- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 33 : เฟิงเหยา โฉมงามสะท้านแผ่นดิน
บทที่ 33 : เฟิงเหยา โฉมงามสะท้านแผ่นดิน
บทที่ 33 : เฟิงเหยา โฉมงามสะท้านแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยจิงหัวก่อตั้งขึ้นในยุคแรกเริ่มของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน บนพื้นที่กว่า 400 เฮกตาร์(ประมาณ 2,500 ไร่) ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี สั่งสมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันล้ำค่า จนกลายเป็นสถาบันการศึกษาอันดับหนึ่งของประเทศ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก การได้เข้าศึกษาที่นี่ คือความฝันและเกียรติยศสูงสุดของนักเรียนจีนทุกคน
ณ ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เสาหินยักษ์ 9 ต้นตั้งตระหง่านค้ำจุนแผ่นจารึกสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่สลักอักษร 4 ตัวด้วยลายมืออันทรงพลัง: ‘มหาวิทยาลัยจิงหัว’
วันนี้เป็นวันแรกของช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน บริเวณหน้าประตูจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและรถราขวักไขว่ แต่กลับเป็นระเบียบเรียบร้อย สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพที่ผู้คนมีต่อสถานศึกษาแห่งนี้
“ว้าว! นี่เหรอจิงหัว? ทิวทัศน์ บรรยากาศ ความอลังการ... สุดยอดไปเลยแฮะ!” หนุ่มท่าทางอวดดีคนหนึ่งยืนทำหน้าตื่นเต้นอยู่หน้าประตู ร้องอุทานอย่างเวอร์วัง
“แน่นอนสิ! ไม่งั้นจะเป็นอันดับหนึ่งของประเทศได้ไง!” หนุ่มแว่นข้างๆก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน “อีก 4 ปีข้างหน้าเราต้องมาสิงสถิตอยู่ที่นี่แล้ว หวังว่าสาวๆจะแจ่มนะ”
พอพูดถึงสาวสวย หนุ่มอวดดีก็หน้าหงอยลงทันที “สาวสวยแกอย่าไปหวังเลย พระเจ้าท่านยุติธรรมเสมอ ให้หน้าตาดีมักไม่ให้สมอง คนที่สอบเข้าที่นี่ได้ ส่วนใหญ่คงมีแต่พวก... พวก...”
เสียงและฝีเท้าของหนุ่มอวดดีหยุดชะงักลงดื้อๆ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง ดวงตาเบิกโพลงจ้องเขม็งไปข้างหน้า ราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์พันลึก
หนุ่มแว่นเห็นเพื่อนยืนนิ่งเป็นหุ่นก็เอามือไปโบกตรงหน้า “เฮ้ย! เป็นไรวะเพื่อน? วิญญาณหลุดเหรอ?”
หนุ่มอวดดีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตายังคงจับจ้องไปที่จุดเดิม ปากพึมพำไม่เป็นภาษา “นางฟ้า... นางฟ้าชัดๆ...”
หนุ่มแว่นมองตามสายตาเพื่อนไป... ทันใดนั้น เขาก็เหมือนถูกฟ้าผ่าเปรี้ยงเข้ากลางกบาล ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่ง ร่างกายแข็งทื่อจนแว่นตาหลุดจากดั้งจมูกร่วงลงพื้นดัง แก๊ง! ก็ยังไม่รู้ตัว
“ในโลกนี้... มีผู้หญิงที่สวยขนาดนี้อยู่จริงหรือ...”
ดวงตาคู่งามดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง จมูกโด่งรั้นน่าเอ็นดู ริมฝีปากอิ่มสีกลีบกุหลาบ ใบหน้าเรียวรูปไข่ที่งดงามราวกับผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า ลำคอระหงขาวผ่อง... ทุกสัดส่วนดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับไม่เคยแปดเปื้อนฝุ่นธุลีทางโลก ผิวพรรณขาวนวลเนียนดุจหยก รัศมีความงามที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ทำให้เธอดูเหมือนเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า
นัยน์ตาหวานซึ้งเปล่งประกายระยิบระยับชวนฝัน ริมฝีปากที่ยกยิ้มเล็กน้อยชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกล แต่กลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมากลับทำให้ผู้ที่บังอาจคิดเกินเลยต้องรู้สึกละอายใจ...
ความงามที่ยั่วยวนใจบุรุษ ผสานกับความบริสุทธิ์สูงส่ง ก่อเกิดเป็นความงามที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน!
เธอยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้โบราณอายุนับพันปี ชะเง้อมองไปทางหนึ่งเหมือนกำลังรอคอยใครบางคน ผมยาวดุจเส้นไหมทิ้งตัวลงมาคลอเคลียไหล่บางราวกับม่านน้ำตก ยิ่งขับเน้นความงามของเธอให้ดูเหนือจริงยิ่งขึ้นไปอีก!
“นี่คือผู้หญิงที่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์เหรอ?” สองหนุ่มคิดในใจพร้อมกัน
เธอสวยเกินไป... สวยจนทำให้คนมองรู้สึกมัวเมาและต่ำต้อยในเวลาเดียวกัน...
.........
“เอ่อ... สวัสดีครับรุ่นพี่! ดูจากท่าทางองอาจผึ่งผายแล้ว พี่ต้องเป็นยอดคนแน่ๆ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ!” หนุ่มอวดดีคว้าแขนชายหนุ่มชุดขาวที่เดินออกมาจากมหาลัย
ชายชุดขาวโดนยอจนตัวลอย รู้สึกถูกชะตาขึ้นมาทันที ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิ “เชิญถามได้เลยน้องชาย ไม่ต้องเกรงใจ”
หนุ่มอวดดีชี้มือสั่นๆไปทางสาวงามที่ทำให้เขาใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “รุ่นพี่ครับ... ไม่ทราบว่าคนสวยทางโน้นคือ...”
ชายชุดขาวมองตามมือไป แล้วก็เงียบเสียงลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน... ทั้งหลงใหล จนใจ และเศร้าหมอง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงถอนหายใจเบาๆ “พวกนายคงไม่ใช่คนแถวนี้สินะ”
ยิ่งเห็นปฏิกิริยาแบบนี้ หนุ่มอวดดียิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ “ใช่ครับ! พวกผมเป็นนักเรียนโควตาจากซูหาง เพิ่งมาถึงวันนี้เลย”
“อ้อ มิน่าล่ะถึงไม่รู้จักเธอ...”
“รุ่นพี่ครับ เธอคนนั้นดังมากเหรอครับ... สาบานเลยว่าเกิดมาผมเจอคนสวยมาเยอะ แต่ไม่เคยเจอใครเทียบเธอได้แม้แต่ปลายเล็บ! เธอสมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว!” หนุ่มแว่นตาเป็นประกาย
“เธอชื่อ ‘เฟิงเหยา’ เป็นดาวมหาวิทยาลัยจิงหัว และเป็นดาวที่สวยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งมหาลัยมา แถมยังได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงอีกด้วย นายคิดว่าเธอดังไหมล่ะ?” ชายชุดขาวตอบเสียงเรียบ
“ว้าว... ต่อให้ใครบอกว่าเธอสวยที่สุดในจีน ผมก็เชื่อสนิทใจเลยครับ ว่าแต่เธอมีแฟนรึยังครับ? โอ๊ย... ถ้าได้เป็นแฟนเธอสักวันหนึ่ง ให้ผมตายเร็วขึ้นสิบปีผมก็ยอม”
“ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ... เลิกฝันกลางวันเถอะ ไม่สังเกตเหรอว่าไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าเข้าไปคุยกับเธอเลย?” ชายชุดขาวเตือนด้วยความหวังดี ไม่ได้ดูถูก เพราะผู้ชายทุกคนที่เห็นเฟิงเหยาครั้งแรกก็คิดแบบนี้ทั้งนั้น ตัวเขาเองก็เช่นกัน
เฟิงเหยายืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน สายตาหลงใหลและริษยานับร้อยคู่จับจ้องมาที่เธอ แต่กลับไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้...
“ทำไมล่ะครับ? หรือว่าเธอ... นิสัยไม่ดี? ไม่สิ สวยขนาดนี้ต่อให้นิสัยแย่แค่ไหนคนก็ยอม... หรือว่าเส้นใหญ่? หรือโดนเสี่ยเลี้ยง! เฮ้อ ก็คงงั้นแหละ สวยขนาดนี้...”
มือของชายชุดขาวตะปบปิดปากหนุ่มอวดดีไว้แน่น เขาหันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจจึงถอนหายใจโล่งอก แล้วกระซิบเสียงเครียด “เตือนไว้ก่อนนะ อย่าปากพล่อยพูดจาซี้ซั้วแบบนี้อีก ไม่งั้นพรุ่งนี้นายอาจกลายเป็นศพ! บอกตามตรง... คนที่จีบเธอแบบเปิดเผย อย่างมากก็แค่โดนปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่ไอ้พวกที่เล่นตุกติกหรือใช้อำนาจบีบบังคับ ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน... ตายเรียบ! ไม่เว้นแม้แต่ผู้ว่าการเมืองหลวงคนก่อน!”
สองหนุ่มสูดหายใจเฮือก มองหน้าชายชุดขาวด้วยความสยดสยอง
“เรื่องนี้รู้กันทั่วจิงหัว อีกหน่อยพวกนายก็รู้เอง ไม่ใช่เพราะตัวเฟิงเหยาหรอก แต่เพราะ ‘แบ็ก’ ของเธอน่ากลัวมาก! น่ากลัวขนาดที่ตำรวจยังไม่กล้ายุ่ง!”
น่ากลัวจนตำรวจไม่กล้ายุ่ง? สองหนุ่มมองหน้ากันด้วยแววตาแปลกๆ คนประเภทนี้มีถมเถไป พวกเขาไม่ได้รู้สึกกลัวเท่าไหร่
ทันใดนั้น รอยยิ้มยินดีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสาวงาม รอยยิ้มนั้นงดงามตระการตาราวกับดอกไม้นับร้อยบานพร้อมกัน ทำเอาผู้คนแถวนั้นวิญญาณหลุดออกจากร่างไปชั่วขณะ ร่างบางระหงขยับเคลื่อนไหว พลิ้วไหวดุจกิ่งหลิวลู่ลม ตรงเข้าไปหาชายหนุ่มคนหนึ่ง แล้วโผเข้ากอดเขาเต็มรัก...
เพล้ง... เพล้ง... เพล้ง...
เสียงหัวใจหนุ่มๆแตกกระจายเกลื่อนพื้น...
หนุ่มอวดดียืนอ้าปากค้าง มองเทพธิดาในดวงใจกอดผู้ชายอื่นตาปริบๆ มือสองข้างกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ แทบอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกอกไอ้หมอนั่น
“เขาชื่อเฟิงเซียว เป็นพี่ชายของเฟิงเหยา เคยเรียนที่นี่ตอนปี 1 แม้จะเรียนแค่ปีเดียว แต่เขาก็กลายเป็นตำนานที่สาวๆทั้งมหาลัยคลั่งไคล้ ความนิยมไม่แพ้เฟิงเหยาตอนนี้เลย เสียดายที่ต่อมาเขาติดคุก เลยหายหน้าหายตาไป จะเห็นเขาเฉพาะตอนมารับน้องสาวช่วงปิดเทอมเท่านั้น” ชายชุดขาวอธิบายเสียงเรียบ
พอรู้ว่าเป็นพี่ชาย หนุ่มอวดดีก็คลายหมัดลง สีหน้าผ่อนคลายขึ้นเยอะ “ติดคุก? เรื่องอะไรหรอครับ?”
“หึหึ... ฉันจะไปรู้ได้ไง” ชายชุดขาวหัวเราะในลำคออย่างมีเลศนัย “ที่บอกได้ก็บอกหมดแล้ว น่าหลานอีหง สีหน้าของนายบอกชัดว่ายังไม่ตัดใจจากผู้หญิงคนนั้น แต่ฉันขอเตือนอีกครั้ง... ตัดใจซะเถอะ!”
สองหนุ่มสะดุ้งเฮือก ดวงตาวาวโรจน์จ้องเขม็งไปที่ชายชุดขาวด้วยความตกใจ
“หึหึ ถ้าจำไม่ได้ว่าเป็นคนตระกูลน่าหลาน ฉันคงไม่เสียเวลาเตือนหรอก” ชายชุดขาวเดินผ่านพวกเขาไปช้าๆ แล้วกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สามคน “คนที่ปกป้องเธอคือคนของตระกูลเซียวแห่งจิงหัว ถ้าไม่กลัวตายก็ลองดู!”
“มหาลัยไม่ต้องเรียนก็ได้ สาวไม่ต้องจีบก็ได้ แต่เลเวลใน ‘หลุนหุย’ ห้ามตก! เอาเวลาเดินเล่นไปเก็บเลเวลซะ อย่าทำให้ตระกูลผิดหวังล่ะ! น่าหลานอีหง, น่าหลานอีเซวียน!”
ชายชุดขาวเดินจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตระกูลเซียว... ตระกูลที่คนในระดับเดียวกับพวกเขาเท่านั้นถึงจะรู้จัก และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตระกูลที่พวกเขา... แตะต้องไม่ได้!
*****