เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ฆาตกรล่องหน

บทที่ 24 ฆาตกรล่องหน

บทที่ 24 ฆาตกรล่องหน


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 24 ฆาตกรล่องหน

ภายในห้องแล็บ เจ้าหน้าที่ชันสูตรกำลังทำการผ่าศพ และฝ่ายนิติเวชกำลังทดสอบผลร่วมกับหลักฐานอื่น ๆ ที่ได้รับมาจากสถานที่เกิดเหตุ

เฉินฉีและหลินถงซูยืนรออยู่ที่ประตู สวีเสี่ยวตงก็เดินตามทั้งคู่มาด้วย เธอหันไปถามเขาด้วยความรำคาญ “คุณตามมาทำไม?”

“พวกเราเป็นคู่หูกันนี่นา!” สวีเสี่ยวตงตอบ

“ใครอยากเป็นคู่หูกับคุณกัน?”

สวีเสี่ยวตงทำท่าเหมือนหัวใจของตัวเองฉีกขาดออกเป็นชิ้นเมื่อถูกคำพูดของหญิงสาวทิ่มแทง สองมือยกขึ้นกุมอก สายตาหลุบต่ำไม่กล้าสู้หน้าเธออีก

หัวหน้าหน่วยชันสูตรเผิงซื่อจวี๋ยืนอยู่กลางห้องขณะออกคำสั่ง “เสี่ยวชาง นำตัวอย่างผิวหนังพวกนี่ไปทำการทดสอบและทำรายงานเกี่ยวกับพยาธิวิทยาแสงด้วย เสี่ยวลี่ ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบรอยเท้าแล้วหรือยัง? โอ้... ลูกอมของฉัน ลูกอมของฉันหายไปไหนเนี่ย?!”

เผิงซื่อจวี๋หมุนตัวไปรอบ ๆ จนเจอซองลูกอมรสมิ้นต์อยู่ใต้กองกระดาษ เขาแกะซองหุ้มออกและหยิบใส่ปากเม็ดหนึ่งก่อนหันไปง่วนอยู่กับเอกสารต่อ

‘นิสัยนายนี่ไม่เปลี่ยนไปเลย’ เฉินฉีพึมพำด้วยเสียงกระซิบ สบจังหวะแล้วจึงเดินตรงเข้าไป “ผมมีเรื่องจะถามครับ ไม่ทราบว่ารายงานเกี่ยวกับเลือดที่ติดอยู่บนด้ามมีดได้ผลสรุปสมบูรณ์แล้วหรือยัง?”

เผิงซื่อจวี๋ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “คุณเป็นใคร? คิดว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลรึไงที่ใครคิดจะเดินเข้าเดินออกก็ได้? แม้แต่แล็บในโรงพยาบาลยังต้องขอดูใบรับรองด้วยซ้ำ?”

“ผู้กองหลินเรียกผมมาช่วยไขคดีนี้”

“หลักฐานล่ะ” เผิงซื่อจวี๋ถามกลับห้วน ๆ พร้อมหยิบแว่นสายตากรอบดำขึ้นสวม ก่อนจะนั่งสำรวจเอกสารต่อ

หลินถงซูเดินเข้ามาเพื่อช่วยยืนยันอีกแรง “หัวหน้าเผิงคะ สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ฉันสามารถยืนยันได้”

“ผมไม่ต้องการหลักฐานแบบปากเปล่า” เผิงซื่อจวี๋ไม่สนใจ เขายังคงแสดงท่าทางเย็นชาและตอบกลับอย่างไม่แยแส

หลินถงซูรู้สึกอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าตัวเองควรปั้นหน้าอย่างไรต่อไปดี เฉินฉีจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาหลินชิวผู ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นปลายสายจึงตำหนิกลับมายาวเหยียด “ให้ตายสิ! ใครใช้ให้คุณไปรบกวนการทำงานของคนอื่นกัน? ถ้าผมรู้ข้อมูลอะไรมาผมจะบอกคุณเอง!”

“ผู้กองหลิน คุณช่วยยืนยันกับเขาให้หน่อยได้ไหม? ผมขอร้องล่ะ” พูดจบเฉินฉีก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะพร้อมเปิดลำโพง

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลินชิวผูจึงจำใจพูดอย่างไม่มีทางเลือก “ซื่อจวี๋ ผมเป็นคนขอให้เขามาช่วยผมเอง รบกวนคุณช่วยบอกข้อมูลให้เขาทราบด้วยนะ”

ในที่สุดเผิงซื่อจวี๋จึงเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารและหันไปมองเฉินฉี จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาเปิดโปรแกรมบันทึกเสียงบ้าง “รบกวนผู้กองหลินช่วยพูดซ้ำอีกครั้งด้วย ผมจำเป็นต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน”

ตำรวจทุกคนที่นี่รวมถึงหลินชิวผูต่างรู้ดีว่าเผิงซื่อจวี๋มีนิสัยเข้มงวดมาก ดังนั้นเขาจึงต้องพูดซ้ำอีกครั้งเป็นการรับรอง หลังจากบันทึกเสียงเสร็จแล้วเผิงซื่อจวี๋จึงยอมปริปาก “การระบุดีเอ็นเอไม่ใช่กระบวนการที่สามารถทำได้แบบปัจจุบันทันด่วน เราต้องรออีกอย่างต่ำประมาณสองถึงสามชั่วโมง พวกคุณเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“โอ้ เรื่องนั้นคุณต้องมืออาชีพกว่าพวกเราอยู่แล้ว!” เฉินฉียิ้มและถามต่อ “แล้วผลการทดสอบที่สรุปสมบูรณ์แล้วล่ะครับ?”

เผิงซื่อจวี๋หันไปหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาวางบนโต๊ะ “พบรอยเท้าเปื้อนคราบเลือดในที่เกิดเหตุ รองเท้าผ้าใบนั้นมีขนาดเบอร์ 43 บริเวณขอบนอกเต็มไปด้วยรอยสึกหรอ ตรวจสอบแล้วไม่มีรองเท้าคู่ไหนในบ้านที่มีรอยตรงกัน คาดเดาว่าต้องเป็นรอยเท้าของฆาตกร”

“ในที่เกิดเหตมีรองเท้าไซซ์อะไรบ้าง?”

“34 35 และ 43” เผิงซื่อจวี๋ตอบอย่างไหลลื่น

“ฆาตกรกับชายเจ้าของห้องใส่รองเท้าไซซ์เดียวกันงั้นเหรอ?” เฉินฉีพึมพำ จากนั้นจึงตั้งคำถามต่อไป “แล้วเจออะไรอีกไหม?”

“เราพบรอยนิ้วมือทั้งหมดสี่ชุด สองชุดแรกอยู่บนอาวุธสังหาร เป็นของชายเจ้าของห้องและภรรยาของเขา ไม่เจอรอยนิ้วมือของฆาตกรแต่อย่างใด… กลายเป็นว่าพบรอยนิ้วมือของชายเจ้าของห้องมากที่สุด”

“มีถ้วยชามจำนวนหนึ่งอยู่ในที่เกิตเหตุซึ่งเราสามารถใช้หารอยนิ้วมือได้ ในเมื่อฆาตกรเป็นคนรู้จักใกล้ชิด คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกินซุปโดยใส่ถุงมือตั้งแต่ตอนแรก”

“เสี่ยวชาง” เผิงซื่อจวี๋ตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนเพื่อให้เขามาอธิบายงานในส่วนนี้แทน

เจ้าหน้าที่ที่ชื่อเสี่ยวชางตอบกลับ “บนถ้วยพบรอยนิ้วมือแค่ของคนในครอบครัวสี่คนเท่านั้นครับ ไม่มีของคนอื่นแล้ว”

“ระวังตัวขนาดนี้เลยแฮะ” เฉินฉีพึมพำอีกครั้ง

สวีเสี่ยวตงโพล่งขึ้น “ผมเข้าใจแล้ว! ฆาตกรวางแผนทั้งหมดไว้ก่อนแล้วนี่เอง! เพราะงั้นเขาต้องทากาว 502* ไว้ตามนิ้วมือเพื่อจะได้ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ หัวหน้าเผิงลองตรวจหากาว 502 ในสิ่งของอย่างอาวุธหรือถ้วยชามดูสิครับ”

*กาว 502 = กาวร้อนอย่างดีของจีน ลักษณะคล้ายกาวตราช้างของไทย

เผิงซื่อจวี๋มองสวีเสี่ยวตงตาขวาง “คุณไม่จำเป็นต้องชี้แนะวิธีการทำงานให้ผมหรอก ข้อสันนิษฐานแบบนี้ผมหรือจะมองข้ามไม่ทันตรวจสอบ?!” พูดจบแล้วเขาก็ป้อนลูกอมเข้าปากตัวเองไปอีกหนึ่งเม็ด

“อ๊ะ! ขะ...ขอโทษที่เสียมารยาทครับ!” สวีเสี่ยวตงละล่ำละลักตอบกลับ

เผิงซื่อจวี๋พูดเสริม “ผลการตรวจสอบน้ำลายก็สรุปได้ว่ามีเพียงสี่คนเท่านั้นที่กินซุป”

“มีซุปอยู่ห้าถ้วย แต่คนกินมีแค่สี่คนเนี่ยนะ?” เฉินฉีดูสับสน

เผิงซื่อจวี๋จ้องเฉินฉีเขม็ง “การทดสอบของผมไม่เคยผิดพลาด!”

เฉินฉีรีบอธิบาย “ผมไม่ได้สงสัยผลสรุปของคุณซะหน่อย โอ้! จริงสิ ผมอยากให้คุณทำการทดสอบให้ผมหน่อย ผมอยากรู้ว่าเลือดบนอาวุธสังหารนั้นมาจากคนนอกรึเปล่า? แล้วอย่าลืมทดสอบตัวอย่างเลือดนั้นว่ามีความเข้ากันกับเด็กชายที่กระโดดตึกลงมาไหม?”

“ต้องมีตัวอย่างเลือดของเด็กด้วย”

“เดี๋ยวผมจะนำมาส่งให้ในภายหลัง”

“โอเค เข้าใจแล้ว ถ้าพวกคุณไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปซะ อย่ารบกวนการทำงานของพวกเรานานนัก”

“งั้นผมขอตัวก่อน”

ระหว่างที่กำลังจะเดินออกจากห้องแล็บ หลินถงซูจึงหันไปบอกเฉินฉี “อย่าถือสาเขาเลยนะคุณ หัวหน้าเผิงเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ช่วงแรกคนอื่น ๆ ในทีมของเราก็ทนเขาไม่ค่อยได้เหมือนกัน”

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ ความจริงแล้วเขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะ แค่นิสัยเป็นเอกลักษณ์เกินไปสักหน่อย” เฉินฉีหัวเราะ

“ฉันขอถามอะไรหน่อย ทำไมเราต้องทดสอบความเข้ากันได้ของตัวอย่างเลือดนั้นกับของเด็กด้วยล่ะ? หรือคุณคิดว่า…”

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่อยากลองทดสอบสมมติฐานดูน่ะ”

ทั้งสองพูดคุยกันไปตลอดทางโดยทิ้งให้สวีเสี่ยวตงเดินตามหลังมาอย่างเงียบ ๆ ผ่านมาพักหนึ่งเขาจึงอยู่ไม่สุขอีกต่อไป “ถงซู ผมไม่ได้เจอคุณมาแค่สองสามวันเองนะ คุณทันไปสนิทกับตาลุงนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? ข่าวที่เขาลือกันในทีมเป็นเรื่องจริงเหรอ?”

หลินถงซูหันขวับทันที “การที่ฉันจะสนิทกับใครสักคนมันนับเป็นธุระให้คุณมาคอยสนใจตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วเรื่องข่าวที่ลือกันในทีมนี่หมายความว่าไง?”

“ปะ... เปล่า! ไม่มีอะไรซะหน่อย” สวีเสี่ยวตงยิ้มแหย

“บอกมานะ! มีใครนินทาฉันลับหลังใช่ไหม?!”

“อย่าสนใจเลยน่าว่าคนอื่นเขาจะนินทาอะไร รีบไปทำเรื่องของเราให้เสร็จดีกว่า” เฉินฉีเตือนเธอ

“ไม่ให้สนใจได้ยังไงล่ะ! การนินทาลับหลังเนี่ยเป็นอะไรที่น่าเกลียดที่สุด!” หลินถงซูทำท่าขยะแขยง เธอเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีจากการที่ตัวเธอเองเป็นน้องสาวของหัวหน้าหน่วยสืบสวน ทำให้คนอื่น ๆ ต่างคิดกันไปว่าที่เธอได้ทำงานนี้ก็เพราะเส้นสาย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริงเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นการที่เธอมีพี่ชายแท้ ๆ อย่างหลินชิวผูอยู่ร่วมสำนักงานเดียวกัน เธอจึงได้รับโอกาสในการทำงานแค่สองสามครั้ง กลายเป็นว่าอยู่ในทีมมาเกือบสองปีแต่แทบไม่ได้สร้างผลงานเดี่ยวอะไรเลย

เมื่อพวกเขาออกมาข้างนอก เฉินฉีก็หยุดเดินกะทันหัน หลินถงซูหันไปถามเขา “มีอะไรหรือเปล่า? คุณจะไม่ไปกับพวกเราจริง ๆ เหรอ?”

เฉินฉีตอบกลับ “ผมจะกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดจากเด็กชายคนนั้น เสร็จแล้วผมก็กะว่าจะกลับไปงีบสักพัก ถ้าคุณได้ความคืบหน้าอะไรมาก็บอกผมด้วยแล้วกัน ถึงยังไงผมก็ไม่ใช่ตำรวจ ไม่จำเป็นต้องตามพวกคุณไปทุกที่”

“คดีคืบหน้ามาถึงขั้นนี้แล้ว คุณคิดยังไงบ้าง?”

“แล้วพี่ชายคุณล่ะ? เขามุ่งเป้าการสืบสวนไปที่ประเด็นไหน?”

“บริษัทที่ให้ครอบครัวผู้ตายกู้ยืมเงิน”

สวีเสี่ยวตงพูดแทรกขึ้นมา “ครอบครัวนี้เป็นหนี้นอกระบบตั้งแปดแสนหยวน แถมบริษัทที่ปล่อยกู้ก็มีชื่อเสียงไปในด้านลบเป็นส่วนใหญ่”

เฉินฉีลองคิดตาม จากนั้นจึงเสนอแนะ “ผมขอแนะนำพวกคุณนะ ตอนที่ไปสอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ อย่าลืมถามพวกเขาด้วยล่ะว่าครอบครัวนี้ไปทำอะไรมาถึงได้เป็นหนี้เยอะขนาดนั้น”

“คุณคิดว่าบริษัทปล่อยกู้มีส่วนได้เสียที่จะก่อเป็นมูลเหตุจูงใจในการฆาตกรรมไหม?”

“อย่าลืมสิ่งที่ผมบอกล่ะ”

หลินถงซูลองคิดตาม ทบทวนจากสิ่งที่เขาเน้นย้ำอยู่เสมอคือข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่ฆาตกรไว้ชีวิตเด็กชายซึ่งยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ดังนั้นด้วยมุมมองนี้แล้ว ดูเหมือนว่าบริษัทที่ปล่อยเงินกู้อาจไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย

“แล้วเจอกันนะ” เฉินฉียิ้มแล้วเดินจากไป

สวีเสี่ยวตงที่คันปากอยู่แล้วหันไปถามหลินถงซูทันที “ถงซู อย่าบอกนะว่าเธอชอบตาลุงคนนั้น?”

“เหลวไหลน่า!” หลินถงซูตอบกลับ แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว สวีเสี่ยวตงเองก็คอยป้วนเปี้ยนขายขนมจีบเธออยู่หลายครั้ง บางทีเธออาจจะใช้โอกาสนี้ทำให้เขาเลิกมายุ่งวุ่นวายกับเธอเสียที นึกแล้วจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน “ก็... ใช่ ทำนองนั้น ฉันชอบตาลุงนั่นเพราะเขาดูเป็นผู้ใหญ่ดีออก ไม่เห็นน่าแปลกตรงไหน”

ท่าทางสวีเสี่ยวตงเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน “แต่เขาดูไม่ภูมิฐานเอาซะเลยนะ… ดูความเหลาะแหละของเขาสิ ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เหม็นแต่กลิ่นบุหรี่! ดูซอมซ่อจะตายไป!”

“ฮึ อย่างน้อยเขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่คนที่เอาแต่ซุบซิบนินทาลับหลังคนอื่นเยอะ” หลินถงซูเถียงกลับแล้วจึงเดินผละออกไป

สวีเสี่ยวตงยืนนิ่ง คิดตามคำพูดของอีกฝ่ายพูดอยู่นานพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง “เธอพูดจริงหรือแค่ประชดกันแน่นะ?”

จบบทที่ บทที่ 24 ฆาตกรล่องหน

คัดลอกลิงก์แล้ว