เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 : จักรพรรดิมังกรสวรรค์

บทที่ 25 : จักรพรรดิมังกรสวรรค์

บทที่ 25 : จักรพรรดิมังกรสวรรค์


ในที่สุด เฟิงเซียวก็ถูกเทียนซิวลากถูลู่ถูกังไปยังพระราชวังมังกรสวรรค์

“ไม่มีผมขาว ไม่มีเสือขาว... ดูท่า ‘อาชูร่า’ คนนี้จะไม่ใช่ ‘อาชูร่า’ ในคำทำนายซะแล้ว” เทียนตุ้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามีเลศนัย

“ฮ่าๆๆ อาชูร่าในคำทำนายไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เปลี่ยนอาชีพเป็นอาชูร่าเสมอไปหรอก บางทีอาจจะเป็นปีศาจบ้าคลั่งที่ฆ่าคนเป็นผักปลาที่ไหนสักแห่งก็ได้”

“ในเมื่อเขามาจากต่างโลก สักวันเราก็ต้องได้เจอเขาอยู่ดีนั่นแหละ พวกตาแก่ขี้บ่นเอ้ย จะมานั่งเถียงกันทำซากอะไร!”

.........

ณ ลานกว้างของนครหลวงมังกรสวรรค์ สามนาทีหลังจากเฟิงเซียวจากไป ชายหนุ่มผมแดงร่างสูงใหญ่ลากดาบยักษ์เดินเข้ามาอย่างช้าๆ...

“เฮิ่นเทียน... เปลี่ยนอาชีพ... นักรบ!”

น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้เหล่า NPC ที่กำลังเถียงกันอย่างออกรสเงียบกริบทันควัน เมื่อหันกลับไปมอง พวกเขาก็พบว่ามีชายหนุ่มผมแดงมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เฮิ่นเทียนยืนนิ่งสงบ ทว่าทั่วร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วย ‘จิตสังหาร’ ที่รุนแรงจนปิดไม่มิด กลิ่นอายแห่งความตายนั้นเข้มข้นจนทำให้เหล่าตาแก่ยอดฝีมือต้องลอบตระหนกในใจ!

คนคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? คำถามนี้ผุดขึ้นในใจของทุกคนพร้อมกัน

“เจ้าคือ?” เทียนจ้านถามด้วยความสุขุม

“เฮิ่นเทียน... เปลี่ยนอาชีพ... นักรบ!” เฮิ่นเทียนดูจะไม่ต้องการพูดจาเกินความจำเป็นแม้แต่คำเดียว น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชาดุจน้ำแข็ง

“อ้อ ข้าคือผู้แนะนำอาชีพนักรบ จิตสังหารของเจ้าบอกข้าว่าเจ้าจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน เจ้า... เอ๊ะ... เจ้า... ดาบในมือเจ้าคือ!?”

เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นดาบยักษ์ที่เฮิ่นเทียนลากมากับพื้น น้ำเสียงของเทียนจ้านก็สั่นเครือขึ้นมาทันที

เทียนตุ้น เทียนกง เทียนชื่อ และเทียนฝ่าต่างก็สังเกตเห็นดาบเล่มนั้นเช่นกัน ใบหน้าของทุกคนฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด

“เฮิ่นเทียน... เปลี่ยนอาชีพ... นักรบ... เร็วๆเข้า!” เฮิ่นเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ

“...ได้! เชิญลงชื่อตรงนี้...”

.........

หลังจากเปลี่ยนอาชีพเสร็จ เฮิ่นเทียนก็เดินจากไปทางทิศใต้ของเมืองหลวงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ้งให้เหล่าตาแก่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ดาบเล่มนั้น... หรือว่าจะเป็น...”

“ไม่ผิดแน่! ดาบเทพสังหาร... คนคนนั้น... คือผู้สืบทอดพลังเทพสังหาร!”

“ชื่อที่เต็มไปด้วยความแค้น และกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยความแค้น... เขาต้องเป็นคนที่กลับมาจากขุมนรกโลกันตร์อย่างแน่นอน...”

“ผู้คนจากต่างโลกเหล่านี้... นำความประหลาดใจมาให้พวกเรามากเกินไปแล้ว”

พระราชวังมังกรสวรรค์

บรรยากาศของที่นี่คล้ายคลึงกับพระราชวังต้องห้ามในโลกจริงอยู่ไม่น้อย ยิ่งใหญ่ตระการตาดุจดวงตะวันเจิดจรัส เต็มไปด้วยความหรูหราอลังการ และแผ่ซ่านไปด้วยอำนาจบารมีแห่งราชันย์ เหล่านางกำนัลและทหารองครักษ์เดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคโบราณจริงๆ

แต่สิ่งที่ทำให้เฟิงเซียวแปลกใจคือ ไม่ว่าจะเป็นทหารยามหน้าประตูหรือทหารลาดตระเวน ต่างทำเหมือนมองไม่เห็นเขากับเทียนซิว ปล่อยให้พวกเขาเดินดุ่มๆเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในที่มีการป้องกันแน่นหนาได้อย่างอิสระ ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีการทักทาย แม้แต่ตาก็ไม่กระพริบมอง

“หรือว่าใครๆก็เข้าออกวังหลวงได้ตามใจชอบ?” เฟิงเซียวถามด้วยความสงสัย

“เพ้อเจ้อ!” เทียนซิวส่งสายตาเหยียดหยามมาให้ “ถ้าเป็นอย่างนั้นจะมีทหารยามไว้ทำซากอะไร! ที่เราเข้าได้สบายๆเพราะเราเป็น ‘อาชูร่า’ ต่างหาก! เข้าใจไหมเจ้าโง่!”

“โห? อาชูร่าเจ๋งขนาดนั้นเลยหรอครับ? แบบนี้จะไปไหนก็ได้งั้นสิ?”

“แน่นอนว่าไม่! ขืนเป็นงั้นจะมีจักรพรรดิไว้ทำไม อาชูร่าสามารถเข้าออกวังหลวงได้อิสระ ไม่ต้องถูกตรวจค้นหรือขัดขวาง แต่ห้ามทำเรื่องเกินเลยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นทหารแห่กันมาจับแน่! และบอกไว้ก่อนนะ ทหารพวกนี้ไม่ใช่หุ่นไล่กา แค่คนเดียวก็ตบเจ้าตายคาที่ได้แล้ว!”

“เอาล่ะ ถึงแล้ว นี่คือ ‘ตำหนักมังกรสวรรค์’ ตอนนี้กำลังว่าราชการอยู่พอดี เข้าไปกันเถอะ!”

ตำหนักมังกรสวรรค์!

สิ่งแรกที่สะดุดตาเฟิงเซียวคือป้ายชื่อตำหนักที่ทำจากกระเบื้องเคลือบสีทองอร่าม: ‘ตำหนักมังกรสวรรค์’ กลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามทำให้เฟิงเซียวเผลอใจลอยไปวูบหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้พินิจพิจารณาให้ถ้วนถี่ เขาก็ถูกเทียนซิวลากเข้าไปข้างในเสียแล้ว

ภายในตำหนักกว้างใหญ่เกินจินตนาการ ยาวกว่าร้อยเมตร กว้างและสูงกว่าสามสิบเมตร การตกแต่งภายในหรูหราวิจิตรบรรจง ตรงกลางเป็นแท่นยกพื้นสีแดงชาด บนแท่นประดิษฐานบัลลังก์มังกร ด้านหลังเป็นฉากกั้นลายมังกร สองข้างขนาบด้วยเสาทองคำพันมังกร บนเพดานตรงกลางมีประติมากรรมมังกรทองขดตัว แผ่บารมีแห่งราชาออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ

บนบัลลังก์มังกรนั้น มีชายชราสวมมงกุฎทองคำประดับอัญมณีสีม่วงนั่งอยู่ ท่วงท่าสง่างามเปี่ยมด้วยอำนาจบารมีสมฐานะ ‘จักรพรรดิมังกรสวรรค์’

การบุกรุกกะทันหันของคนสองคนดึงดูดสายตาของทุกคนในท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นนับร้อยต่างหันมามองเป็นตาเดียว จักรพรรดิมังกรสวรรค์เห็นแขกไม่ได้รับเชิญบุกเข้ามาก็เตรียมจะกริ้ว แต่พอเห็นชัดๆว่าเป็นใคร พระองค์ก็กลืนความโกรธลงคอไปทันที แล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าเอือมระอาแทน

“คนนี้เหรอจักรพรรดิ... มาดดีใช้ได้ แต่หน้าซีดไปหน่อยนะ” เฟิงเซียวไม่มีความประหม่าเลยสักนิด กลับมองสำรวจจักรพรรดิด้วยความสนใจ สำหรับคนยุคใหม่อย่างเขา จักรพรรดิเป็นเพียงตำนานและคำเรียกขานเท่านั้น ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์ให้ต้องยำเกรงแต่อย่างใด

ถ้าจะบอกว่าเฟิงเซียวแค่ไม่ยำเกรง... เทียนซิวก็แทบจะทำตัวเหมือนนี่เป็นบ้านตัวเอง!

“เฮ้ย! ตาแก่! ข้าพาคนต่างโลกคนแรกที่เปลี่ยนอาชีพมาแล้ว! รีบเอาเงินหนึ่งแสนเหรียญทองมาให้ไว ข้าจะได้รีบไป!”

คำเรียกขานของเทียนซิวทำเอาเฟิงเซียวแทบหน้าคะมำ แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเหล่าขุนนางทั้งหลายกลับไม่มีใครตื่นตกใจเลยสักคน ทุกคนทำหน้าเหมือนเห็นจนชิน แม้แต่จักรพรรดิเองก็ยิ้มแห้งๆอย่างจนใจ ไม่ได้โกรธเคืองอะไร

“โฮ่ะๆๆ...”

เสียงหัวเราะแห้งๆของจักรพรรดิดังก้องกังวานจนแก้วหูของเฟิงเซียวสั่นสะเทือน บารมีของเจ้ายุทธภพ... เอ้ย เจ้าแผ่นดินช่างน่ากลัวจริงๆ

“ผู้อาวุโสเทียนซิว ไม่เจอกันตั้งสามสิบกว่าปี ท่านยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ แข็งแรง กระฉับกระเฉง เสียงดังฟังชัด... ผิดกับข้าที่ร่างกายร่วงโรยลงทุกวัน คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”

จักรพรรดิถึงกับเรียกเทียนซิวว่า ‘ผู้อาวุโส’ เรื่องนี้ทำเอาเฟิงเซียวอึ้งไปเลย “มิน่าล่ะตาแก่นี่ถึงได้กร่างนัก ที่แท้ก็เป็นบิ๊กเนมของจริงนี่หว่า”

“พอๆๆ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว เอาเงินมาให้ไว ข้าชอบอะไรที่จับต้องได้มากกว่า!” เทียนซิวไม่ไว้หน้าจักรพรรดิแม้แต่น้อย ตัดบทอย่างไม่ไยดี แล้วชี้ไปทางเฟิงเซียว “ไอ้หนูนี่แหละคนแรกที่เปลี่ยนอาชีพ และยังเป็น ผู้สืบทอดอาชูร่ารุ่นที่ 23 ด้วย! ของที่เจ้าตามหาอยู่ บางทีอาจจะให้เจ้าหนูนี่ช่วยก็ได้”

คนแรกที่เปลี่ยนอาชีพ? ผู้สืบทอดอาชูร่า?

สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่เฟิงเซียวทันที มีทั้งความประหลาดใจ สงสัย และอยากรู้อยากเห็น ต่อให้เฟิงเซียวหน้าหนาแค่ไหนเจอแบบนี้ก็เริ่มจะทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เขากระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า

“สวัสดีครับจักรพรรดิมังกรสวรรค์ ผมชื่อเฟิงหุน อาชีพอาชูร่าครับ!”

เดิมทีการที่เฟิงเซียวเข้ามาในท้องพระโรงโดยไม่คุกเข่าถวายบังคมก็ทำให้ขุนนางหลายคนไม่พอใจและดูแคลน แต่พอได้ยินว่าเขาคือ ‘อาชูร่า’ แววตาของทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที

“โอ้? เจ้าคือผู้กล้าจากต่างโลกคนแรกสินะ? ดี! ฮีโร่ย่อมถือกำเนิดจากวัยเยาว์จริงๆ อายุแค่นี้ก็ได้เป็นอาชูร่าแล้ว... ครั้งนี้ ‘จอมมาร’ กำลังจะตื่นขึ้น ทวีปมังกรสวรรค์กำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหลอีกครั้ง ความสงบสุขของแผ่นดินคงต้องฝากความหวังไว้ที่เหล่าวีรบุรุษจากต่างโลกอย่างพวกเจ้าแล้ว”

จักรพรรดิมองเฟิงเซียวด้วยสายตาชื่นชม ตรัสจบพระพักตร์ก็แดงก่ำ ไอโขลกๆออกมาอย่างรุนแรง ขันทีน้อยข้างกายรีบเข้าไปช่วยลูบหลังถวายการปรนนิบัติทันที

จอมมาร?

เฟิงเซียวสะดุดใจกับคำนี้... เขาไม่แน่ใจว่า ‘จอมมาร’ ที่จักรพรรดิพูดถึง กับ ‘จอมมาร’ ที่เซวียนหยวนหว่านเอ๋อร์เคยพูดถึงจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า

*****

จบบทที่ บทที่ 25 : จักรพรรดิมังกรสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว