เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 58: คำขอร้องของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์

บทที่ 58: คำขอร้องของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์

บทที่ 58: คำขอร้องของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์


“อื้ม... หว่านเอ๋อร์รู้ว่าพี่เฟิงใจดีที่สุดเลย” เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์เอ่ยอย่างดีใจราวกับเด็กน้อยที่หากิ๊บติดผมที่ทำหายจนเจอ

“พี่เฟิง หลังจากที่เนตรวิญญาณของพี่วิวัฒนาการแล้ว ต่อไปนี้หว่านเอ๋อร์จะมองไม่เห็นความทรงจำของพี่อีกแล้วเจ้าค่ะ และถ้าวันไหนพี่ฝึกทักษะนี้จนถึงขั้นสูงสุด พี่ก็จะสามารถอ่านความทรงจำของคนอื่นได้ด้วยนะ”

เฟิงเซียวกลืนน้ำลายอึกใหญ่

วิญญาณกระบี่ที่อ่านความทรงจำคนได้... สกิลที่ส่องความทรงจำคนอื่นได้...

ตกลงเกมนี้มันคือเกมบ้าอะไรกันแน่เนี่ย!

“พี่เฟิง? พี่เฟิง...”

“หือ? ว่าไงนะหว่านเอ๋อร์?” เฟิงเซียวได้สติกลับมา

“พี่เฟิง... พี่เริ่ม... เริ่มเกลียดหว่านเอ๋อร์แล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์เต็มไปด้วยความกังวล

“ฮ่าๆๆ จะเป็นไปได้ยังไงกัน หว่านเอ๋อร์ทั้งน่ารักทั้งจิตใจดี ใครจะไม่ชอบลงล่ะ” เฟิงเซียวหัวเราะกลบเกลื่อนอย่างจริงใจ

ช่างมันเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถึงจะเข้าใจยากและทำใจยอมรับลำบาก แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้มีผลเสียอะไรกับเรานี่นา...

ที่ผ่านมาก็เจอเรื่องแปลกประหลาดมาตั้งเยอะแยะแล้ว จะเพิ่มมาอีกเรื่องจะเป็นไรไป

ดูท่าเราต้องพยายามให้หนักขึ้นอีกหน่อยแล้วล่ะ เส้นทางที่พ่อบุญธรรมชี้แนะไว้นี้ มันต้องซ่อนความลับระดับจักรวาลเอาไว้แน่ๆ

“อื้ม!” เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์รับคำอย่างร่าเริง ในที่สุดเธอก็โล่งใจเสียที

“เอาล่ะ ไปเก็บเลเวลกันต่อ!”

“พี่เฟิง... พี่จะไม่ช่วยเธอจริงๆเหรอเจ้าคะ?”

“ถ้าพี่ช่วยเธอ มันก็ไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆในโลกนี้น่ะสิ”

“ไม่เจ้าค่ะ!! โลกนี้มันไม่ยุติธรรมกับเธอมาตั้งแต่ต้นแล้ว พี่เฟิง พี่เห็นแค่ว่าเธอตาบอดและร่างกายอ่อนแอ แต่พี่รู้ไหมว่า... ขาของเธอก็พิการด้วย! และคนที่หักขาของเธอกับมือ... ก็คือพ่อแท้ๆของเธอเอง!!” น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์สั่นเครือด้วยความโศกเศร้า

“อะไรนะ!?” เฟิงเซียวชะงักกึก หันกลับไปมองหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง รอยยิ้มของเธอบริสุทธิ์ผุดผ่องจนไม่น่าเชื่อว่าจะผ่านเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นมาได้

“หนึ่งปีก่อน พี่ชายต่างแม่พยายามจะขืนใจเธอ เธอต่อสู้ขัดขืนจนเผลอใช้มีดสั้นตัดนิ้วพี่ชายขาดไปสามนิ้ว พ่อใจร้ายคนนั้นรักลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาก เลยลงมือหักขาเธอทั้งสองข้างโดยไม่ถามไถ่อะไรสักคำ แม่แท้ๆกับพี่ชายคนรองพยายามปกป้องเธอ แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัดจนต้องหนีออกจากตระกูล... พี่เฟิง พี่รู้ไหม เดิมทีพวกเขาสามแม่ลูกตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสงบ แต่เมื่อครึ่งปีก่อน แม่ของเธอออกไปซื้อกับข้าวแล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย หลังจากนั้นเธอก็ร้องไห้เป็นสายเลือดจนตามืดบอด เธอกับพี่ชายพอจะเดาออกว่าใครอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุ พี่ชายของเธอจึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักเพื่อแก้แค้น แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อสามเดือนก่อน จู่ๆเธอก็ป่วยเป็นโรคประหลาด พลังชีวิตลดน้อยลงทุกวัน...”

“พ่อเลวๆ... พี่ชั่วๆ... ตระกูลสารเลวพรรค์นี้มันมีอยู่จริงได้ยังไง!!” เฟิงเซียวขบกรามแน่น ความโกรธแค้นพวยพุ่งจนตัวสั่นเทิ้ม

คำว่า ‘พ่อ’ ที่ศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยความรักสำหรับเขากับเฟิงเหยา กลับถูกไอ้เดรัจฉานตัวนั้นเหยียบย่ำจนป่นปี้

เขาเกลียด... เขาไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้เด็ดขาด!

“พี่เฟิง หว่านเอ๋อร์รู้ว่าพี่กังวลเรื่องอะไร พี่กลัวว่าถ้าเปิดเผยตัวตนแล้วจะนำภัยมาถึงตัวพี่สาวเฟิงเหยาใช่ไหม? วางใจเถอะเจ้าค่ะ หว่านเอ๋อร์เฝ้าดูหยางอ้าวเทียนคนนี้มานาน เขาเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง รักพวกพ้องและมีคุณธรรม เขารักน้องสาวเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าพี่ช่วยชีวิตน้องสาวเขา เขาจะไม่มีวันแพร่งพรายความลับของพี่ และจะสำนึกบุญคุณพี่ไปชั่วชีวิตแน่นอน”

เฟิงเซียวถอนหายใจยาว “ต่อให้พี่ยอมช่วย แล้วยังไงล่ะ? พวกเขาจะเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เคยเจอกันแค่ครั้งเดียวเหรอ? แล้วพี่จะไปหาพวกเขาได้ที่ไหน?”

เมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มใจอ่อน เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์ก็ดีใจมาก “พี่เฟิง หว่านเอ๋อร์รู้ที่อยู่ของพวกเขาเจ้าค่ะ อยู่ใกล้บ้านพี่นิดเดียวเอง หว่านเอ๋อร์เชื่อว่าพี่ทำได้ เด็กผู้หญิงคนนั้นดูจะจำพี่ได้แม่นเลยนะ และ... และถ้าพี่ไม่รีบช่วยเธอ... พ้นวันพรุ่งนี้ไป พี่จะไม่ได้เห็นหน้าเธออีกแล้วนะเจ้าคะ”

เฟิงเซียวสะดุ้งเฮือก

“หว่านเอ๋อร์ ทำไมเธอถึงอยากช่วยนักล่ะ? แค่เพราะสงสารงั้นเหรอ?”

เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์เงียบกริบ...

....................

“สวัสดีคนสวย มาเป็นเพื่อนกันไหม?”

หยางซีรั่วสะดุ้งเมื่อถูกตบไหล่เบาๆ เธอหันกลับมามองอย่างงงๆ กวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากากสีดำบนใบหน้าของเขา

“เป็นไง หน้ากากฉันเท่ไหมล่ะ!” เฟิงเซียวพูดอวดอย่างภาคภูมิใจ ‘หน้ากากอสูรมายา’ ของเขาเนี่ยทำเอาคนอิจฉาตาร้อนมานักต่อนักแล้ว

“คิกคิก...” หยางซีรั่วหัวเราะเบาๆ จ้องมองดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นแล้วเอ่ยว่า “คุณคือ ‘คุณเฟิง’ ใช่ไหมคะ?”

เฟิงเซียวแทบหน้าคะมำ “อ้าว? เธอจำฉันได้ยังไงเนี่ย?”

เขาเคยบอกเธอแค่ว่าเขาชื่อ ‘เฟิง’ เท่านั้น

“ฉันจำเสียงของคุณได้ค่ะ” หยางซีรั่วยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนเฟิงเซียวลืมหายใจไปชั่วขณะ

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้คราวก่อน”

“ขอบคุณที่ยังจำฉันได้เหมือนกัน”

ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม เฟิงเซียวมองดูหญิงสาวที่สัมผัสแสงสว่างได้เพียงแค่ในโลกของเกมผู้นี้ด้วยความเวทนาจับใจ

“ฉันไปก่อนนะ ฉันคิดว่า... เราจะได้เจอกันอีกเร็วๆนี้แน่นอน” เฟิงเซียวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในใจตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

“ค่ะ!” หยางซีรั่วมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ พยายามซ่อนความเศร้าหมองในแววตา

....................

ติ๊ง! ท่านสังหารบอสระดับเงิน ‘หัวหน้าหน่วยองครักษ์โล่วิญญาณ’ สำเร็จ ได้รับชื่อเสียง +30

ติ๊ง! สัตว์เลี้ยง ‘กิเลนศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ’ เลเวลอัปเป็น 17! พลังชีวิต +10, มานา +15, พลังโจมตี +5, พลังเวท +10, พลังป้องกัน +5

“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานกะผีน่ะสิ! ดูยังไงเอ็งมันก็กระต่ายพันธุ์ผสมชัดๆ! วันๆนอกจากผลาญค่าประสบการณ์แล้วทำอะไรเป็นบ้างห๊ะ!” เฟิงเซียวบ่นอุบอย่างเหลืออด มองเจ้าเสี่ยวเสี่ยวที่กระโดดดึ๋งดั๋งไปมาอย่างเริงร่า

ตอนนี้ความเก่งของเสี่ยวเสี่ยวก็พอๆกับนักเวทเลเวลเดียวกันนั่นแหละ แต่เฟิงเซียวดันลากมันมาตีมอนสเตอร์เลเวล 38... มันเลยได้แต่ยืนดูตาปริบๆทำอะไรไม่ได้

เสี่ยวเสี่ยวเหมือนจะฟังรู้เรื่อง มันเลยหมอบลงทำหน้าจ๋อยๆ ส่งสายตาปิ๊งๆอ้อนวอนปนน้อยใจมาให้เจ้านาย

เฟิงเซียวเห็นแล้วก็อ่อนใจ “เฮ้อ... หมดเวลาเดินเล่นแล้ว ถ้าไม่อยากโดนไอ้พวกถือโล่ทุบแบนแต๊ดแต๋ก็รีบกลับเข้าบ้านไปซะ”

เสี่ยวเสี่ยวร้อง “ปิก้า” ประท้วงสองที ก่อนจะยอมกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งหายเข้าไปในแขนขวาของเฟิงเซียวแต่โดยดี

“ลุยยยย——”

เฟิงเซียวเปิดเนตรอาชูร่า จิตสังหารกดดันจนมอนสเตอร์ข้างหน้าชะงักงันด้วยความกลัว ตัวสั่นงันงกไม่กล้าขยับ กว่าจะรู้ตัวอีกที มังกรเพลิงก็พุ่งเข้ามารัดพันร่างเสียแล้ว...

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...

ติ๊ง! วันนี้ท่านออนไลน์ครบ 8 ชั่วโมงแล้ว กรุณาออฟไลน์ภายใน 1 ชั่วโมง...

“เฮ้อ... เร็วจังแฮะ”

เฟิงเซียวจัดการมอนสเตอร์รอบๆจนเกลี้ยง แล้ววาร์ปกลับนครหลวงมังกรสวรรค์

“เหยาเอ๋อร์ ช่วงบ่ายพี่ต้องออกไปข้างนอกหน่อยนะ...”

“พี่ชาย... จะไปนานไหมคะ?”

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่จะรีบกลับมาก่อนมื้อเย็นแน่นอน”

“ค่ะ! รีบกลับมานะคะ”

วางสายจากพี่ชาย เฟิงเหยามองปฏิทินด้วยความสงสัย

วันนี้วันที่ 6 เองนี่นา... ทำไมพี่ชายถึง...

เฟิงเซียวเอาของทั้งหมดไปโยนให้เฟิงจื่อ แล้วก็ไม่ลืมที่จะแวะไปแทะโลมโหรวโหรวให้ชื่นใจ ก่อนจะล็อกเอาต์ออกจากเกมด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

เมื่อเดินออกจากห้องนอน เฟิงเหยาก็เลิกเล่นเกมมายืนรออยู่แล้ว เธอจัดแจงเสื้อผ้าและรองเท้าให้พี่ชายอย่างใส่ใจ แล้วยืนส่งเขาที่หน้าประตู

เธอรู้ดีว่าปกติพี่ชายแทบไม่ออกจากบ้าน ถ้าจะออกก็ต้องมีเรื่องสำคัญจริงๆ แต่ตราบใดที่พี่ชายไม่พูด เธอก็จะไม่เซ้าซี้ถามเด็ดขาด

นั่งแท็กซี่มาหนึ่งชั่วโมง แล้วเดินวนไปวนมาตามซอยอีกครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเฟิงเซียวก็มาถึงจุดหมายปลายทาง บ้านสีเขียวหลังนั้นตามที่เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์บอก

บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ ล้อมรอบด้วยแมกไม้เขียวขจี เฟิงเซียวเพิ่งรู้ว่าในเมืองหลวงยังมีที่แบบนี้หลงเหลืออยู่ แต่เพราะมันอยู่ไกลปืนเที่ยง บ้านคนเลยน้อยมาก บ้านสีเขียวหลังนี้จึงดูโดดเด่นสะดุดตา

“จะเริ่มยังไงดีนะ?” เฟิงเซียวคิดหนัก “จะให้เข้าไปขอร้องว่า ‘ขอผมช่วยชีวิตน้องสาวคุณเถอะนะ’ งั้นเหรอ? บ้าเอ๊ย! ไปช่วยชีวิตคนแท้ๆ ทำไมต้องทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมขนาดนั้นด้วยฟะ เสียศักดิ์ศรีชะมัด”

เฟิงเซียวเดินตรงไปที่ประตูแล้วเคาะ “ก๊อกๆๆ”

ไม่นานประตูก็เปิดออก เฟิงเซียวชะงักไปเล็กน้อย เพราะคนที่มาเปิดประตูเป็นหญิงวัยกลางคน

“สวัสดีครับ ขอโทษนะครับ ที่นี่ใช่บ้านของหยางอ้าวเทียนหรือเปล่า?” หรือจะมาผิดบ้านหว่า? เฟิงเซียวเริ่มลังเล

“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเป็น...?” หญิงวัยกลางคนมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความระแวง เพราะปกตินานทีปีหนถึงจะมีแขกมาสักคน

“อ๋อ ผมเป็นเพื่อนของหยางอ้าวเทียนครับ คือว่า...”

“ฉันไม่มีเพื่อน!”

เสียงเย็นชาดังลอดออกมาจากในบ้าน ทันใดนั้นประตูก็ถูกกระชากเปิดกว้าง หยางอ้าวเทียนยืนจ้องหน้าเฟิงเซียวด้วยสายตาระแวดระวังเต็มที่

“เป็นนาย!” หยางอ้าวเทียนชะงัก แม้จะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่เขาจำหน้าผู้ชายคนนี้ได้แม่นยำ ใบหน้าที่หล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้แบบนี้ใครเห็นก็จำได้ อีกอย่าง... น้องสาวเขาก็ชอบพูดถึงหมอนี่บ่อยๆ

“นายมาทำอะไรที่นี่!” หยางอ้าวเทียนไม่ได้ลดความระแวงลงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าอีกฝ่ายจะเคยช่วยน้องสาวเขาไว้ก็ตาม ประสบการณ์เลวร้ายในอดีตสอนให้เขาสร้างกำแพงกั้นตัวเองจากคนแปลกหน้า

เฟิงเซียวไม่สนใจท่าทีแข็งกร้าวนั้น เขาเดินดุ่มๆแทรกตัวเข้าไปในบ้าน แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างถือวิสาสะ

*****

จบบทที่ บทที่ 58: คำขอร้องของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์

คัดลอกลิงก์แล้ว