เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 ผ่าชันสูตรศพ

บทที่ 42 ผ่าชันสูตรศพ

บทที่ 42 ผ่าชันสูตรศพ


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 42 ผ่าชันสูตรศพ

ขั้นตอนต่อมาคือภาพที่น่าสยดสยองที่สุดสำหรับหลินถงซู เผิงซื่อจวี๋ใช้มีดหมอคมกริบผ่าตั้งแต่กลางกระดูกไหปลาร้าของผู้ตาย ฉีกเนื้อส่วนผิวหนังกลางลำตัวจนปริออกมาเป็นแนวยาว ทั้งซี่โครงและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเผยต่อสายตาทุกคนอย่างชัดเจน

เธอเบือนหน้าหันเหสายตาไปทางอื่นด้วยท่าทางพะอืดพะอม เฉินฉีกระซิบ “กลัวใช่ไหมล่ะ?”

“เปล่าซะหน่อย!”

จากนั้นผู้ช่วยของเผิงซื่อจวี๋ได้ใช้เลื่อยไฟฟ้าขนาดเล็กตัดซี่โครง แม้บริเวณช่องท้องของเธอจะเต็มไปด้วยเลือด แต่ในมุมมองทางการแพทย์แล้วสรุปได้ว่าผู้เสียชีวิตยังอายุน้อยมาก ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงโรคภัยร้ายแรง ดังนั้นอวัยวะภายในจึงค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียว เผิงซื่อจวี๋เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “น่าเสียดายเหลือเกินที่เธอต้องมาตายตั้งแต่ยังเด็ก”

“ใช่ พ่อแม่เลี้ยงดูอุ้มชูลูกสาวมาอย่างดี แต่เธอกลับถูกย่ำยีและพรากชีวิตไปโดยพวกสัตว์เดรัจฉาน ไม่อยากคาดเดาเลยว่าถ้าครอบครัวของเธอรู้จะเสียใจขนาดไหน” เฉินฉีเห็นด้วย

เผิงซื่อจวี๋เริ่มทำการผ่าอวัยวะภายในจากบนลงล่าง เขาตัดหลอดลมออกก่อนโดยมีผู้ช่วยใช้อุปกรณ์เฉพาะเพื่อดูดเลือดที่ไหลล้นออกมา จากนั้นเขาจึงทำการผ่าปอดของผู้เสียชีวิต

“ภายในปอดไม่มีความผิดปกติ...” ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังจุดหนึ่ง ก่อนโน้มตัวลงเพื่อใช้แหนบเจาะรูก้อนถุงลมโป่งพอง “ถุงลมโป่งพองพวกนี้ดูบวมเล็กน้อยนะว่าไหม?”

“อาจเกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นก็ได้นะครับ” ผู้ช่วยออกความเห็น

“อย่าลืมเก็บตัวอย่างไปทำการวิจัยเพิ่มเติมด้านพยาธิวิทยา”

จากนั้นเขาจึงวิเคราะห์ท่อหัวใจและหลอดเลือดโดยสังเกตจากทิศทางการไหลเวียนของเลือดตามด้วยตับ เฉินฉีพูดขึ้น “เหมือนกลิ่นไวน์เลย”

เผิงซื่อจวี๋กลอกตาใส่เขา วิธีการระบุทางนิติเวชไม่จำเป็นต้องใช้จมูกสูดดมกลิ่นโดยตรงเสียหน่อย เขากล่าวว่า “ตับบวมเล็กน้อย แถมยังมีสีขาวซีด อาจเป็นเพราะเธอบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจนเกินขนาด” พูดจบแล้วเขาจึงเก็บตัวอย่างบางส่วนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบต่อไป หลังจากนั้นจึงย้ายไปตรวจสอบในกระเพาะอาหาร เพราะเศษอาหารที่พบในกระเพาะอาหารของผู้เสียชีวิตนับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อาจทำให้ระบุเวลาเสียชีวิตหรือแม้แต่ตัวตนของผู้เสียชีวิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เผิงซื่อจวี๋ผ่าเอาถุงกระเพาะอาหารทั้งหมดออกมาวางลงในถาดแล้วผ่ามันออก ของเหลวสารพัดอย่างในกระเพาะอาหารไหลทะลักออกมา กลิ่นเหม็นน่าขยะแขยงโชยหึ่งจนผู้คนไม่สามารถทนดมต่อไปได้ถึงขั้นต้องเบือนหน้าหนี แม้แต่หลินถงซูยังได้กลิ่นมันผ่านทะลุแมสก์จนต้องย่นคิ้ว

เผิงซื่อจวี๋ใช้แหนบคีบเอาสิ่งที่ยังไม่ถูกย่อยจนหมดเช่น ใบขึ้นฉ่าย เห็ดเข็มทอง และเต้าหู้ออกจากของเหลวชวนอี๋ที่มีสีขาวขุ่นทั้งยังเละเหมือนโจ๊ก นอกจากนั้นยังมีเนื้อสัตว์อีกประมาณสามชนิด

เฉินฉีใช้ตาเปล่าสังเกตพลางพูดว่า “เนื้อหมู ไก่ ปลา... เป็นอาหารมื้อใหญ่น่าดู”

“แถมเธอยังดื่มไวน์ด้วย” หลินถงซูเสริม

“เอาล่ะ มาถึงบททดสอบสำหรับคุณแล้ว คุณมองเห็นอะไรบ้างจากเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่ในกระเพาะอาหารของเธอ?”

“ครอบครัวของผู้ตายคงร่ำรวยพอสมควร”

“ฮ่าๆ มุมมองของคุณน่าสนใจทีเดียว แต่ก็ยังผิดอยู่ดี ผู้ตายควรเป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดา เงินเดือนแล้วเงินเดือนที่ได้รับอาจไม่เพียงพอต่อการยังชีพด้วยซ้ำ คุณจะเห็นว่าด้านนอกบริเวณลำไส้เล็กของเธอไม่มีไขมันติดอยู่มากนัก ซึ่งหมายถึงอาหารในแต่ละมื้อของเธอต้องธรรมดาสามัญเอามาก ๆ แล้วดูฝ่ามือของเธอสิ ตรงนิ้วก้อยมีรอยด้าน แสดงให้เห็นว่าเธอขี่จักรยานมาเป็นเวลานาน ส่วนในกระเพาะอาหารยังมีเศษไข่ขาวที่เกือบถูกย่อยไปจนหมดอีกด้วย พอนับจากช่วงเวลาของการถูกฆาตกรรมสามารถอนุมานว่าเธอกินไข่เจียวเป็นอาหารเช้า ดังนั้นผู้เสียชีวิตต้องมีฐานะยากจนมาก แต่มื้ออาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่พบในท้อง ผมเดาว่าอาจเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอที่จุนเจือให้ หรือไม่ก็อาจเป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทางบริษัทเป็นคนจัดขึ้น ดูจากปริมาณอาหารที่ไม่มากนักแต่มีหลากหลายประเภทอย่างละนิดละหน่อย คิดว่าคงเป็นอาหารมื้อใหญ่”

“เหตุผลยอดเยี่ยมเลย!” ผู้ช่วยปรบมือพร้อมกล่าวชมเชย

เผิงซื่อจวี๋หันขวับมองผู้ช่วยของตัวเองที่เยินยอเฉินฉีอย่างออกหน้าออกตาจนอีกฝ่ายต้องก้มหลบสายตา เขาพูดเหน็บแนมอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าอยากอวดภูมิความรู้ของตัวเองมากก็ออกไปสาธยายข้างนอกเถอะ ทำแบบนี้จะยิ่งรบกวนเวลาทำงานของผมให้ล่าช้าลง ผมมีหน้าที่รับผิดชอบแค่หาข้อเท็จจริง ส่วนการสันนิษฐานและหาเหตุผลประกอบเป็นหน้าที่ของคุณ”

“คุณนี่เป็นคนน่าเบื่อจริง ๆ ผ่าชันสูตรศพไปพลางวิเคราะห์หาเหตุผลไปพลางออกจะสนุก ไม่คิดงั้นเหรอ?” เฉินฉีบ่น

เผิงซื่อจวี๋หันขวับทันทีและจ้องสบตาเฉินฉีโดยตรง ทันใดนั้นเขากลับนึกถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งขึ้นมาได้ เพื่อนคนนั้นกับผู้ชายตรงหน้าพูดประโยคทำนองเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน แถมยังมีนิสัยชอบแสวงหาเหตุผลเมื่อเข้ามาร่วมการผ่าชันสูตรศพในแต่ละครั้งเหมือนกันด้วย

มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่าเนี่ย!

เขาครุ่นคิดฟุ้งซ่านเพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนละสายตาจากเฉินฉีและหันไปจดจ่อกับงานต่อ

“ดูจากระดับการย่อยอาหารของกระเพาะอาหาร เวลาเสียชีวิตคือสามชั่วโมงหลังจากอาหารมื้อสุดท้าย เมื่อรวมกับอุณหภูมิตับด้วยแล้วระบุได้ชัดเจนว่าควรเป็นเวลาสามทุ่มของวันที่ 4 ตุลาคม” เผิงซื่อจวี๋กล่าว ผู้ช่วยจดบันทึกถ้อยคำเหล่านั้นไว้อย่างครบถ้วน

“เหมือนที่ผมคาดการณ์ไว้อีกแล้ว” เฉินฉีพยักหน้าโดยไม่สนใจสายตาหมั่นไส้ที่ส่งมาจากเผิงซื่อจวี๋

“ยังมีสิ่งนี้อีก” เผิงซื่อจวี๋หยิบอนุภาคสีขาวขนาดเล็กที่มีการสึกกร่อนอย่างรุนแรงโดยกรดในกระเพาะอาหารขึ้นมาจากถาดอย่างเบามือ ไม่นานเขาก็อนุมานได้ทันที “เป็นยานี่เอง” พูดจบแล้วจึงหยิบยาดังกล่าวใส่ลงในหลอดทดลองและทิ้งไว้เพื่อทำการทดสอบต่อไป

เฉินฉีกำชับเขา “เดี๋ยวก่อน ทุกอย่างที่อยู่ในกระเพาะอาหารของผู้เสียชีวิตจะต้องทำการตรวจสอบอย่างรอบคอบที่สุด ไม่ว่าอาหารที่เธอกินเข้าไป รวมถึงกรดในกระเพาะอาหารก็ต้องทำการทดสอบเช่นกัน ร้านอาหารบางแห่งจะใส่สารเติมแต่ง วัตถุดิบแช่แข็งบางชิ้นก็อาจมีสารกันบูดเจือปนอยู่ด้วย พอได้ข้อมูลแล้วจะได้นำไปเทียบกับข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยของวัตถุดิบ ไม่แน่ว่าอาจมีส่วนช่วยให้เราค้นหาร้านอาหารที่เธอไปร่วมกินเลี้ยงได้”

“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเตือนผมหรอก!”

“ผมไม่ได้บอกคุณ ผมบอกเธอต่างหาก” เฉินฉีหันไปทางหลินถงซู

หลังจากผ่าอวัยวะภายในที่เหลือทีละชิ้นครบแล้วการผ่าชันสูตรศพก็สิ้นสุดลง ทั้งสี่คนเดินออกจากห้องผ่าชันสูตร เฉินฉีพูดกับเผิงซื่อจวี๋ “หัวหน้าเผิง ผมขอแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อกับคุณหน่อยครับ ถ้าผลการทดสอบออกมาครบแล้วอย่าลืมแจ้งกลับให้เราทราบด้วย”

เผิงซื่อจวี๋หยิบโทรศัพท์ออกมาพร้อมถามกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “คราวนี้คุณเดิมพันเรื่องอะไรไว้กับผู้กองหลินอีกล่ะ?”

“เขาคิดว่าศพผู้หญิงคนนี้ถูกฆ่าโดยอาชญากรมีหมายจับที่เราตามไล่ล่าในวันจัดงานคอนเสิร์ต แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เขาแน่ คุณล่ะคิดว่าไง?” เฉินฉีถามกลับยิ้ม ๆ

“ผมไม่ขอมีส่วนร่วมในการเดิมพันอันน่าเบื่อของพวกคุณ”

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ อย่าลืมแจ้งผลการทดสอบให้ผมทราบด้วย”

หลังออกมาจากห้องแล็บชันสูตรได้ เฉินฉีที่ต้องคอยกลั้นหายใจเป็นเวลาเกือบครึ่งวันล้วงเอาบุหรี่ออกมาจุดสูบเพื่อขับไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านั้น หลินถงซูถามเขา “จากนี้เราควรทำอะไรต่อดี?”

“รอไปก่อน” เฉินฉีตอบสั้น ๆ “ตราบใดที่ผลการทดสอบยังไม่แน่ชัด เราก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”

“ครั้งนี้คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลินถงซูมองเขาด้วยความสงสัย

“ก่อนหน้านี้คุณก็ได้ยินนี่ว่าเธอถูกรุมโทรม เพราะงั้นทิศทางการคาดเดารูปคดีของพี่ชายคุณเลยผิดพลาดไป”

“นั่นก็ไม่แน่ ฆาตกรไม่ได้ทิ้งดีเอ็นเอไว้ บางทีอาจเป็นคนคนเดียวกันนี่แหละที่... เอ่อ... ลงมือข่มขืนเธอซ้ำ ๆ” วลีสุดท้ายทำเอาหลินถงซูกระดากอายจนใบหน้าแดงก่ำ ‘ฉันพูดคำว่าลงมือข่มขืนซ้ำ ๆ ออกไปได้ยังไงเนี่ย?!’

“ฮ่าๆๆ!” เฉินฉีระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “ในที่สุดคุณก็เรียนรู้การตั้งสมมุติฐานไปในหลาย ๆ ทิศทางแล้ว! ถือเป็นความก้าวหน้าใหม่เลยนะเนี่ย!”

“ชิ! แล้วฉันเดาถูกไหมล่ะ?”

“อันที่จริงผมตรวจสอบคดีที่อาชญากรซึ่งเราตามจับกันเมื่อคืนเป็นคนก่อแล้ว โดยปกติพฤติกรรมของมนุษย์ค่อนข้างมั่นคงและจะกระทำแบบเดิมอย่างต่อเนื่อง เว้นเสียแต่นิสัยของบุคคลนั้นจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงในช่วงเวลาไม่นานมานี้ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเป็นฆาตกรคนเดียวกันทั้งสองคดี”

ทันใดนั้นสวีเสี่ยวตงรีบร้อนวิ่งตรงไปหาพวกเขาพร้อมกับเอกสารที่เพิ่งพิมพ์ออกมาจากแฟกซ์กองใหญ่ เขาพูดกระหืดกระหอบ “นี่คือแฟกซ์ข้อมูลผู้สูญหายล่าสุดที่ส่งมาจากสถานีตำรวจหลักและสถานีย่อยในเขตต่าง ๆ”

“โอ้ เยอะขนาดนี้เชียวเหรอนี่?” หลินถงซูถอนหายใจ

เฉินฉีหยิบขึ้นมาดูแค่สองสามแผ่นก่อนพูดว่า “ไม่เลวนี่ อย่างน้อยคุณก็รู้ว่าควรคัดเอาผู้สูญหายเพศชายออก”

“แน่นอนครับ ผมรู้ว่าผู้ตายเป็นผู้หญิง!” สวีเสี่ยวตงยืดอกรับราวภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน

“แต่การรับแจ้งคนหายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผ่านไปแล้วสี่สิบแปดชั่วโมง ส่วนกรณีพิเศษสามารถแจ้งคนหายได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คุณหาข้อมูลคนหายทั้งหมดตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่แล้วมาเพื่ออะไร? มันไม่จำเป็นด้วยซ้ำ! ผมขอแค่ข้อมูลหมายเลขแปดและหมายเลขเก้าก็พอ... ที่เหลือเอาคืนไป”

“เฮ้! แล้วคุณจะไปไหนน่ะ?” หลินถงซูโพล่งถามเมื่อเห็นว่าเฉินฉีเดินห่างออกไป

“ผมจะกลับบ้านไปนอนน่ะสิ! พักผ่อนกายใจเอาแรงซะหน่อย”

จบบทที่ บทที่ 42 ผ่าชันสูตรศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว