- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- พลังอันน่าสะพรึงกลัวของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์
พลังอันน่าสะพรึงกลัวของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์
พลังอันน่าสะพรึงกลัวของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์
ติ๊ง! ยินดีด้วย ผู้เล่นเฟิงหุน เลเวลอัปเป็น 22! พลังชีวิต +20, มานา +10, พละกำลัง +1, ความอึด +1, ความว่องไว +1, จิต +1, แต้มสถานะอิสระ +5
ติ๊ง! สัตว์เลี้ยง ‘กิเลนศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ’ เลเวลอัปเป็น 16! พลังชีวิต +10, มานา +15, พลังโจมตี +5, พลังเวท +10, พลังป้องกัน +5
การล่ามอนสเตอร์ข้ามเลเวลให้ค่าประสบการณ์และอัตราการดรอปไอเทมสูงลิ่ว เพียงแค่สี่ชั่วโมง หลอดค่าประสบการณ์ที่ค้างอยู่ 30% ของเลเวล 21 ก็เต็มเปี่ยม ส่งเฟิงเซียวขึ้นสู่เลเวล 22 อย่างรวดเร็ว พร้อมกับช่องเก็บอุปกรณ์ขนาด 200 ช่องที่อัดแน่นจนล้น ทั้งที่เขาเลือกเก็บเฉพาะอุปกรณ์ระดับเหล็กกล้าขึ้นไปแล้วแท้ๆ
“ความโชคดีบ้าบอนี่มันอะไรกัน ขยายช่องจนสุดแล้วก็ยังไม่พอใส่อีก” เฟิงเซียวบ่นอย่างภาคภูมิใจ พลางขยี้ม้วนคัมภีร์กลับเมืองเพื่อกลับสู่นครหลวงมังกรสวรรค์
สกิล ‘ประตูมิติไร้ขอบเขต’ ใช้ได้แค่วันละ 6 ครั้ง ถ้าใช้ม้วนคัมภีร์ได้ก็ต้องประหยัดไว้ก่อน
เมื่อกลับมาถึงนครหลวงมังกรสวรรค์ที่แดดส่องจ้า เฟิงเซียวก็พ่นลมหายใจออกยาวๆราวกับจะขับไล่อากาศเหม็นอับทิ้งไป ความชื้นและความกดดันในสุสานยมทูตนั้นชวนให้อึดอัดจนเขาเริ่มกลัวว่าขืนอยู่นานๆอาจจะกลายเป็นโรคประสาทได้
กลับมาถึงคฤหาสน์สายลม เฟิงเซียวนอนแผ่หลาบนเตียง คุยสัพเพเหระกับน้องสาวอยู่ครึ่งค่อนชั่วโมง ก่อนจะลุกขึ้นแอบขยำหน้าอกนุ่มนิ่มของโหรวโหรวไปสองทีอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วค่อยเดินออกจากบ้านอย่างสบายใจ
การเก็บเลเวลเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเสพสุขจากชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน
“โอ้โห นี่ร้านค้ากับโรงประมูลของฉันเหรอเนี่ย ใหญ่โต โอ่อ่า ทำเลทองฝังเพชรชัดๆ...” เฟิงเซียวจ้องมองป้ายร้านเฟิงสิงเทียนเซี่ยอย่างชื่นชม
ร้านค้า โรงประมูล และภัตตาคารในเครือเฟิงสิงเทียนเซี่ยตั้งเรียงรายกันอยู่ทางทิศเหนือของจัตุรัสมังกรสวรรค์ ดึงดูดสายตาอิจฉาริษยาและเสียงฮือฮาจากผู้เล่นนับไม่ถ้วน
“อืม” เฟิงจื่อตอบรับคำชมสั้นๆห้วนๆ ใบหน้าตายด้านไร้อารมณ์เหมือนเคย
เฟิงเซียวอยากจะลองกระชากหน้าหมอนี่ดูสักที ว่าใส่หน้ากากหนังมนุษย์อยู่หรือเปล่า
ถ้าคนปกติเห็นอุปกรณ์ระดับทองคำ 5 ชิ้น ระดับเงิน 20 กว่าชิ้น และระดับทองแดง 50 กว่าชิ้น วางกองตรงหน้าแบบตูมเดียว ปฏิกิริยาคงต้องกรี๊ดสลบหรือไม่ก็ช็อกตาตั้งไปแล้ว
แต่ไอ้หมอนี่... หน้าไม่เปลี่ยนสีสักนิด!
…………
“อ้าว นั่นอาจารย์เปลี่ยนอาชีพนี่นา แหม... กิจการรุ่งเรืองดีนะครับ!” เฟิงเซียวส่งกระแสจิตทักทายด้วยน้ำเสียงประชดนิดๆ
“...ข้าโอนอาชีพให้เจ้าพวกนี้จนมือจะหงิกอยู่แล้ว! ว่าแต่เจ้าหนูเฟิงหุน ได้ข่าวเรื่อง ‘กระบี่มารศักดิ์สิทธิ์’ บ้างหรือยัง?” เทียนจ้านตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ ขณะที่มือก็สาละวนกับการจัดการฝูงชนที่ต่อแถวยาวเหยียดจากโลกไปถึงดวงจันทร์
“กระบี่มารศักดิ์สิทธิ์? นั่นมันดาบอะไรกันครับ?” เฟิงเซียวถามกลับงงๆ
เทียนจ้านแทบสำลัก “ไอ้บ้า! ตอนข้าเปลี่ยนอาชีพให้เจ้า ข้าไม่ได้บอกให้ไปตามหากระบี่มารศักดิ์สิทธิ์รึไง!”
“ท่านไม่ได้บอก...” เฟิงเซียวตอบเสียงหนักแน่นหลังจากทบทวนความจำ
“......”
“ข้าไม่ได้บอกจริงๆเหรอ?”
“ไม่ครับ!”
“เออ ไม่บอกก็ไม่บอก งั้นก็ไสหัวไปไกลๆก่อน ตอนนี้ข้ายุ่ง ไม่มีเวลามานั่งอธิบาย อีกอย่างฝีมือเจ้าตอนนี้รู้ไปก็เท่านั้น ไว้เลเวล 50 ค่อยกลับมาถามข้าใหม่”
เฟิงเซียวพูดไม่ออก เขารู้ฝีมือตัวเองดีที่สุด ผู้เล่นเลเวล 50 ทั่วไปตอนนี้ยังไม่แน่ว่าจะสู้เขาได้เลย
“อาจารย์เทียนจ้าน แล้วท่านรู้ไหมว่ามังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอยู่ที่ไหน?”
“มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง? ผีสิวะถึงจะรู้! สัตว์ประหลาดระดับนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจหรอก”
คำตอบของเทียนจ้านเหมือนกับจักรพรรดิเปี๊ยบ เฟิงเซียวเลยเลิกหวังที่จะหาข่าวในนครหลวงมังกรสวรรค์ไปโดยปริยาย
“ว่าแต่กระบี่มารศักดิ์สิทธิ์คืออะไรหว่า? หรือจะเป็นดาบเฉพาะทางของอาชีพนักรบเวท?”
“ยังไม่ได้ไปเดินดูโซนอาชีพสายดำรงชีวิตเลยแฮะ ไปหาอาชีพเสริมทำเล่นๆก็น่าจะดีเหมือนกัน” เฟิงเซียวพึมพำกับตัวเอง พลางมองไปยังอาคารสมาคมอาชีพสายดำรงชีวิตที่อยู่ไม่ไกล
แม้จำนวนผู้เล่นอาชีพสายดำรงชีวิตจะน้อยกว่าสายต่อสู้มาก แต่ภายในโถงสมาคมก็ยังแน่นขนัด แถวรอเปลี่ยนอาชีพยาวเหยียดจนน่าตกใจ
อาชีพสายดำรงชีวิตใน 'หลุนหุย' มีเยอะแยะไปหมด แทบจะครอบคลุมทุกอาชีพที่มีในโลกจริง แถมยังมีอาชีพที่โลกจริงไม่มีอีกต่างหาก เช่น คนสวน, พ่อครัว, คนฝึกสัตว์, ช่างตีเหล็ก, คนตัดไม้, คนขุดแร่, คนชำแหละเนื้อ, ช่างตกแต่ง, ช่างซ่อม, คนรับใช้... หรือแม้กระทั่งนักร้อง, นักเต้น, นักเขียน, กวี... สารพัดจะนึกออก
ส่วนอาชีพที่เฟิงจื่อเลือกคือพ่อค้า เพราะมีแต่พ่อค้าเท่านั้นที่เปิดร้านได้
“เสียดายไม่มีอาชีพ ‘สาวบริการ’ ผู้เสียสละและยิ่งใหญ่!” เฟิงเซียวเดินออกจากสมาคมพลางบ่นอุบอย่างไม่พอใจ
“พักผ่อนพอแล้ว ได้เวลาไปเก็บเลเวลต่อ” พอนึกถึงบรรยากาศชื้นแฉะและวังเวงของสุสานยมทูต เฟิงเซียวก็ปวดหัวขึ้นมา
“โธ่เอ้ย... ถ้าไม่ใช่เพราะโบนัสความเสียหาย 50% ที่ทำกับศัตรูประเภทมนุษย์นะ จ้างให้ก็ไม่กลับไปที่นั่นหรอก”
ทันใดนั้น ห้วงสติของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง...
เฟิงเซียวรีบเอามือกุมขมับ ส่งกระแสจิตถาม “หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?”
“พี่เฟิง... ผู้หญิงคนนั้น...”
“ผู้หญิง?” เฟิงเซียวเงยหน้ามองตามสายตา ทะลุผ่านฝูงชนที่ขวักไขว่ ไปสะดุดตากับหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดาๆคนหนึ่ง
คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตางามซึ้งดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ผิวขาวผ่องเนียนละเอียดจนดูซีดเกินไปนิด แม้จะสวมชุดมือใหม่ธรรมดาและมีผ้าบางๆปิดหน้า แต่ก็ไม่อาจซ่อนรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรและความงดงามที่ชวนให้หยุดหายใจได้
“ผู้หญิงคนนั้นทำไมเหรอ?”
“พี่เฟิง... พี่เคยเจอเธอเมื่อไม่กี่วันก่อนไงเจ้าคะ คนที่ชื่อหยางซีรั่วน่ะ” น้ำเสียงของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์สั่นเครือด้วยความสงสาร
“อ๋อ จำได้แล้ว หว่านเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า?” เฟิงเซียวแปลกใจที่จู่ๆหว่านเอ๋อร์ก็จำผู้หญิงที่เดินผ่านกันแค่แวบเดียวได้แม่นขนาดนี้
“พี่เฟิง... พี่ช่วยเธอหน่อยได้ไหมเจ้าคะ เธอน่าสงสารมากเลย... น่าสงสารจริงๆ น่าสงสารเหมือนหว่านเอ๋อร์เลย...” เสียงของหว่านเอ๋อร์เริ่มสะอื้นไห้ ราวกับไปสะกิดโดนความทรงจำอันเจ็บปวด
“หว่านเอ๋อร์ อย่าเศร้าไปเลย ต่อไปนี้มีพี่อยู่ด้วย เธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้วนะ” เฟิงเซียวตีความคำว่า ‘น่าสงสาร’ ของหว่านเอ๋อร์ว่าเป็นความเหงาจากการถูกขังมานับหมื่นปี
“อื้ม... พี่เฟิง... งั้นพี่ช่วยเธอหน่อยได้ไหมเจ้าคะ หว่านเอ๋อร์รู้ว่าพี่ช่วยเธอได้...”
“ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์และไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปแทรกแซง และพี่ก็ไม่มีหน้าที่หรือความจำเป็นต้องไปช่วยเธอด้วย” เฟิงเซียวตอบเสียงเรียบ ตอนที่พ่อบุญธรรมของเขาตาย ก็ไม่เห็นมีใครยื่นมือมาช่วยสักคน
“แต่ว่า...” เฟิงเซียวชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไป “หว่านเอ๋อร์ ทำไมเธอถึงรู้ว่าร่างกายเธอมีปัญหา? แล้วทำไมถึงรู้ว่าพี่ช่วยได้ล่ะ?”
“เพราะว่า... เพราะว่าพี่เฟิงฝึกวิชา ‘ศิลปะแห่งความโกลาหล’ ไงเจ้าคะ”
“......!!”
เฟิงเซียวตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป
“พี่เฟิง...”
“หว่านเอ๋อร์... เธอ...”
สมองของเฟิงเซียวปั่นป่วนไปหมด
การฝึกศิลปะแห่งความโกลาหล นอกจากตัวเขา น้องสาว และพ่อบุญธรรมที่เสียไปแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้รู้อีก แต่วันนี้... กลับถูกวิญญาณกระบี่ในเกมพูดออกมาหน้าตาเฉย! ความตกใจของเขาตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเห็นมดเดินเหยียบช้างตายคาตีน
“ขอโทษค่ะพี่เฟิง... หว่านเอ๋อร์... หว่านเอ๋อร์สามารถอ่านความทรงจำของมนุษย์ได้...”
“......”
“ขอโทษนะเจ้าคะ... ขอโทษจริงๆ หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าไม่มีใครชอบให้คนอื่นมารู้ความคิดของตัวเองหรอก แต่หว่านเอ๋อร์ควบคุมมันไม่ได้จริงๆ แค่หว่านเอ๋อร์มองใครสักคน ความทรงจำที่สำคัญที่สุดของคนคนนั้นก็จะไหลเข้ามาในหัวเอง...” เสียงของเซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์สั่นเครือ เต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด
“......”
“พี่เฟิง... พี่จะเกลียดหว่านเอ๋อร์ไหม?” หว่านเอ๋อร์พยายามกลั้นน้ำตา ถามเสียงอ่อยอย่างน่าสงสาร
“...ไม่หรอก ไม่เกลียดแน่นอน หว่านเอ๋อร์น่ารักขนาดนี้ พี่ชอบแทบตาย... จะเกลียดลงได้ยังไง” เฟิงเซียวหัวเราะแห้งๆ ตอบอย่างยากลำบาก
อ่านความทรงจำได้งั้นเหรอ... นี่มันเกมบ้าอะไรกันเนี่ย...
*****