- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 42: หยกปริศนาที่ไม่อาจประเมิน
บทที่ 42: หยกปริศนาที่ไม่อาจประเมิน
บทที่ 42: หยกปริศนาที่ไม่อาจประเมิน
“อะไรนะ! 200 เหรียญทอง?! ปล้นกันชัดๆ ขนาดโจรยังไม่โหดเท่าเอ็งเลย!”
เฟิงเซียวแทบอยากจะกระโดดถีบ ‘บาทาไร้เงา’ ใส่เจ้าก้อนไขมันตรงหน้าให้กระเด็น ค่าขยายช่องเก็บของแค่ช่องเดียวปาเข้าไปตั้ง 200 เหรียญทอง นั่นมันเงินจริงตั้ง 200 หยวนเชียวนะ! แถมในตอนนี้ที่ระบบแลกเปลี่ยนเงินตรายังไม่เปิดใช้งาน และผู้คนต่างขัดสนเงินทอง มูลค่าของมันยิ่งมหาศาลกว่านั้นหลายเท่า
ตาเฒ่าเจ้าของคลังสินค้าทำหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ท่านผู้กล้า ราคานี้เป็นราคามาตรฐานเดียวกันทั้งทวีปมังกรสวรรค์ ผ่านการตรวจสอบและกำหนดราคาโดยกรมการคลังแห่งราชวงศ์มังกรสวรรค์อย่างถูกต้อง จะมากล่าวหาว่าข้าโกงได้อย่างไร”
เฟิงเซียวพูดไม่ออก ได้แต่สบถด่าบริษัทเฟยเทียนในใจว่า ‘พวกแกมันหน้าเลือด’ เขาจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะขยายกระเป๋าไปก่อน จากนั้นจึงจ่ายเงิน 6 เหรียญเงินเพื่อฝากชุดเซตหมาป่าทองคำเข้าคลัง แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงมังกรสวรรค์
ป้ายร้านขนาดมหึมาเขียนว่า ‘รับประเมินทุกสรรพสิ่ง’ ปรากฏแก่สายตา นี่คือร้านประเมินไอเทมแห่งนครหลวงมังกรสวรรค์ เฟิงเซียวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมุดเข้าไปด้านใน
“สวัสดีครับคุณปู่ ช่วยตรวจสอบอุปกรณ์พวกนี้ให้ผมหน่อยครับ” เฟิงเซียวหยิบชุดเซตระดับเงินเลเวล 20 ที่ดรอปจากพลหอกวิญญาณในสุสานยมทูตชั้นสองออกมา
ตาแก่นักประเมินมีใบหน้าแห้งตอบราวกับซากศพ แม้เฟิงเซียวจะควักอุปกรณ์ระดับเงินเลเวล 20 ออกมารวดเดียวถึง 5 ชิ้น สีหน้าของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขาหยิบของมาพลิกดูสักพักแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“50 เหรียญทอง!”
เฟิงเซียวควักเงิน 50 เหรียญทองออกมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนกรีดเนื้อ ตาแก่รับเงินไปอย่างวางท่า จากนั้นก็ร่าย ‘ทักษะประเมิน’ ใส่ของกองนั้นรัวๆจนเสร็จสิ้น แล้วโยนกลับคืนให้เฟิงเซียวส่งๆ
[รัดเกล้าวิญญาณมรณะ]: อุปกรณ์ระดับเงิน
• รายละเอียด: รัดเกล้าที่อัดแน่นด้วยไอแห่งความตาย
• คุณสมบัติ: พลังป้องกัน +40, พลังชีวิต +30, มานา +30, ต้านทานธาตุความมืด +5%
[เกราะวิญญาณมรณะ]: อุปกรณ์ระดับเงิน
• รายละเอียด: ชุดเกราะที่พลหอกวิญญาณเคยสวมใส่ แผ่ไอความตายออกมาตลอดเวลา มีพลังป้องกันที่ยอดเยี่ยม
• คุณสมบัติ: พลังป้องกัน +70, พละกำลัง +10, ความอึด +10, พลังชีวิต +50, ต้านทานธาตุความมืด +5%
[กางเกงศึกวิญญาณมรณะ]: อุปกรณ์ระดับเงิน
• รายละเอียด: กางเกงศึกที่พลหอกวิญญาณเคยสวมใส่ ค่อนข้างเบาสบาย
• คุณสมบัติ: พลังป้องกัน +50, ความอึด +10, ความว่องไว +10, ต้านทานธาตุความมืด +5%
[ถุงมือวิญญาณมรณะ]: อุปกรณ์ระดับเงิน
• รายละเอียด: ถุงมือที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
• คุณสมบัติ: พลังป้องกัน +20, พลังโจมตี +10, ความว่องไว +10, สติปัญญา +10, ต้านทานธาตุความมืด +5%
[รองเท้าศึกวิญญาณมรณะ]: อุปกรณ์ระดับเงิน
• รายละเอียด: รองเท้าที่อัดแน่นด้วยไอแห่งความตาย
• คุณสมบัติ: พลังป้องกัน +20, ความเร็วในการเคลื่อนที่ +5, ความว่องไว +10, ต้านทานธาตุความมืด +5%
“สเตตัสใช้ได้เลยแฮะ” เฟิงเซียวรีบถอดชุดมือใหม่ที่เก่าคร่ำครึทิ้งไป แล้วสวมชุดเซตวิญญาณมรณะทั้ง 5 ชิ้นทันที ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็แผ่แสงสีเทาขาวจางๆออกมา พร้อมกับมีไอแห่งความตายลอยวนเวียนอยู่รอบตัวอย่างแผ่วเบา
ผู้เล่นที่สามารถสวมใส่ไอเทมระดับเงินได้ทั้งตัวในตอนนี้ ทั่วทั้งเขตหัวเซี่ยน่าจะมีเพียงหยิบมือเดียว
ติ๊ง! ท่านรวบรวมชุดเซตวิญญาณมรณะครบ 5/6 ชิ้น ปลดล็อกคุณสมบัติเซตบางส่วน: ความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิต +10, ความเร็วในการฟื้นฟูมานา +10, ต้านทานการตายฉับพลัน +10%
“คุณปู่ครับ ช่วยประเมินหยกก้อนนี้ให้หน่อยได้ไหม?” เฟิงเซียวลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่น ‘หยกสวรรค์มายา’ ให้กับตาแก่
ทันทีที่รับหยกสวรรค์มายาไป รูม่านตาของตาแก่นักประเมินก็หดเกร็งลงทันที สองมืออันแห้งเหี่ยวพลิกหยกก้อนนั้นไปมา พินิจพิเคราะห์อยู่นานสองนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองเฟิงเซียวตาไม่กะพริบอยู่เป็นนาที แล้วค่อยๆชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว...
“ตรวจสอบได้จริงๆด้วย...” เฟิงเซียวถามอย่างระมัดระวัง “หนึ่งพันเหรียญทองเหรอครับ?”
ไอเทมที่ทำให้สกิลรวบรวมอัปเกรดข้ามขั้นได้ถึงสองระดับ ต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน เฟิงเซียวจึงกล้าเสนอราคาที่สูงลิบ
ตาแก่กลอกตาบนใส่หนึ่งที แล้วส่ายหัว
“เอ่อ... งั้นหนึ่งร้อยเหรียญทอง?”
“......”
ตาแก่นักประเมินพยายามระงับความอยากที่จะเอาหยกสวรรค์มายาฟาดกบาลเฟิงเซียวให้แตก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“หนึ่งร้อยล้าน... เหรียญทอง!”
“......”
เปรี้ยง! เหมือนมีสายฟ้าผ่าลงกลางกบาล เฟิงเซียวอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบจะร่วงไปกองกับพื้น
......
“มันคือของบ้าอะไรกันวะเนี่ย...” เฟิงเซียวเดินออกจากร้านประเมินด้วยอาการช็อกที่ยังไม่จางหาย
ทันทีที่เฟิงเซียวเดินพ้นร้านไป ใบหน้าเกร็งเครียดของตาแก่นักประเมินก็พังทลายลง รีบยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นที่ผุดพรายเต็มหน้าผากด้วยความลนลาน
“ฟู่ว... โชคดีนะที่บอกราคาเว่อร์ๆขู่เจ้านั่นจนหนีไป ไม่งั้นป้ายร้าน ‘รับประเมินทุกสรรพสิ่ง’ ของข้าคงโดนทุบทิ้งแน่—บ้าจริง! นั่นมันหยกเจือพลังระดับเหนือเทวะชัดๆ ต่อให้ข้าฝึกวิชาประเมินไปอีกร้อยปีก็ไม่มีทางตรวจสอบมันได้หรอก!”
“แต่ว่า... เจ้าเด็กนั่นไปได้หยกก้อนนั้นมาจากไหนกัน?”
“ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... เรื่องมงคลพะยะค่ะ...” หน้าตำหนักบรรทมขององค์หญิง ขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานด้วยความดีใจ
บนเตียงหยกหงส์เพลิง ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนสงบนิ่ง ร่างกายของนางดูบอบบางราวกับทำจากหยดน้ำ ดวงตาที่เคยสุกสกาวเปี่ยมเสน่ห์บัดนี้กลับไร้แวว ใบหน้าที่งดงามล่มเมืองไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย ข้างเตียงนั้น จักรพรรดิมังกรสวรรค์ผู้มีพระพักตร์ซีดเซียวไม่ต่างกัน กำลังใช้พระหัตถ์อันสั่นเทาป้อนยาให้นางทีละช้อน... หมอหลวงฮวงยืนค้อมตัวอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและหวาดหวั่นที่ไม่อาจปกปิด
“มีเรื่องอันใดให้ต้องตื่นตระหนก?” จักรพรรดิมังกรสวรรค์ตรัสถามโดยที่สีพระพักตร์ยังคงเรียบเฉย ราวกับหัวใจได้ตายด้านไปแล้ว
“ฝ่าบาท... กิเลนพะยะค่ะ กิเลนปรากฏตัวแล้ว...” ขันทีน้อยทรุดตัวลงหน้าประตูตำหนัก ละล่ำละลักรายงานด้วยความเหนื่อยหอบ
“ว่ากระไร!?” จักรพรรดิมังกรสวรรค์และหมอหลวงฮวงอุทานขึ้นพร้อมกัน ถ้วยยาในมือขององค์จักรพรรดิร่วงหล่นลงพื้น แตกกระจายเสียงดัง เพล้ง!
“เจ้าว่าอะไรนะ พูดให้ข้าฟังอีกทีซิ...” ริมฝีปากของจักรพรรดิมังกรสวรรค์สั่นระริก ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมามีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง
“พะยะค่ะ ฝ่าบาท” ขันทีน้อยสูดหายใจลึก ปรับเสียงให้ชัดเจนแล้วกล่าวว่า “ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน ในตารางจัดอันดับสัตว์เลี้ยง จู่ๆก็มีกิเลนปรากฏขึ้นมา ทางหน่วยพยากรณ์สวรรค์ได้ตรวจสอบหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ประชาชนชาวมังกรสวรรค์นับสิบล้านคนต่างก็เป็นพยานได้”
หมอหลวงฮวงรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าแล้วทูลว่า “ฝ่าบาททรงมีบุญญาธิการ สวรรค์ย่อมไม่ทอดทิ้งราชวงศ์เรา เทพธิดามังกรสวรรค์ทรงประทานนิมิตหมายอันเป็นมงคล เพื่อปกปักษ์รักษาราชวงศ์มังกรสวรรค์พะยะค่ะ!”
“ดี... ดีมาก... ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา อาการป่วยของนาง... ในที่สุดก็มีหวังแล้ว... แต่สัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างกิเลน ไฉนจึงยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้ เสี่ยวหลี่จื่อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นเจ้านายของกิเลนตัวนั้น?”
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมทราบจากหน่วยพยากรณ์สวรรค์ว่าผู้ครอบครองกิเลนคือผู้กล้าจากต่างโลก นามว่า ‘เฟิงหุน’ พะยะค่ะ” ขันทีน้อยตอบอย่างนอบน้อม
“เฟิงหุน?” จักรพรรดิมังกรสวรรค์และหมอหลวงฮวงหันมามองหน้ากัน หมอหลวงฮวงตบเข่าฉาดแล้วร้องว่า “ฝ่าบาท! เฟิงหุนก็คือผู้ที่เปลี่ยนอาชีพคนแรกที่ฝ่าบาททรงเรียกเข้าเฝ้าเมื่อไม่กี่วันก่อนไงพะยะค่ะ ต้องเป็นเขาที่น้อมรับพระราชเสาวนีย์ และสามารถตามหากิเลนจนพบได้อย่างเหลือเชื่อ มิหนำซ้ำยังรับมันเป็นสัตว์เลี้ยงได้อีก”
จักรพรรดิมังกรสวรรค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่น “ฮ่าๆๆๆ ตอนที่ข้ามอบภารกิจนี้ให้เขา ข้าไม่ได้คาดหวังอะไรเลยแม้แต่น้อย คิดไม่ถึงจริงๆ... คิดไม่ถึงเลย ข้าประเมินคนผู้นี้ต่ำเกินไปจริงๆ เร็วเข้า! ไปตามท่านปรมาจารย์จางมาพบข้า เดี๋ยวนี้!”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!”
......
“ท่านปรมาจารย์จาง สามารถระบุตำแหน่งของเขาได้หรือไม่?” จักรพรรดิถามด้วยความร้อนรน
“กราบทูลฝ่าบาท ขอเพียงเขาอยู่ในรัศมีร้อยกิโลเมตรรอบนครหลวงมังกรสวรรค์ กระหม่อมมั่นใจว่าจะหาเขาพบพะยะค่ะ” ปรมาจารย์จางสะบัดแส้ปัดรังควานในมือ เขาอยู่ในชุดนักพรตเต๋าขลิบทอง ท่วงท่าดูสง่างามราวกับเซียนผู้วิเศษ เขาคือปรมาจารย์ด้านยันต์อาคมอันดับหนึ่งแห่งนครหลวงมังกรสวรรค์ ผู้เป็นที่เคารพสักการะของคนนับไม่ถ้วน
ปรมาจารย์จางหยิบยันต์กระดาษสีขาวขึ้นมา ร่ายคาถาพึมพำ ก่อนจะตวาดก้องพร้อมโยนยันต์ขึ้นฟ้า...
“วิชาอาคมเทียนกัง... เนตรสวรรค์! เบิก!”
ยันต์กระดาษระเบิดออกกลางอากาศ ปรากฏเป็นดวงตาสีขาวลอยเด่นขึ้น พร้อมกับภาพเลือนรางที่ค่อยๆชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของปรมาจารย์จาง ในภาพนั้น ชายหนุ่มสวมหน้ากากสีดำกำลังวิ่งเหยาะๆอยู่บนถนนสายหนึ่งนอกวังหลวง... นั่นคือเฟิงเซียวนั่นเอง
ภาพนิมิตจางหายไป ปรมาจารย์จางประสานมือรายงาน “ฝ่าบาท ชายผู้นั้นกำลังมุ่งหน้ามายังวังหลวง ตอนนี้อยู่ใกล้ประตูวังแล้ว อีกประมาณห้านาทีคงจะถึงพะยะค่ะ”
“เยี่ยม!” จักรพรรดิมังกรสวรรค์ทรงโสมนัสยิ่ง “เขาต้องตั้งใจนำโลหิตกิเลนมาถวายข้าเป็นแน่ สมแล้วที่เป็นยอดผู้กล้าอันดับหนึ่ง เป็นคนรักษาคำพูด มีคุณธรรมน้ำมิตร เร็วเข้า! ข้าจะออกไปต้อนรับเขาด้วยตัวเอง”
หมอหลวงฮวงและปรมาจารย์จางตกตะลึง รีบประสานมือทัดทานพร้อมกัน “ฝ่าบาท! มิได้นะพะยะค่ะ แม้เฟิงหุนจะสร้างความชอบครั้งใหญ่หลวง แต่ฝ่าบาททรงเป็นถึงโอรสสวรรค์ จะให้ลดพระเกียรติไปต้อนรับสามัญชนได้อย่างไร ให้พวกกระหม่อมออกไปรับแทนเถิดพะยะค่ะ”
“สามัญชน?” จักรพรรดิมังกรสวรรค์แย้มพระสรวลอย่างไม่ถือสา “สามัญชนที่ไหนจะสามารถหากิเลนที่พวกเราพลิกแผ่นดินหามาหลายปียังไม่เจอได้ในเวลาสั้นๆ แถมยังปราบพยศจนรับเป็นสัตว์เลี้ยงได้อีก?”
ขุนนางทั้งสองถึงกับพูดไม่ออก
“อีกอย่าง... เขายังเป็นทายาทของผู้สืบทอดแห่ง ‘อาชูร่า’ อีกด้วย... จัดขบวน! ไปที่ประตูทิศตะวันตก”
*****