เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 วันพิเศษ

บทที่ 45 วันพิเศษ

บทที่ 45 วันพิเศษ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 45 วันพิเศษ

เฉินฉีกลับมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า หลินถงซูอดถามเขาไม่ได้ “คุณได้ยินอะไรมาบ้าง?”

เฉินฉีหยิบโทรศัพท์เปิดบันทึกเสียงพร้อมลดเสียงในระดับหนึ่ง หลังจากทั้งสองได้ฟังจบก็มีสีหน้าตกใจมาก หลินถงซูพูดขึ้นมา “พวกเขามีปัญหากันจริง ๆ ด้วย!”

สวีเสี่ยวตงเสริมต่อว่า “จากเสียงบันทึกนี้ คุณสามารถขอหมายค้นได้เลยนะ!”

“ไม่... นี่ยังไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายจะใช้พิสูจน์ได้ แต่ภูเขาน้ำแข็งที่บังเส้นทางเดินเรือเปิดแล้ว ไปกันเถอะ!”

“คราวนี้เราจะไปกันจริง ๆ ใช่ไหม?” หลินถงซูถามด้วยรอยยิ้ม

“แน่นอน... ยัง!”

ทั้งสามลงมาที่ชั้นล่างของบริษัทเพื่อหาร้านเครื่องดื่มเย็น ๆ ดับกระหายและนั่งรอเวลา พวกเขานั่งรออยู่ที่นั่นจนถึงหกโมงเย็นก็ยังไม่เห็นใครออกมาจากบริษัท สวีเสี่ยวตงบ่นพึมพำ “พนักงานบริษัทนี้ทำโอทีโหดชะมัด!”

“มีหลายบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน แต่พนักงานไม่มีปากเสียงร้องเรียนอะไร ทำได้แค่ยอมอดทนไว้และยอมเป็นเบี้ยล่างของพวกนายจ้างโดยปริยาย” เฉินฉีส่ายหน้า “เนี่ยแหละเหตุผลที่ผมไม่อยากทำงานแบบเข้า 8 ออก 5”

“ฉันรู้สึกแบบเดียวกันเลย! พอได้มาเป็นตำรวจถึงค่อยรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น” หลินถงซูพูด

“แต่กว่าจะได้เป็นตำรวจไม่ง่ายเลยนะ” สวีเสี่ยวตงเสริม

“ถ้าคุณรักในงานที่ทำ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็มีความสุขได้”

ขณะนั้นเอง หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นแม่บ้านทำความสะอาดก็เดินลงมาจากบันได เฉินฉีผุดลุกขึ้นยืนทันที “เป้าหมายของผมปรากฏตัวแล้ว! ไปๆๆ!”

ทั้งสองวิ่งตามเขาไปทันที หลินถงซูอดถามไม่ได้ “คุณยอมนั่งจับเจ่ามาครึ่งค่อนวันเพื่อรอแม่บ้านเนี่ยนะ?”

“ในเมื่อเราไม่มีหลักฐานพอจะจัดการกับพวกเขาโดยตรง เราก็ต้องตะล่อมจากด้านข้างไปก่อนนี่แหละ” เฉินฉีตอบกลับ

เฉินฉีรีบเดินไปขวางหน้าแม่บ้านทำความสะอาดทันที “ขอโทษนะครับ ผมขอรบกวนเวลาคุณป้าสักครู่ พวกเราเป็นตำรวจ ต้องการถามอะไรคุณสักหน่อยเพื่อให้ความเข้าใจกระจ่างชัดยิ่งขึ้น”

“พวกคุณอยากรู้อะไรจากป้าล่ะ?” คุณป้าแม่บ้านแสดงสีหน้าระแวดระวังขึ้นมาทันที

“คุณป้ามาทำความสะอาดที่บริษัทนี้ทุกวันเลยเหรอครับ?”

“ใช่จ้ะ”

“งั้นคุณป้าพอรู้สถานการณ์ทั่วไปของบริษัทนี้มากน้อยแค่ไหนครับ? ทุกเรื่องที่คุณป้ารู้เห็นเลย”

“มันก็เป็นแค่บริษัทธรรมดาทั่วไป คุณมาที่นี่เพื่อตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับภาษีอะไรทำนองนั้นเหรอ? ป้าคงไม่รู้อะไรแบบนั้นหรอกนะ”

เฉินฉีหยิบแบงก์ใบละหนึ่งร้อยหยวนออกมา “นี่ถือเป็นค่าธรรมเนียมข่าวกรองเล็กน้อย คุณป้าแค่เล่าทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับบริษัทนี้ให้พวกเราฟัง ไม่ต้องกังวลครับ พวกเราจะเก็บเป็นความลับแน่นอน”

พอมีเงินมาล่ออยู่ตรงหน้า ท่าทีของป้าแม่บ้านก็เปลี่ยนเป็นชื่นมื่นอย่างไม่น่าเชื่อและเริ่มเล่าให้พวกเขาทราบทันทีว่าเธอรู้อะไรมาบ้าง เธอบอกว่าผู้บริหารของบริษัทนี้ค่อนข้างเข้มงวด เขากำหนดเวลาเข้างานตั้งแต่แปดโมงเช้า และมักจะบังคับให้ทุกคนทำงานล่วงเวลาจนถึงสี่ทุ่ม ซึ่งภาระงานส่วนใหญ่จะเป็นการขายทางโทรศัพท์ หรือลงพื้นที่ตีตลาดแบบ door-to-door*

* door-to-door = ในที่นี้น่าจะหมายความว่านำสินค้าไปเสนอขายถึงหน้าบ้าน

นอกจากนี้ ที่นี่ยังส่งเสริมวัฒนธรรมหมาป่า* เธอเห็นพนักงานตบหน้ากันเองเพราะพวกเขาไม่สามารถทำยอดขายให้ถึงเป้า หนักกว่านั้นคือการบังคับให้คุกเข่าและกลืนกระดาษ ด้วยตำแหน่งของเธอจึงไม่สามารถออกความเห็นใด ๆ ได้ เธอคิดเสมอว่าช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาต้องมาทนทรมานตัวเองแบบนั้น ทุกคนต่างก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ แต่ที่พวกเขาต้องยอมถูกกดขี่จากนายจ้างบ้า ๆ กลุ่มนี้ก็เพราะเงินสำหรับเลี้ยงปากท้องในแต่ละเดือน

*วัฒนธรรมหมาป่า = เป็นคำที่ใช้กันค่อนข้างบ่อยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพื่ออธิบายแนวทางปฏิบัติเชิงลบของธุรกิจ และเป็นวลีที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในแวดวงโลกโซเชียล แนวคิดคือมีความกระตือรือร้น ทรหดอดทน และสามัคคี เพื่อนำมาสู่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความสำเร็จขององค์กร ซึ่งคนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมองค์กรประเภทนี้มากจนพวกเขาค่อย ๆ ซึมซับมันทีละนิด ในที่สุดก็รู้สึกว่านี่แหละคือบรรทัดฐาน เมื่อพวกเขาไม่สามารถทำตามความคาดหวังของวัฒนธรรมองค์กรดังกล่าวก็จะถูกประณามให้ได้รับความอับอาย

“เฮ้อ ชีวิตของพวกเขาน่าสงสารเหลือเกิน!” ป้าแม่บ้านถอนหายใจ

“วัฒนธรรมหมาป่า?” สวีเสี่ยวตงถาม “การเอาวิถีของหมาป่ามาอบรมล้างสมองพนักงานอย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่ ทำนองนั้นแหละ มันเป็นสำนวนอย่างหนึ่ง มีช่วงหนึ่งพวกเขานำรูปหมาป่ายักษ์สีเทามาติดผนังตรงห้องโถงด้านล่างของบริษัทเพื่อสร้างความฮึกเหิมด้วยนะ ป้าหันไปเห็นมันแยกเขี้ยวทีไรรู้สึกพิลึกพิลั่นทุกที”

“แล้วช่วงนี้มีใครหายตัวไปจากบริษัทบ้างไหมครับ?” เฉินฉีถาม

“เรื่องนั้นไม่รู้หรอก ป้าเองก็ไม่รู้จักพวกเขาทั้งหมด... แต่ดูเหมือนจะมีสาวน้อยคนหนึ่งที่ป้าไม่เห็นหน้าเธอมาสองสามวันแล้ว ทุกวันที่มาทำงานเธอจะทักทายป้าตลอด”

“รู้ชื่อของเธอไหม?”

“เสี่ยวลี่ มั้ง? ป้าได้ยินพนักงานอีกคนเรียกเธอแบบนั้น”

“เธอไม่ได้ป่วยจนต้องลางานใช่ไหมครับ?”

“ป่วยเหรอ? เธอเป็นโรคอะไรล่ะ? ร้ายแรงมากไหม?” ดูเหมือนว่าป้าแม่บ้านคนนี้จะไม่รู้เรื่องส่วนตัวของเธอมากขนาดนั้น

เฉินฉีขอให้ป้าแม่บ้านอธิบายลักษณะรูปร่างของเสี่ยวลี่ แต่ไม่ว่าพยายามตะล่อมยังไง ถึงเธอพยายามนึกแค่ไหนก็จดจำรายละเอียดพิเศษบนใบหน้าของหญิงสาวไม่ได้เลย ในที่สุดพวกเขาจึงต้องยอมแพ้ เฉินฉีหยิบแบงก์ใบละหนึ่งร้อยหยวนออกมายื่นให้เธออีกจนดวงตาของอีกฝ่ายลุกวาว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ป้าบอกรายละเอียดให้กับพวกคุณได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย แบบนี้คงไม่เหมาะหรอกมั้ง อ๊ะ จริงด้วย พวกคุณกำลังสืบสวนคดีอะไรอยู่เหรอจ๊ะ?”

“ต้องขอโทษด้วยที่เราเปิดเผยเรื่องคดีไม่ได้จริง ๆ คุณป้ารีบกลับไปทำงานต่อเถอะครับ”

หลังจากอำลากันเสร็จสรรพ หลินถงซูจึงโพล่งขึ้นว่า “คุณนี่ป๋าเป็นบ้าเลย เธอเปิดเผยข้อมูลลับแค่เล็กน้อยเท่านั้นแต่กลับได้รับค่าตอบแทนตั้งสองร้อยหยวน”

“แต่การลงทุนในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่านะ... โอ้ ใช่! เงินจำนวนนี้ผมก็ควรได้รับคืนด้วย!”

“ถ้าจะขนาดนี้ ทำไมคุณไม่วิ่งไปให้คุณป้าเขาออกใบแจ้งหนี้ให้เลยล่ะ?!” หลินถงซูหัวเราะ

“โธ่ ก็ได้ ๆ” เฉินฉีพูดพลางหันไปยังทางเข้าหลักของบริษัท มือขวายกขึ้นทำสัญลักษณ์เหมือนปืนและชี้ไปที่ป้ายด้านหน้า “บริษัทคังซิงอิเล็กทรอนิกส์นี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่! พรุ่งนี้เราต้องมาทำการสืบสวนต่อ ผมเชื่อว่าความจริงต้องถูกซ่อนอยู่ในตึกนี้ เบื้องหลังของผู้จัดการหน้ามันแผล็บคนนั้นต้องมีเงื่อนงำบางอย่างแน่ วันนี้เลิกงานเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน”

สวีเสี่ยงตงเฮลั่น “ในเมื่อเลิกงานแล้ว งั้นไปกินหม้อไฟกันเถอะ!”

“วันนี้ยังไม่ได้ ฉันต้องกลับบ้านไปอาบน้ำ”

“เหมือนกัน วันนี้ผมต้องไปรับรถที่อู่โฟร์เอสพอดี ให้ผมติดรถไปลงหน้าอู่หน่อยก็แล้วกัน ไหน ๆ ก็เป็นทางผ่านพอดี”

เมื่อรถขับมาจอดหน้าร้านโฟร์เอสแล้ว สวีเสี่ยวตงยังไม่เลิกตื๊อหลินถงซู “ฉันจะไปส่งเธอกลับบ้านเอง”

หลินถงซูรีบปฏิเสธ “ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันโบกแท็กซี่ก็ได้ รอไม่นานก็มาแล้ว”

เฉินฉีแทรกขึ้นทันที “งั้นช่วยอุดหนุนผมหน่อยเป็นไง วันนี้ผมยังไม่ได้ลูกค้าสักคนเลยนะ”

“คุณนี่หน้าหนาจริง ๆ!”

“สิบหยวน ผมจะไปจอดส่งคุณถึงหน้าอะพาร์ตเมนต์เลย มาเร็ว!”

แม้ก่อนหน้านี้หลินถงซูจะตำหนิเขาแต่เธอก็ยอมก้าวข้าวไปนั่งบนรถของเฉินฉีแต่โดยดี เขากอดรัดพวงมาลัยไว้แน่น “ที่รักจ๋า...”

หลินถงซูหันขวับไปจ้องหน้าเขาทันที ปรากฏว่าเขาไม่ได้พูดกับเธอแต่กำลังคุยกับรถของตัวเอง “ฉันไม่เจอหน้าเธอตั้งสองวันแหนะ เธอสวยขึ้นกว่าเดิมอีกนะเนี่ย!”

“แต่งงานกับมันเลยดีไหม?!” หลินถงซูหัวเราะ

“อย่าบูลลี่ความรักรถของผมน่า! ระหว่างทางกลับบ้านคุณอยากแวะกินมื้อเย็นสักหน่อยไหม?”

“จ่ายเงินแค่สิบหยวนยังได้รับบริการพิเศษอีกเหรอเนี่ย? ไม่ล่ะ ขอบคุณนะ วันนี้ฉันอยากกลับบ้านไปอาบน้ำเต็มทนแล้ว เนื้อตัวฉันเริ่มมีกลิ่น”

เฉินฉีขับรถมาส่งหลินถงซูถึงอะพาร์ตเมนต์แล้ว พอเธอลงจากรถเขาก็ก้าวลงจากรถตามเธอด้วย หลินถงซูค้อนขวับ “คุณลงมาทำไม?”

“บริการส่งถึงหน้าห้อง” เฉินฉียิ้มแฉ่ง

“ชิ!”

พวกเขาเดินขึ้นมาถึงหน้าห้องของหลินถงซูแล้ว หลินถงซูเชื้อเชิญเขาตามมารยาท “คุณจะตามเข้ามาส่งถึงในห้องด้วยไหมล่ะ?”

“คุณพูดขนาดนี้แล้ว งั้นผมขอเข้าไปนั่งเล่นในห้องสักหน่อยก็ได้”

“โอ๊ย! คุณนี่ชักจะหน้าทนเกินไปแล้ว! ฉันขอเตือนก่อนนะว่าอย่าได้คิดอะไรลามปามเชียว ไม่งั้นฉันทุบคุณแน่!”

“ผมแค่ขอเข้ามาดื่มน้ำสักแก้ว ต้องทุบต้องตีกันเลยเรอะ?!”

พอเดินเข้ามาในห้องเฉินฉีก็ถอนหายใจ “แต่งห้องซะเป็นสาวหวานจ๋าเลยนะ”

“ไม่ต้องแกล้งทำเป็นวิจารณ์เลย คราวก่อนคุณเข้ามาในห้องก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ?”

หลินถงซูรู้สึกเหนื่อยมากจากการวิ่งสืบหาเบาะแสตลอดทั้งวันจนหมดแรง เธอเปลี่ยนมาสวมใส่รองเท้าแตะก่อนทิ้งตัวนั่งบนโซฟาพร้อมเอื้อมมือไปหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์

เฉินฉีเองก็ไม่มีความเกรงใจใด ๆ เช่นกัน ตอนแรกหลินถงซูคิดว่าเขาคงต้องการเสียบปลั๊กกาต้มน้ำไฟฟ้าเฉย ๆ แต่เมื่อได้ยินเสียงหม้อและกระทะกระทบกันดังโครมคราม เธอจึงชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที “ทำอะไรของคุณน่ะ?”

“ต้มบะหมี่กินสักชาม!”

“คุณคิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองรึไง?!”

“แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วน่า!”

รอไม่นานนักเฉินฉีก็ถือชามสองใบออกมาจากห้องครัว เขาปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบง่าย ๆ โปะหน้าด้วยแตงกวาหั่นและสาหร่ายทะเล พร้อมด้วยไข่ลวกที่สุกกำลังดีโรยด้วยผักชีด้านบน กลิ่นหอมหวนโชยแตะจมูกทันที

“มา วันนี้กินอาหารง่าย ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน” เฉินฉียิ้มพร้อมส่งตะเกียบให้เธอ

“ฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะพิถีพิถันกับอาหารขนาดนี้” หลินถงซูหยิบตะเกียบและเริ่มคีบเส้นเข้าปาก

หลินถงซูกินบะหมี่ไปดูรายการโทรทัศน์ไปเพลิน ๆ แต่แล้วก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นี่เธอไว้ใจตาลุงนี่ถึงขนาดยอมให้เข้ามานั่งในห้องแบบนี้ได้ยังไงกัน?

เธอเหลือบมองเฉินฉีเพื่อสังเกตท่าทีของเขาทันที เป็นจังหวะเดียวกันกับเขาที่หันหน้ามาถามเธอว่า “ในตู้เย็นมีเบียร์ไหม?”

“ไม่มี” เธอตอบกลับเสียงแข็ง

เวลาผ่านมาถึงสองทุ่ม หลินถงซูสงสัยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงไม่ยอมขยับเขยื้อนออกไปจากห้องของเธอซะที เธอเอาแต่จ้องหน้าเขาจนเขาต้องหันหน้ากลับมามองเธอ ทันใดนั้นหลินถงซูถึงโพล่งสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา “ฉันไม่ยอมให้คุณนอนด้วยแน่!”

“อุบ!” เฉินฉีหลุดพ่นซุปในปากออกมาทันที เขารีบคว้ากระดาษทิชชูบนโต๊ะอย่างรวดเร็วเพื่อเช็ดปากและคราบน้ำซุปที่หกเลอะเทอะ “คุณหลิน ผมควรรู้สึกยังไงกับความคิดของคุณดีเนี่ย?”

“ฉันแค่อยากเตือนคุณว่าอย่าได้คิดทำอะไรแผลง ๆ เชียว!”

“ได้ๆๆ! ผมรู้แล้ว” ดวงตาของเฉินฉีจากที่เคยสดใสหม่นแสงลงฉับพลัน “วันนี้วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันที่พิเศษสำหรับผมอยู่สักหน่อย ผมไม่อยากอยู่คนเดียว เพราะงั้นผมเลยตามคุณขึ้นมา ต้มบะหมี่เอาใจคุณสักชาม ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์”

“พิเศษยังไงล่ะ? เป็นวันเกิดของคุณเหรอ?”

‘ถ้าจะพูดให้ถูก วันนี้คือวันที่ผมถูกฆ่าตาย’ เสียงแผ่วเบาดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของเฉินฉี

จบบทที่ บทที่ 45 วันพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว