เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 ประโยคคุ้น ๆ

บทที่ 43 ประโยคคุ้น ๆ

บทที่ 43 ประโยคคุ้น ๆ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 43 ประโยคคุ้น ๆ

หลังจากคัดกรองคนหายสองสามคนที่ตรงกับลักษณะของหญิงผู้ตาย หลินถงซูและสวีเสี่ยวตงจึงเดินทางไปเยี่ยมบ้านพักของพวกเธอทีละหลัง แต่ไม่พบคนที่มีลักษณะตรงกันกับผู้ตายเลยสักราย

ทั้งสองทุ่มเทเวลาไปกับการสืบหาตัวตนของผู้ตายตลอดทั้งวันจนร่างกายเริ่มเหนื่อยล้า หลินถงซูกลับถึงห้องพักแล้วโถมตัวลงนอนลงบนโซฟาและผล็อยหลับไปแทบจะทันที

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์ส่องทาบบนเปลือกตาหลินถงซู เธอกะพริบตาถี่ก่อนหันไปมองนาฬิกาและเห็นว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงสี่สิบนาทีแล้ว เธอไม่มีเวลาแต่งองค์ทรงเครื่องมากนักและรีบไปที่สถานีตำรวจทันที

เมื่อเธอตอกบัตรเรียบร้อยแล้ว เฉินฉีก็เดินเข้ามาในสถานีพร้อมกับถุงหนึ่งใบในมือ ใบหน้าของเขาค่อนข้างสดใสขณะทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม “คุณหลิน เมื่อคืนนอนหลับไม่ค่อยสบายสิท่า?”

“เชอะ คุณยังมีหน้ามาทักทายฉันแบบนี้อีก เราสองคนวิ่งไปมาแทบทั้งวันจนเซลลูไลท์บนขาหายไปหมดแล้ว แต่กลับไม่พบเจออะไรที่เป็นประโยชน์เลย”

“คุณไม่ได้แปรงฟันมาใช่ไหม?”

“กลิ่นแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลินถงซูรีบยกมือป้องปากและหายใจออกเพื่อพิสูจน์กลิ่น

“ปกติคุณจะเปลี่ยนเสื้อทุกวัน แต่วันนี้ผมเห็นว่าคุณยังใส่เสื้อตัวเมื่อวานอยู่เลย มุมตาก็ยังมีขี้ตาแห้งติดอยู่ ผมเลยเดาว่าคุณก็อาจจะไม่ได้แปรงฟันด้วย ทำงานหนักมากเลยสินะ” เขาพูดพลางหยิบเอาหมากฝรั่งรสมิ้นต์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อและยื่นให้เธอชิ้นหนึ่ง

“คุณถืออะไรมาด้วยน่ะ?” หลินถงซูถามขณะเคี้ยวหมากฝรั่ง

“ตัวอย่าง”

ทั้งสองเดินเข้าไปยังแผนกนิติเวช เผิงซื่อจวี๋ออกกฎอย่างเคร่งครัดห้ามไม่ให้ใครสูบบุหรี่ในห้องปฏิบัติการ แต่ถึงอย่างนั้นกลิ่นในห้องก็ไม่น่าอภิรมย์นัก พอเห็นใบหน้าเหนื่อยล้าอิดโรยของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจึงพอคาดเดาได้ว่าพวกเขาต้องไม่ได้พักผ่อนตลอดทั้งคืนแน่

หลินชิวผูและเฉินฉีแบ่งหน่วยสืบสวนออกเป็นสองทีมเพื่อสืบคดีเดียวกัน ทำให้ปริมาณงานที่เผิงซื่อจวี๋รับผิดชอบมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานในส่วนอื่นที่เขายังต้องจัดการให้เสร็จสิ้น

“คุณทำงานหนักเกินไปแล้วหัวหน้าเผิง” เฉินฉีพูดด้วยรอยยิ้ม

เผิงซื่อจวี๋ยืนขึ้นพร้อมบีบดั้งเพื่อขับไล่ความง่วง “ขอบเขตและภาระงานค่อนข้างใหญ่เกินกำลัง เราไม่สามารถจบการชันสูตรภายในคืนเดียว มีผลการทดสอบเพียงไม่กี่รายการที่เสร็จสมบูรณ์จากผลลัพธ์ที่คุณขอมา” เขายื่นเอกสารที่พิมพ์ออกมาสองสามฉบับให้เฉินฉี

เฉินฉีเหลือบมองเอกสารในมือ “ข้อมูลพวกนี้เพียงพอแล้ว อ้อ ขอสำเนาข้อมูลสิ่งที่ค้นพบในกระเพาะอาหารของผู้ตายด้วยก็แล้วกันครับ”

“เสี่ยวหวาง ช่วยถ่ายเอกสารบันทึกการชันสูตรศพเมื่อวานนี้ให้เขาสักสองชุด”

เฉินฉีวางถุงที่ถือติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย “ในถุงนี้มีตัวอย่างเถ้าบุหรี่หลายสิบยี่ห้อที่หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด ผมเขียนชื่อยี่ห้อติดไว้อย่างชัดเจนแล้ว คุณช่วยเปรียบเทียบมันกับเศษขี้เถ้าที่พบบนตัวของผู้เสียชีวิตให้หน่อยได้ไหม? มีตัวอย่างครบแบบนี้คงใช้เวลาไม่นานหรอกเนอะ ถ้าข้อสรุปออกมาแล้วอย่าลืมแจ้งให้ผมทราบด้วย”

“ฮึ่ม! คุณนี่ไม่รู้จักเกรงใจกันบ้างเลย”

เฉินฉีตบบ่าของเผิงซื่อจวี๋ “ขอบคุณมากเพื่อนยาก”

“อย่ามาแตะต้องตัวผมนะ”

หลังจากเฉินฉีและหลินถงซูจากไปแล้ว เผิงซื่อจวี๋ก็เปิดปากถุงนั้นออก ด้านในนอกจากจะมีตัวอย่างเถ้าบุหรี่หลายชนิดตามที่เฉินฉีบอกแล้วยังมีกล่องอาหารเช้าที่ยังร้อน ๆ วางอยู่ในนั้น เขาหลุดหัวเราะออกมาก่อนหันไปสั่งงานให้ผู้ช่วย “นำตัวอย่างเหล่านี้ไปทดสอบกับคราบเขม่าที่พบบนศพเมื่อวานด้วย”

เฉินฉีเดินไปพลางอ่านเอกสารในมือไปพลาง หลินถงซูถามอย่างร้อนใจ “รายงานระบุไว้ว่ายังไงบ้าง?”

“เจอเอนไซม์ในน้ำลายของคนถึงหกคนบนร่างของผู้เสียชีวิต... เพราะฉะนั้น ‘คนเดียวลงมือข่มขืนซ้ำ ๆ’ ที่คุณสันนิษฐานไว้ก่อนหน้าถือเป็นอันตัดไป”

ใบหน้าหลินถงซูเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที “ฉันก็แค่ออกความเห็นเท่านั้นเอง ในเมื่อคดีนี้ค่อนข้างยาก เราก็ควรระดมสมองกันไม่ใช่เหรอ?”

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิความมั่นใจที่คุณมีซะหน่อย แค่พยายามกระตุ้นให้คุณคิดไปในหลายทิศทางมากขึ้น!”

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่หลายคนก็เดินออกมาจากห้องประชุม พวกเขาพูดคุยและหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ดูเหมือนพบเจอกับความคืบหน้าซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดี หลินถงซูรู้ทันทีเพราะทุกครั้งที่คดีมีความคืบหน้าที่สำคัญ สีหน้าของทีมสืบสวนจะแสดงออกถึงความยินดีอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินออกมาหมดแล้ว ตามด้วยหลินชิวผูที่เดินออกมาเป็นคนสุดท้าย เขาหันไปมองทั้งสองที่เดินสวนมาพอดีพร้อมทักทายด้วยรอยยิ้ม “เป็นไงบ้าง? มีความคืบหน้าอะไรบ้างแล้วหรือยัง?”

“ดูจากสีหน้าของผู้กองหลินแล้ว ฝั่งของคุณต้องมีความคืบหน้าสำคัญแน่ ๆ” เฉินฉีถามกลับ

“ใช่ แต่ผมไม่บอกคุณหรอกนะ!”

“อะแฮ่ม เราตกลงกันแล้วนี่ว่าเราต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล ห้ามปิดปังกัน”

หลินชิวผูที่ถูกตอกกลับไปหนึ่งยกหรี่ตาลง “งั้นคุณเล่ามาก่อนสิ”

“พวกเรายังไม่ได้เริ่มเลย”

“ฮ่าๆๆ!” หลินชิวผูได้ยินแล้วยิ่งลำพองใจ “คุณต้องรีบหน่อย ทางเราพบคราบเลือดบนมีดของอาชญากรแซ่เจี่ย ผมสันนิษฐานว่าต้องเป็นเลือดมนุษย์แน่ สนับสนุนความจริงว่าเขาเพิ่งทำการฆ่าคน”

หลินถงซูอ้าปากค้างอย่างลืมตัวด้วยความตกใจ ครั้งนี้เธอจะพ่ายแพ้ให้กับพี่ชายตัวเองจริง ๆ เหรอเนี่ย?!

“งั้นดูเหมือนคนแซ่เจี่ยต้องมีเพื่อนร่วมก่อคดีหลายคนเลยล่ะ” เฉินฉีหัวเราะอย่างไม่ครั่นคร้ามและชูเอกสารผลการทดสอบในมือขึ้น “เราพบเอนไซม์ในน้ำลายบนร่างของผู้ตายซึ่งเป็นของคนอย่างน้อยหกคน เพราะงั้นคุณจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงล่ะ?”

หลินชิวผูขมวดคิ้วทันที “จุดที่ดูไม่สมเหตุสมผลในคดี มักเป็นจุดที่มีความก้าวหน้าสำคัญที่สุด... ผมจะค้นหาคำตอบเอง”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณจำประโยคนี้มาจากใคร แต่ผมคิดว่าคุณใช้มันในบริบทที่ไม่ถูกต้อง จุดที่ดูไม่สมเหตุสมผลในสมมติฐานโดยรวมของคุณคือสิ่งที่ไม่นำไปสู่ความก้าวหน้าเลยต่างหาก”

“โอ้ จริงเหรอ? เดี๋ยวอีกไม่นานเราก็รู้กันแล้ว!”

หลินชิวผูเดินห่างออกไป แต่ไม่สายหมุนตัวกลับมาบอกเขา “คนเคยพูดประโยคนี้เขาเก่งกว่าคุณไม่รู้ตั้งกี่เท่า!”

“หืม งั้นเหรอ? ผมว่าผมรู้จักเขานะ” เฉินฉียิ้มแฝงเลศนัย

หลินชิวผูเดินจากไปแล้ว หลินถงซูรีบพูดขึ้น “ถ้าเรายึดตามความคิดของพี่ชายฉัน บางทีน้ำลายของคนหกคนอาจยังใช้เป็นหลักฐานทางคดีไม่ได้ คุณจำคดีแรกได้ไหม? บางทีผู้ตายอาจมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นก่อนที่จะถูกฆ่า”

“ผมเคยคิดข้อนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ความน่าจะเป็นไม่สูงเท่าเนี่ยสิ”

“ทำไมล่ะ?”

“ผู้ชายหกคนต่อผู้หญิงแค่คนเดียว ในหนัง AV ออกจะถมเถไป”

ใบหน้าหลินถงซูแดงก่ำอีกครั้งก่อนแค่นเสียงตำหนิเขา “โรคจิต!”

“ทำไมต้องด่ากันด้วยล่ะ? ผมแค่พูดถึงข้อเท็จจริงเอง!”

เฉินฉีเรียกสวีเสี่ยวตงมาร่วมสืบคดีด้วยและขอใช้รถของเขาในการเดินทาง ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “พี่เฉิน วันนี้เราจะไปสืบคดีที่ไหนกันดี?”

“ไปหาข้าวกินกันก่อน”

“หือ? ตอนนี้เพิ่งจะแปดโมงเช้าเองนะ”

เฉินฉียิ้มและหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิด GPS นำทางเพื่อค้นหาจุดที่ฆาตกรนำศพมาทิ้ง และใช้นิ้วมือวาดวงกลมรอบ ๆ สถานที่นั้น “เราจะเริ่มจากการสืบหาจากบรรดาร้านอาหารที่อยู่ภายในรัศมีสิบกิโลเมตรจากจุดพบศพ”

“ถ้าเราต้องไล่ตรวจสอบทีละร้านจริงไม่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเลยเหรอ?” สวีเสี่ยวตงโอดครวญด้วยความท้อแท้ทันที

“จากเบาะแสที่เรามีอยู่ในมือตอนนี้ ทำให้เราต้องเริ่มสืบหาจากวิธีนี้เท่านั้น”

หลินถงซูถาม “งั้นคุณตัดร้านอาหารบางแห่งภายในรัศมีสิบกิโลเมตรที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ไหมล่ะ? ร้านอาหารในละแวกที่คุณว่ามีเป็นร้อยที่เลยนะ”

“ไหนผมขอดูหน่อย” เฉินฉีหยิบสำเนาบันทึกผลการชันสูตรออกมากางและเริ่มอ่านอย่างละเอียด

ทั้งสามช่วยกันไล่ไปตามรายชื่อวัตถุดิบในอาหารที่พบในกระเพาะอาหารของผู้ตาย หลินถงซูพูดขึ้น “พริกหยวกสีเขียว พริกหยวกสีแดง ถั่วฝักยาว... วัตถุดิบพวกนี้เป็นส่วนผสมที่ใช้กันทั่วไปในอาหารเสฉวนหรือหูหนาน”

สวีเสี่ยวตงออกความเห็นบ้าง “มีเนื้อเต่าและหอยเชลล์จีนด้วย เพราะงั้นต้องมาจากร้านอาหารเกรดสูงแน่ ๆ”

เฉินฉีออกความเห็น “มีสัตว์น้ำตั้งสี่ชนิดในกระเพาะอาหารของเธอ ผมคิดว่าร้านอาหารนี้ต้องขายพวกอาหารทะเลควบคู่กับอาหารธรรมดา... อาหารเสฉวนชั้นยอด หรือร้านอาหารหูหนานที่ขายอาหารทะเล! ได้คีย์เวิร์ดหลักแล้ว ออกเดินทางกันเถอะ”

งานสืบสวนอันน่าเบื่อดำเนินต่อไปจนถึงตอนเที่ยง แต่พวกเขายังไม่ได้ข้อมูลใด ๆ ที่พอเป็นประโยชน์ ทั้งสามจึงแวะพักทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

หลินถงซูถาม “ถ้ายังหาไม่เจออยู่แบบนี้แล้วจะทำยังไงต่อไป?”

เฉินฉีตอบอย่างไม่แยแส “ตรวจสอบตามร้านต่อไปนี่แหละ อาจจะต้องขยายขอบเขตมากกว่ารัศมีสิบกิโล”

สวีเสี่ยวตงพูดบ้าง “แล้วถ้ายังหาไม่เจออีกล่ะ?”

“การนำศพมาทิ้งควรกระทำโดยคนสองคนขึ้นไป และพวกเขาต้องเดินทางมาโดยรถยนต์ ด้วยความที่พวกเขามีกันหลายคนก็ต้องมีการปรึกษาหารือเรื่องการทิ้งศพเป็นธรรมดา พอประสบการณ์ระหว่างพวกเขาประสานกันต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าการไม่ได้ระดมสมองแน่ เพราะงั้นสถานที่ที่พวกเขาเลือกน่าจะเป็นสถานที่ซึ่งหนึ่งในกลุ่มฆาตกรเคยเห็นขับผ่านบ่อย ๆ ดังนั้นสถานที่ทิ้งศพไม่น่าไกลจากสถานที่ก่อเหตุนักหรอก ผมเดาว่ามันต้องอยู่ภายในรัศมีสิบกิโลเมตรนี่แหละ” เฉินฉีตอบพลางตักน้ำแกงจากชามขึ้นซด

“พี่รู้ได้ยังไงว่าผู้ก่อเหตุต้องมีมากกว่าสองคนขึ้นไป?” สวีเสี่ยวตงถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

“อย่าลืมนะว่าสถานที่ทิ้งศพอยู่ติดถนน แล้วข้างถนนก็เต็มไปด้วยหินกรวดจำนวนมาก ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าศพต้องถูกบรรจุลงในกล่องก่อนนำออกมาวางทิ้งไว้ แต่กลับไม่มีร่องรอยการลากกล่องตามพื้นหินกรวดที่ว่าเลย สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องเป็นคนอย่างน้อยสองคนที่ช่วยกันยกมา ไม่ใช่คนเดียวที่ยกไม่ไหวจนต้องลากเอาแน่ ๆ”

สวีเสี่ยวตงประทับใจในคำอธิบายของเฉินฉีมากและพยักหน้าซ้ำ ๆ อย่างเห็นด้วย แต่หลินถงซูกลับคัดค้าน “ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปซะหน่อย สมมุติฆาตกรมีร่างกายกำยำบึกบึนและแข็งแรงมากจนยกคนเดียวไหวล่ะ?”

จบบทที่ บทที่ 43 ประโยคคุ้น ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว