงเมื่อได้กำไรจนพอใจแล้วก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ เขาเรียกหวังจื่อปั๋วให้รีบชิ่งหนีทันที ทิ้งให้กลุ่มคนข้างหลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เวลาล่วงเลยมาถึงห้าโมงครึ่งพอดี เสียงตามสายของโรงเรียนเริ่มเปิดเพลง คงเพราะรู้ว่าเป็นวันเอาใบตอบรับ ทางสถานีวิทยุโรงเรียนจึงจงใจเลือกเพลง “ดอกบัวสีน้ำเงิน” (Blue Lotus) ของสวี่เว่ยมาเปิดคลอ
ไม่มีสิ่งใดจะขวางกั้น
ใจที่ถวิลหาเสรีภาพของเธอได้
ชีวิตที่โลดแล่นดั่งม้าป่า
หัวใจของเธอที่ไร้ซึ่งพันธนาการ
...
บานสะพรั่งไม่ร่วงโรย
ดั่งดอกบัวสีน้ำเงิน...
ภายในโรงเรียนยังมีรุ่นน้อง ม.5 ที่มาเรียนเสริมภาคฤดูร้อนเดินขวักไขว่ ท่ามกลางใบหน้าอ่อนเยาว์เหล่านั้น เสียงเพลงโฟล์คซองที่ล่องลอยมาตามลม และอากาศที่สดชื่น เฉินฮั่นเซิงรู้สึกเบิกบานใจอย่างประหลาด
“ชีวิตมัธยมนี่มันดีจริงๆ... เสียดายที่บิดาเรียนจบแล้ว!”
*****