- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 31 : สาวน้อยนัยน์ตาม่วง
บทที่ 31 : สาวน้อยนัยน์ตาม่วง
บทที่ 31 : สาวน้อยนัยน์ตาม่วง
“ลุงหวัง พอจะสืบได้ไหมว่าสองคนนั้นเป็นใคร?”
ใบหน้าของหลงเว่ยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวัน แต่ก็ไม่อาจปิดบังบารมีแห่งผู้นำที่สั่งสมมาจากการอยู่ในตำแหน่งอันสูงส่งได้
“เรื่องนี้... แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับนายน้อย ระบบรักษาความปลอดภัยของ ‘หลุนหุย’ ถูกสร้างขึ้นโดย ‘อิงลั่ว’ ไม่มีใครเจาะข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้เล่นได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอิงลั่วเท่านั้น... แต่ด้วยนิสัยที่ยึดมั่นในความยุติธรรมของเธอ ไม่มีทางที่เธอจะยอมตกลงแน่ครับ” ลุงหวังตอบด้วยสีหน้าเสียดาย
“หึหึ... ก็ลองพยายามดูแล้วกัน บุคคลนิรนามคนนี้ไม่ได้เป็นแค่อันดับหนึ่งของจีน แต่เป็นอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว คนแบบนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามดึงตัวมาช่วยชาติให้ได้นะ”
“ครับ... นายน้อย”
เมื่อนึกถึงใบหน้าบูดเบี้ยวเหมือนกินยาขมของผู้นำประเทศต่างๆในการประชุมทางไกลเมื่อครู่ หลงเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “บุคคลนิรนามคนนี้ นอกจากจะกู้หน้าให้ประเทศจีนแล้ว ยังช่วยระบายความอัดอั้นตันใจให้ฉันได้มากโขเลยทีเดียว”
“เขาจะเป็นใครกันนะ...”
.........
“พี่ชาย พี่เล่นอาชีพนักรบหรือเปล่าคะ?”
เสียงหวานใสราวกับระฆังสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและความอบอุ่นดังมาตามสายโทรศัพท์ ราวกับสายฝนอันชุ่มฉ่ำที่โปรยปรายลงมาดับความร้อนรุ่มในใจของเฟิงเซียว
“อืม... ก็ประมาณนั้นแหละ! ในเกมพี่ชื่อ ‘เฟิงหุน’ นะ” เฟิงเซียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเบาๆ เขาใช้กระบี่เซวียนหยวนเป็นอาวุธหลัก รูปแบบการต่อสู้ก็คล้ายกับนักรบจริงๆนั่นแหละ
“...เฟิง... หุน...”
ชื่อนี้ทำให้ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
“เหยาเอ๋อร์ เตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”
“แน่นอนค่ะ! หนูไม่อยากเป็นตัวถ่วงพี่นี่นา อ้อ เพื่อนๆที่มหาลัยเล่นกันแทบทุกคนเลย มีรุ่นพี่เก่งๆคนนึงเปลี่ยนอาชีพได้แล้วด้วย พี่ชายเวลเท่าไหร่แล้วหรอคะ?”
“เรื่องนี้... ฮิฮิ ไว้เจอกันในเกมเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!” เฟิงเซียวยิ้มอย่างภาคภูมิใจ นึกภาพน้องสาวทำหน้าตาตื่นเต้นตาโตเป็นไข่ห่านแล้วก็มีความสุข
“ว่าแต่เหยาเอ๋อร์จะเล่นอาชีพอะไรล่ะ?”
“เรื่องนี้... คิกคิก หนูก็ไม่บอกพี่เหมือนกันค่ะ! อ้อ วันมะรืนตอนบ่ายอย่าลืมมารับหนูด้วยนะคะ...”
เฟิงเซียววางโทรศัพท์ลงอย่างอ้อยอิ่ง ในหัวจินตนาการถึงรอยยิ้มแสนหวานของน้องสาวที่ปลายสาย
บ้านของเขาห่างจากมหาวิทยาลัยจิงหัวเพียงขับรถ 2 ชั่วโมง แต่เขาไม่อยากให้น้องสาวต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไปกลับทุกวัน จึงยอมให้เธออยู่หอพักแม้จะทนสายตาเว้าวอนของเธอแทบไม่ไหว ทำให้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันน้อยลงมาก แม้จะคุยกันทุกวัน แต่ความคิดถึงก็ไม่เคยจางหาย ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวจึงเป็นช่วงเวลาที่เฟิงเซียวมีความสุขที่สุดในรอบปี
มหาวิทยาลัยจิงหัว... สถานที่ที่เขาไปปีละสองครั้งเท่านั้น เวลาอื่นคือเขตหวงห้ามที่เขาพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุด เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่แผลเป็นในใจยังคงอยู่ ทุกครั้งที่สัมผัส มันยังคงเจ็บปวดเสมอ
เฟิงเซียวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกดโทรศัพท์หาอีกคน... ปลายสายรับ แต่มีเพียงความเงียบงัน
“มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใน ‘หลุนหุย’ บ้างไหม?”
“ลึกซึ้งจนไม่อาจหยั่งถึง มหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้” สิ่งที่ตอบกลับมาเป็นเสียงทุ้มต่ำไร้อารมณ์
“งั้นก็... เริ่มต้นได้เลย!” เฟิงเซียววางสาย คุยกับคนบ้า ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
ที่ปลายสาย ชายหนุ่มสวมแว่นหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่งแสยะยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูอำมหิตและบ้าคลั่ง... เขาชื่อ ‘เฟิงจื่อ(คนบ้า)’ และเขาก็เป็นคนบ้าสมชื่อจริงๆ
เมื่อวานเฟิงเซียวดูกระดานจัดอันดับแบบผ่านๆ แต่ก็พอจะมองเห็นภาพรวมขั้วอำนาจใน ‘หลุนหุย’ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง —— สี่กระดานจัดอันดับ แทบจะเป็นตัวแทนของขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในจีน
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาสงสัย คือตัวตนของ ‘เฮิ่นเทียน’
เล่นเกมมาตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันบ่าย 3 ข้าวปลายังไม่ตกถึงท้อง เฟิงเซียวหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ แล้วออกจากบ้านไปซื้อของ
เฟิงเซียวเป็น ‘ฮิคิโคโมริ’ ขนานแท้ บางทีครึ่งเดือนไม่ออกจากบ้านเลยก็มี แต่เพราะอีก 2 วันน้องสาวสุดที่รักจะกลับบ้าน เขาจะยอมให้น้องสาวกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับขนมปังแห้งๆเหมือนเขาได้ยังไง
ย่านการค้ายังคงคึกคัก ผู้คนพลุกพล่าน แม้กระแส ‘หลุนหุย’ จะมาแรง แต่ชีวิตจริงก็ยังดำเนินต่อไป เฟิงเซียวเดินออกมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตพร้อมถุงพะรุงพะรัง เขาที่เป็นพวกใช้ชีวิตไม่เป็น ซื้อของมั่วซั่ว หยิบผักผลไม้ที่ดูสวยๆ กับของใช้จิปาถะใส่รถเข็นมาสุ่มๆ
ใจกลางย่านการค้ามีลานกว้างขนาดใหญ่ ผู้คนบ้างเดินขวักไขว่บ้างพักผ่อนหย่อนใจ เฟิงเซียวเดินตรงไปกลางลานอย่างไม่รู้ตัว... เด็กหญิงคนหนึ่งดึงดูดความสนใจของเขา เพราะดวงตาของเธอ... เป็นสีม่วง!
เด็กหญิงอายุราว 12-13 ปี สวมชุดกระโปรงเจ้าหญิงลายดอกไม้สีขาวน่ารัก ใบหน้าขาวผ่องดุจหยกสลัก ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงามไร้ที่ติ
เธอนั่งเท้าคางอยู่อย่างเดียวดายบนม้านั่งหินข้างน้ำพุ นัยน์ตาสีม่วงทอประกายลึกลับ แฝงแววเย็นชาเกินวัย มองดูความวุ่นวายของเมืองใหญ่ด้วยสายตาว่างเปล่า
ผู้คนเดินผ่านไปมานับร้อย แต่แปลกที่ไม่มีใครหยุดมองเด็กสาวที่น่ารักและแปลกประหลาดคนนี้เลยสักคน
เฟิงเซียวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเธอ มองสำรวจด้วยความสงสัย เด็กสาวค่อยๆเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามคำถามแปลกๆ
“พี่ชาย... มองเห็นหนูเหรอคะ?”
เฟิงเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอ่อนโยน นั่งยองๆลงตรงหน้าเธอ ไม่ได้ใส่ใจคำถามที่ดูไร้เดียงสานั้น เขาจ้องมองดวงตาของเธอแล้วถามเบาๆ “น้องสาว ทำไมมานั่งตรงนี้คนเดียวล่ะ เพื่อนๆไปไหนหมด?”
ตาบอด! คำนี้ผุดขึ้นในสมองของเฟิงเซียว หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความสงสาร
แต่... ทำไมเธอถึงทำเหมือนมองเห็นเขา? และทำไมดวงตาของเธอถึงเป็นสีม่วง?
เด็กสาวเมินคำถามของเฟิงเซียว แล้วถามกลับด้วยคำถามที่แปลกยิ่งกว่าเดิม
“พี่ชาย... พี่คิดว่าโลกนี้สวยงามไหมคะ?”
หัวใจเฟิงเซียวสั่นไหว ราวกับสัมผัสได้ถึงความโหยหาแสงสว่างของเด็กสาว เขาตอบด้วยความเอ็นดู “แน่นอน โลกนี้สวยงามสิ มีแสงแดด มีใบไม้เขียวขจี มีพี่ชายน้องสาวที่รักกัน”
เด็กสาวจ้องมองเขา นัยน์ตาสีม่วงฉายแววสับสน “ทำไมหนูถึงมองเห็นแต่โลกที่เต็มไปด้วยความโสมม เต็มไปด้วยความสกปรกล่ะ!”
“...ความสกปรกมีอยู่ทุกที่นั่นแหละ! เราแค่เลือกมองเพียงสิ่งที่สวยงามก็พอแล้ว” เฟิงเซียวแปลกใจที่เด็กตัวแค่นี้พูดจาแก่แดดขนาดนี้
“ไม่! พี่ชาย... พี่คิดผิดแล้ว!”
ดวงตาสีม่วงของเด็กสาวจ้องเขานิ่ง น้ำเสียงของเธอเริ่มเลื่อนลอยและแผ่วเบา
“ความสกปรก... ต้องถูกชำระล้าง! ต้องใช้เลือดสีแดงฉานมาชำระล้างมัน!”
เฟิงเซียวขนลุกซู่ไปทั้งตัว สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตราย!
เขาลุกพรวดขึ้นทันที กวาดตามองรอบกายอย่างระแวดระวัง สัมผัสที่หกของเขาไม่เคยพลาด มันกำลังบอกว่ามีอันตรายคืบคลานเข้ามา แม้หลายปีมานี้เขาจะไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายระดับนี้มาก่อน แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท
ทว่า... เขาไม่พบอะไรผิดปกติเลย แต่ความรู้สึกอันตรายกลับไม่จางหายไป...
“น้องสาว รีบกลับบ้านนะ พี่ไปก่อนล่ะ!” เฟิงเซียวบอกลาอย่างเร่งรีบ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณบอกว่าต้องรีบออกไปจากตรงนี้ให้ไกลที่สุด
เด็กสาวมองแผ่นหลังของเฟิงเซียวที่ห่างออกไปเรื่อยๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปากพึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ
“โลกอันโสมม... ต้องใช้เลือดมาชำระล้าง...”
กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากร่างเล็กๆของเธอ เธอยิ้มบางๆที่มุมปาก ร่างกายขยับวูบเดียวก็เลือนหายไปจากตรงนั้นราวกับอากาศธาตุ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้เลย
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นจู่ๆก็ตัวแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในถ้ำน้ำแข็ง ความหวาดกลัวอันไร้ที่มาถาโถมเข้าใส่จิตใจ พวกเขามองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตระหนก พยายามหาที่มาของความกลัวนั้น ก่อนจะโซซัดโซเซกลับบ้าน... และทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ต่างล้มป่วยหนักกันถ้วนหน้าหลังจากกลับถึงบ้าน
“สงสัยจะไม่ออกจากบ้านนานไปหน่อย เลยระแวงไปเองมั้ง” ความรู้สึกอันตรายค่อยๆจางหายไปจนหมดสิ้น เฟิงเซียวหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
*****