เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ

บทที่ 44 ผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ

บทที่ 44 ผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 44 ผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ

เฉินฉียิ้ม “คุณหลิน คุณนี่ชอบเป็นปรปักษ์กับผมจริง ๆ เลยนะ”

หลินถงซูพึมพำ “ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นปรปักษ์กับคุณล่ะ? ที่ฉันทำเรียกว่าการอภิปรายความน่าจะเป็นในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกันประกอบการพิจารณาต่างหาก”

“ที่ผมพูดก็เป็นเหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็นสูงเหมือนกัน ก่อนอื่นเลยคุณต้องตรวจสอบสถานที่ซึ่งฆาตกรนำศพมาทิ้งก่อน ริมถนนลงเทลงไปเป็นทางลาดชัน ถ้าฆาตกรเป็นคนแข็งแรงมากจนสามารถแบกกล่องบรรจุศพได้เพียงคนเดียว... คุณเคยเรียนฟิสิกส์มาใช่ไหม? พอพื้นที่เป็นทางลาดชันแบบนี้แน่นอนว่าเขาต้องเอนตัวไปด้านหลังเพื่อพยายามทรงตัวไม่ให้ลื่น ดังนั้นน้ำหนักที่กดทับบริเวณพื้นซึ่งเป็นแค่กรวดดินอ่อนยวบต้องมากพอสมควรจนเกิดเป็นรอยเท้า แต่กรณีนี้พวกเราไม่พบรอยเท้าในที่เกิดเหตุเลย หมายความว่าต้องเป็นคนมากกว่าสองคนที่เฉลี่ยการแบกรับน้ำหนักของกล่องใบนั้น”

พอหลินถงซูฟังเหตุผลประกอบการอธิบายแล้วความสงสัยทั้งหมดจึงกระจ่างในทันที เธอบอกว่า “ยังไงก็เถอะ ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นปรปักษ์นะ ฉันแค่อยากเข้าใจเหตุผลเพื่อยืนยันว่าข้อสันนิษฐานของคุณมีน้ำหนัก คุณเองก็พูดตลอดนี่ว่าเราควรคาดเดาไปในหลายทิศทาง ฉันเห็นว่าสิ่งที่ฉันคิดก็น่าจะเป็นไปได้ในทางหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อถือในตัวคุณซะหน่อย”

“เป็นเด็กน้อยว่านอนสอนง่ายจริง ๆ” เฉินฉียิ้ม “รีบกินข้าวกันเถอะ!”

ขณะนั้นเองโทรศัพท์ของเฉินฉีก็ดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าจากเผิงซื่อจวี๋ ปลายสายพูดว่า “ผมมาแจ้งเกี่ยวกับขี้เถ้าที่พบบนตัวผู้เสียชีวิต จากการเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันดินและคาร์บอนมอนอกไซด์ เราสามารถสันนิษฐานได้ว่ามันมาจากบุหรี่ยี่ห้อจงหัว ส่วนยาเม็ดที่พบในกระเพาะอาหารของผู้เสียชีวิตคือยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ยาต้านอาการอักเสบทั่วไป”

“ผมจำได้ว่ายานี้มีผลข้างเคียงบางอย่างต่อการทำงานของปอด งั้นอาการบวมน้ำในปอดเกี่ยวข้องกับตัวยานี้ด้วยไหมครับ?”

“ดูเหมือนจะเกี่ยวนะ”

“ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล หัวหน้าเผิงทานอาหารเช้าหรือยังครับ?”

เผิงซื่อจวี๋ไม่อยากเสวนากับเขามากนักเลยกดวางสายทันที เฉินฉีส่ายหน้าพลางบุ้ยใบ้ไปที่โทรศัพท์ในมือ “ทำไมเป็นคนไม่มีมารยาทแบบนี้เนี่ย? เขาถูกตั้งระบบไว้ไม่ให้คุยเรื่องอื่นนอกจากงานเหรอ?”

สวีเสี่ยวตงพูดว่า “พี่ควรจะภูมิใจมากกว่า หัวหน้าเผิงยอมโทรติดต่อพี่เพื่อมารายงานผลการชันสูตรเป็นการส่วนตัว มีไม่กี่คนหรอกนะครับที่ได้รับสิทธิ์นั้น”

หลินถงซูพูดบ้าง “หัวหน้าเผิงออกจะเย็นชาปานนั้น ชีวิตนี้เขาคงไม่คิดจะแต่งงานหรอกใช่ไหม?”

“จริง ๆ เขาอายุเกินสามสิบแล้วนะ แต่ยังไม่เคยได้ยินว่าเขามีแฟนเลย”

“เฮ้ นี่ไม่ใช่เวลามานินทาเรื่องส่วนตัวของชาวบ้านนะ รีบกินให้หมดแล้วไปทำงานต่อกันดีกว่า” เฉินฉีกระตุ้น

หลังมื้ออาหาร ทั้งสามยังคงทำการค้นหาต่อไป เฉินฉีวางแผนที่จะใช้วิธีการใหม่ในการแบ่งพื้นที่ค้นหาเป็นสามโซน ซึ่งทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละโซนอย่างชัดเจน

หลินถงซูเข้าไปสืบถามจากร้านอาหารในโซนที่รับผิดชอบและถามด้วยคำถามเดิมซ้ำ ๆ จนริมฝีปากแห้งผาก กระทั่งเวลาผ่านมาถึงสี่โมงเย็น เฉินฉีจึงโทรมาถามความคืบหน้า “คุณได้เบาะแสอะไรมาบ้างรึเปล่า?”

“ไม่มีเลย” หลินถงซูฟังออกว่าน้ำเสียงของเขาค่อนข้างมีความสุขทีเดียว “อย่ามาทำตัวลึกลับแถวนี้นะ คุณเจออะไรแล้วใช่ไหมล่ะ?”

“ฮ่าๆๆ! ผมรอคุณอยู่ที่โรงแรมตี้เจียงนะ”

หลินถงซูและสวีเสี่ยวตงเดินทางมาที่โรงแรมดังกล่าวหลังจากสืบถามตามร้านอาหารในโซนของตัวเองครบแล้ว เฉินฉีกำลังพูดคุยและสูบบุหรี่กับรองผู้จัดการที่เคาน์เตอร์หน้าล็อบบี้โรงแรมอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทั้งสองมาถึงเขาจึงอธิบาย “รองผู้จัดการหวังเพิ่งบอกผมว่าเมื่อประมาณสองวันก่อนมีคนโทรเข้ามาจองคอร์สอาหารสำหรับจัดเลี้ยง และเมนูอาหารทุกรายการก็เหมือนกันกับข้อมูลของเราไม่มีผิด”

รองผู้จัดการหวังกล่าวว่า “ทางเราได้รับโทรศัพท์จากบริษัทคังซิงอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ไม่ไกลกันนี้ ดูเหมือนจะเป็นงานฉลองยอดขายในช่วงท้ายของไตรมาส พวกเราเลยทำอาหารไปส่งให้พวกเขาถึงที่บริษัทเลย... นี่ พวกคุณเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ๆ เหรอ? กำลังสืบคดีอะไรอยู่กันแน่?”

เฉินฉีทำเมินประโยคคำถามสุดท้ายก่อนตั้งคำถามเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “อ่า จริงสิ เรื่องที่คุณพูดเมื่อกี้นี้ รบกวนคุณช่วยเล่าซ้ำอีกทีได้ไหม?” เขาถามพลางส่งบุหรี่ให้รองผู้จัดการหวังอีกมวน

“ผมได้ยินมาจากพนักงานอีกที พวกเขาบอกว่าตอนที่เข้าไปส่งอาหารมื้อนั้นก็บังเอิญเห็นพนักงานชายสองคนกำลังมีเรื่องถึงขั้นตบหน้ากัน แล้วตบกันรุนแรงมากจนเลือดกบปากเชียวล่ะ”

หลินถงซูมองเฉินฉีด้วยสายตาประหลาดใจ เฉินฉียิ้มกว้าง “ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลนะครับ เอาล่ะ เราไปที่บริษัทนั้นเพื่อตรวจสอบอะไรหน่อยก็แล้วกัน”

“พวกคุณกำลังสืบสวนคดีอะไรกันแน่? มีคนตายเหรอ” รองผู้จัดการหวังยังไม่วายตะโกนถามไล่หลัง

เมื่อพวกเขาไปถึงบริษัทคังซิงอิเล็กทรอนิกส์ หลินถงซูจึงแสดงตราเจ้าหน้าที่ตำรวจและแจ้งให้แผนกต้อนรับทราบว่าพวกเขาต้องการเข้าพบผู้จัดการ ระหว่างรอ เฉินฉีมองไปที่กระดานข่าวขององค์กรและป้ายโฆษณาชวนเชื่อบรรยายสรรพคุณบนฝาผนังพลางพึมพำ “ที่แท้ก็เป็นบริษัทจัดจำหน่ายของพวกนี้นี่เอง”

บริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านการดูแลสุขภาพ เช่น เครื่องนวดไฟฟ้าหลากหลายชนิด ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำแต่ขายได้กำไรสูง และเพื่อให้สินค้าสามารถจำหน่ายได้จำนวนมากจำเป็นต้องใช้การโฆษณาที่เกินจริงจากเซลล์ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามที่เฉินฉีคาดเดา เมื่อพนักงานประจำแผนกต้อนรับเดินกลับมาก็ได้พาพวกเขาขึ้นไปบนออฟฟิศของผู้จัดการ ตลอดทางเดินทั้งสามคนเห็นโปสเตอร์คำคมมากมายเกี่ยวกับการขายติดอยู่เต็มผนังทั้งสองฝั่ง “เป้าหมายไม่ได้มีไว้เพื่อบรรลุ แต่มีไว้พุ่งชน” “ไม่มีสินค้าไหนที่ขายไม่ได้ มีแค่คนที่ไม่สามารถขายสินค้าได้”

นอกจากนี้ยังมีกระดานแจ้งยอดขายสินค้าเป็นรายไตรมาส

สวีเสี่ยวตงกระซิบ “กลิ่นขายตรงแรงมาก”

หลินถงซูกระซิบตอบ “ฉันมีเพื่อนสมัยม.ปลายอยู่คนหนึ่ง หลังเรียนจบแยกย้ายกันไปเธอก็เข้าทำงานในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันนี่แหละ เหมือนเธอถูกล้างสมองให้พูดแต่เรื่องขายตรงอย่างเดียว ฉันเจอเธอครั้งล่าสุดในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียน ตลอดเวลาที่คุยกันเธอแทบไม่คุยหัวข้ออื่น ๆ เลยนอกจากเสนอขายสินค้า”

เฉินฉียิ้ม “พนักงานรักในสายงานที่พวกเขาทำอยู่ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลก คุณเองก็ควรเรียนรู้จากพวกเขา”

“อย่าบอกนะว่าถ้าฉันไปไหนมาไหนก็ต้องคอยแสดงตัวให้ชาวบ้านรู้ตลอดว่าฉันเป็นตำรวจ?”

พอพวกเขามาถึงออฟฟิศของผู้จัดการผู้จัดการบริษัท ชายร่างอ้วนที่สวมชุดสูทเต็มยศและรองเท้าหนังขัดเงาก็เดินเข้ามาจับมือทักทายแขกทั้งสามทันที เขาออกแรงบีบมือแต่ละคนหนักมากโดยเฉพาะสวีเสี่ยวตงที่ถูกเขาเขย่ามืออยู่พักใหญ่ ๆ หลังจากทักทายอย่างอบอุ่นตามมารยาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการจึงถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น “ฮิฮิ ผมได้ยินจากน้องพนักงานว่าพวกคุณต้องการพบผมโดยตรง มีเรื่องอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ?”

“ช่วงนี้บริษัทของคุณมีพนักงานคนไหนหายตัวไปบ้างไหมครับ?” เฉินฉีถาม

“โอ้ อ่า... ไม่มีนะครับ ฮ่าๆๆ ทำไมคุณถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?”

“ถ้าอย่างนั้นผมขอดูแฟ้มรายชื่อพนักงานบริษัทของคุณหน่อยได้ไหม?”

“อ๋อ... อ้อ! ดะ... ได้ครับ รอสักครู่”

ผู้จัดการรีบยกหูโทรศัพท์โทรไปยังแผนกบุคคล จากนั้นไม่นานพนักงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง สายตาที่จับจ้องพวกเขาทั้งสามเต็มไปด้วยความประหม่าขณะวางแฟ้มเอกสารในมือลงบนโต๊ะ

เฉินฉียกมันพลิกเปิดดูทีละหน้า แต่เอกสารที่มีเพียงรายชื่อและข้อมูลส่วนตัวเพียงนิดหน่อยไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากนัก ส่วนผู้จัดการก็พยายามเสนอสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเขาอยู่ด้านข้างไม่ยอมหยุดปาก “พวกคุณรับน้ำชาสักหน่อยไหมครับ?” หรือ “คุณต้องการสูบบุหรี่ไหม?” ขณะที่พูดเขาก็หยิบซองบุหรี่ยี่ห้อจงหัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

ดวงตาช่างสังเกตของเฉินฉีเปล่งประกายทันที “คุณชอบสูบบุหรี่ยี่ห้อนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

“ฮ่าๆ ใช่ครับ พอเปลี่ยนไปสูบยี่ห้ออื่นก็ไม่ชินแล้วน่ะ รับสักมวนไหมครับ?”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก คุณจะว่าอะไรไหมถ้าพวกเราจะเดินไปสำรวจรอบ ๆ สักหน่อย?”

“แหะ ๆ ข้อนี้ผมเกรงว่าจะไม่สะดวกนะครับ เพราะพนักงานของผมยังไม่ถึงช่วงเวลาเลิกงานเลย ถึงบริษัทของเราจะมีขนาดเล็กแต่ภาระงานไม่เล็กเลย แถมยังต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก หวังว่าสหายตำรวจอย่างพวกคุณจะเข้าใจถึงความจำเป็นของเราในกรณีนี้”

“พวกเราไม่ใช่สายตรวจค่ะ พวกเราเป็นตำรวจจากทีมสืบสวนอาชญากรรม” หลินถงซูย้ำสถานะของตนเอง

ผู้จัดการทำท่าทางตกใจอย่างมองออกชัดว่าเป็นการเสแสร้ง “ที่แท้พวกคุณก็เป็นตำรวจสายอาชญากรรมนี่เอง! ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ก่อนหน้านี้ผมเสียมารยาท แหะ ๆ”

“งั้นพวกเราไม่รบกวนคุณแล้วดีกว่าครับ”

“โอเค เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ ผมขอไม่ออกไปส่งแล้วกันนะ”

ทันทีที่เดินออกจากออฟฟิศของผู้จัดการได้สวีเสี่ยวตงก็ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัดพิลึก “ผู้จัดการคนนี้เขาดูดีดแปลก ๆ นะว่าไหม? กระตือรือร้นอะไรขนาดนั้น”

“ฉันรู้สึกเหมือนกันว่าเขาดูปลอมแปลก ๆ ไม่เห็นเวลาเขายิ้มหรือหัวเราะเหรอ? อย่างกับสวมหน้ากาก” หลินถงซูเห็นด้วย

“ใช่ เขาดูเป็นคนดีมีน้ำใจมาก แต่งตัวเนี้ยบ พูดจาสุภาพ แม้แต่ฉันยังจับพิรุธไม่ได้เลย”

เมื่ออุตส่าห์มาถึงที่แต่ไม่พบเจอเบาะแสใด ๆ เลย หลินถงซูจึงรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย “เราจะถอดใจกันแค่นี้เหรอ?”

“ใครบอกว่าพวกเราจะยอมถอย” เฉินฉียิ้ม

พอเดินมาถึงบันได เฉินฉีก็หยุดชะงักฝีเท้ากะทันหันและหันไปสั่งทั้งสองคน “ผมขอเวลาเล่นแง่เพื่อพิสูจน์อะไรหน่อย พวกคุณรอผมอยู่ที่นี่อย่าเพิ่งลงไปล่ะ!”

เขาเดินตรงกลับไปที่ออฟฟิศของผู้จัดการโดยแกล้งทำเป็นยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูทำเหมือนกำลังโทรคุยกับใครบางคน และไม่ลืมที่จะเปิดฟังก์ชันบันทึกเสียงไว้ เสียงของผู้จัดการคนดังกล่าวดังขึ้นจากในห้อง น้ำเสียงแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาได้พูดคุยโดยสิ้นเชิง “เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งจะถูกตำรวจเข้ามาสืบคดี... นายสั่งพวกพนักงานให้ดีว่าหุบปากให้สนิทซะ ถ้าใครกล้าหลุดปากบอกอะไรก็ตาม ฉันนี่แหละจะฆ่ามันทิ้ง!”

เฉินฉีผลักประตูเข้าไปในห้องนั้นทันที ผู้จัดการที่กำลังคุยโทรศัพท์รีบหันขวับกลับมาพร้อมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด แต่วินาทีต่อมาเขาก็ปรับเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นชายใจดีและมีอารมณ์ขันดังเดิม เขาพูดกลั้วหัวเราะเจื่อน ๆ “มีอะไรอีกหรือเปล่าครับคุณเจ้าหน้าที่?”

“ขอโทษที่รบกวนนะ พอดีผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ” เฉินฉีหยิบไฟแช็กบนโต๊ะขึ้นมาเขย่าครั้งหนึ่ง “เดี๋ยวพวกผมก็กลับแล้วครับ ไม่รบกวนการทำงานของคุณแน่”

“ได้ครับ... ได้ครับ... กลับดี ๆ ล่ะ!”

เฉินฉีเดินออกจากห้องไปแล้ว ผู้จัดการทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าของเขาตามเดิม ก่อนดึงกระดาษทิชชูออกมาจากกล่องบนโต๊ะหลายแผ่นโดยแรงซ้ำ ๆ และใช้มันซับหยดเหงื่อที่ผุดออกมาตามใบหน้าจนเปียกชุ่ม

จบบทที่ บทที่ 44 ผมลืมไฟแช็กไว้น่ะครับ

คัดลอกลิงก์แล้ว